
ปชป.มีลุ้นไม่ถูกยุบปริญญาชี้ได้เปรียบ
โพสต์ทูเดย์
— นักกฎหมายระบุคดียุบพรรคประชาธิปัตย์ต่างจากคดียุบพรรคพลังประชาชน ฟันธงพรรคไม่ถูกยุบ แต่ผิดเฉพาะตัวนายปริญญา เทวานฤมิตรกุล อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เปิดเผยถึงมุมมองคดียุบพรรคประชาธิปัตย์ว่า กรณีเงินบริจาค 258 ล้านบาท กับการใช้เงินอุดหนุนพรรคการเมืองผิดวัตถุประสงค์จำนวน 29 ล้านบาท หากพิจารณาแล้วกรณีหลังมีโอกาสที่พรรคจะถูกยุบสูง เพราะที่ผ่านมาศาลรัฐธรรมนูญเคยวินิจฉัยกรณีเดียวกันนี้มาแล้วหลายพรรคและถูกยุบทุกพรรค แต่พรรคประชาธิปัตย์สามารถต่อสู้โดยอ้างรัฐธรรมนูญที่ให้หลักประกันในเสรีภาพของพรรคการเมืองไว้ว่า ถ้าจะยุบพรรคสามารถทำได้ใน 2 กรณีคือตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 68 ล้มล้างระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และมาตรา 237 กรรมการบริหารพรรคมีส่วนในการทุจริตการเลือกตั้ง
ดังนั้น การที่ พ.ร.บ.ประกอบรัฐ ธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองขยายสาเหตุการยุบพรรคเกินกว่าที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ น่าจะเป็นการขัดกับเสรีภาพในการตั้งพรรคการเมืองตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งมาตรา 211 ระบุว่าเมื่อมีข้อโต้แย้งเรื่องกฎหมายที่อาจขัดต่อรัฐธรรมนูญ เป็นอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญที่จะวินิจฉัย
“
ขอฟันธงว่าประเด็นการใช้เงินผิดวัตถุประสงค์ 29 ล้านบาท ถ้าสู้แค่ข้อเท็จจริงก็จะถูกยุบพรรคแน่ แต่ถ้ายกเรื่อง พ.ร.บ.พรรคการเมืองขัดรัฐธรรมนูญก็มีโอกาสรอด จุดนี้เป็นประเด็นที่พรรคประชาธิปัตย์ได้เปรียบพรรคพลังประชาชน เพราะพรรคพลังประชาชนถูกยุบเพราะมีการกระทำขัดต่อรัฐธรรมนูญ พรรคประชาธิปัตย์ทำผิดเรื่องเงินอุดหนุนตาม พ.ร.บ. ทำให้ยังต่อสู้ได้ แต่กรรมการบริหารพรรคบางคนอาจผิด” นายปริญญา กล่าวนายวิรัตน์ กัลยาศิริ คณะทำงานด้านกฎหมายพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ฝ่ายตรงข้ามพยายามกดดันศาลรัฐธรรมนูญอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นการกระทำของนายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย และนายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรักษาการหัวหน้าพรรคไทยรักไทย โดยมีกระบวนการสร้างเรื่องเท็จ เช่น กล่าวหาว่านายทศพล เพ็งส้ม ทีมงานพรรคประชาธิปัตย์วิ่งเต้นศาล หรือนายวสันต์ สร้อยพิสุทธิ์ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ วางตัวไม่เป็นกลาง ก็เพื่อบีบให้ยุบพรรคประชาธิปัตย์ ถ้าไม่ยุบแปลว่าศาลรัฐธรรมนูญ สองมาตรฐาน
ทั้งนี้ พรรคประชาธิปัตย์ไม่รู้สึกหวั่นไหว และยังเชื่อมั่นในความบริสุทธิ์ของพรรคและความยุติธรรมของศาลรัฐธรรมนูญ







