posttoday
การค้าปลีกแบบชาวบ้าน

การค้าปลีกแบบชาวบ้าน

27 ตุลาคม 2558

โดย...สมชาย สกุลสุรรัตน์

โดย...สมชาย สกุลสุรรัตน์

หลายปีที่ผ่านมา ปัญหาเรื่องการค้าปลีกของชาวบ้านที่เรียกว่าโชห่วยที่ต้องล้มหายตายจากไปจำนวนมาก เพราะไม่สามารถแข่งขันกับร้านค้าปลีกยักษ์ใหญ่ของต่างด้าวและเครือข่ายที่เข้าไปแย่งชิงพื้นที่ค้าขายของร้านโชห่วยทั้งในเมืองและชานเมืองนั้น ดูเหมือนจะเป็นปัญหาที่ไม่มีใครแก้ตก ส่วนใหญ่ก็มักจะบอกว่าเป็นเรื่องของการแข่งขัน ใครสามารถให้บริการกับผู้บริโภคได้ดีกว่า ก็ย่อมจะเป็นผู้ชนะ ผู้แพ้ก็ต้องล้มหายตายจากไปเป็นธรรมดา โดยส่วนตัว ผมว่าการมองปัญหานี้ว่าเป็นเรื่องกลไกตลาดนั้น เป็นการมองปัญหาเหมือนกับว่าผู้ค้าปลีกย่อยๆ นั้น มีความสามารถในการแข่งขันทั้งกำลังในการทำธุรกิจ และที่สำคัญคือการเงินเท่าเทียมกับผู้ค้าปลีกขนาดใหญ่ คุมตลาดได้ กำหนดราคาต้นทุนได้ มีความได้เปรียบด้านภาษีที่สามารถเอากำไรจากสาขาที่มีกำไรไปเฉลี่ยกับสาขาที่ขาดทุนเพื่อแข่งขันแย่งชิงพื้นที่กับร้านค้าปลีกอิสระที่ไม่มีโอกาสที่จะเฉลี่ยรายจ่ายด้านภาษีและต้นทุนเหมือนคู่แข่ง ท้ายที่สุดก็ต้องเลิกกิจการไป

ในต่างประเทศ โดยเฉพาะในประเทศที่พัฒนาแล้วรัฐจะให้ความคุ้มครองร้านค้าในท้องถิ่นจากการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรมนี้ โดยการกำหนดโซนนิ่งให้ร้านค้าปลีกขนาดใหญ่ต้องอยู่ห่างไกลจากชุมชนโดยรอบ ผู้ซื้อต้องขับรถไป ไม่ใช่เดินจากประตูบ้านก็ถึงร้านค้าปลีกสาขาในเครือข่ายของร้านค้าปลีกขนาดใหญ่ทั้งไทยและเทศดักหน้าดักหลังเหมือนในเมืองไทยสุดเสรีแห่งนี้

ความจริงแม้แต่การกดราคาทุนของสินค้าที่รับเข้ามาจำหน่ายให้ต่ำกว่าราคาขายให้ร้านค้าย่อยนั้น ถ้าตีความจริงๆ ก็คือการกำหนดราคาแบบทุ่มตลาด แต่โอนภาระไปให้ซัพพลายเออร์ผู้ส่งสินค้าเข้ามาขาย เป็นการยิงนกนัดเดียวตายกันระนาวทั้งร้านค้าปลีกของชาวบ้านรอบบริเวณและซัพพลายเออร์ ใครทนได้ก็ค้าขายกันไป เพราะไม่ขายผ่านเครือข่ายของเขาก็ขายได้น้อย เพราะคนที่จะมาซื้อแข่งถูกทำให้ล้มตายไปหมดแล้ว เป็นสัจธรรมที่น่าเศร้าและไม่เคยแก้ไขสำเร็จ

กฎหมายกี่ฉบับที่พยายามผลักดันให้ออกมาควบคุมการค้าปลีกขนาดใหญ่ และคุ้มครองร้านค้าปลีกขนาดย่อมให้ค้าขายอย่างเป็นธรรม ให้คนไทยระดับชาวบ้านมีโอกาสทำมาหากิน ค้าขายอิสระไม่ต้องเป็นลูกจ้างใครนั้น ร่างกันเสร็จอภิปรายไปแก้ไขไปในสภาบ้าง นอกสภาบ้าง จนยุบสภาไป กฎหมายนี้ก็ออกมาไม่ได้ จนแล้วจนรอดก็ไม่ทราบว่ารัฐบาลยุคปฏิรูปนี้มีนโยบายจะผลักดันกฎหมาย
ฉบับนี้ออกมาหรือไม่อย่างไร วาระไม่เห็นมีการพูดส่งในแผนปฏิรูปเศรษฐกิจ ทั้งๆ ที่เป็นปัญหาที่ส่งผลระยะยาวถึงอนาคตของประเทศ ถ้าต้องการให้คนไทยเป็นผู้ประกอบการ ไม่ใช่จบการศึกษาออกมาเพื่อไปเป็นลูกจ้างร้านค้าปลีกของต่างชาติหรือของไหน หรือเป็นข้าราชการไป ว่างๆ ก็มาตำหนิว่าคนไทยไม่รู้ว่าการทำมาค้าขายอย่างที่กำลังเป็นอยู่

ความจริง ผมไม่ได้ตั้งใจจะเขียนหรือบ่นเรื่องปัญหาธุรกิจค้าปลีกให้ท่านผู้อ่านฟัง แต่ตั้งใจจะเขียนว่า ทำอย่างไรถ้าปัญหาการค้าปลีกยังไม่ได้รับการแก้ไขจากภาครัฐอย่างเป็นรูปธรรม คนไทยระดับชาวบ้านถึงจะทำมาค้าขายเป็นเจ้าของกิจการ

ผมพูดเรื่องนี้เหมาะเผอิญหลายเดือนมานี้ผมเพิ่งจะทำโครงการบ้านไร่ในกรุงของผม โดยตั้งใจจะปลูกกล้วยหอมไว้กินบ้าง แจกเพื่อนฝูงและเพื่อนบ้านบ้าง หรือถ้าเผอิญได้ผลดีก็มีคนที่ประกาศตัวรับซื้อกล้วยหอมของผมทั้งหมด โดยจะส่งคนเข้ามาตัดเอง บรรทุกไปเอง ในราคาตลาด ผมก็อาจจะรวยตอนแก่เพราะขายกล้วยก็ได้ใครจะรู้

ในกิจการที่ว่า ทำให้ผมทราบว่าหนทางทำมาค้าขายของชาวบ้านที่มีทุนน้อยก็ยังพอมี เพราะแต่ไหนแต่ไรมา ผมไม่เคยสังเกตว่า ตามตลาดเล็กๆ แถวบ้านที่มีร้านขายอาหารสัตว์ตั้งแต่อาหารสุนัข แมว ปลา นก ไปจนกระทั่งถึงเป็ดไก่อยู่ และขายดีด้วย จนเมื่อเดือนที่แล้วไปซื้อลูกเป็ดจากชาวบ้านที่เลี้ยงเป็ดอยู่ริมคลองหลังบ้านผมมาเลี้ยง 9 ตัว ทีนี้ก็เริ่มรู้ว่าการเลี้ยงเป็ดนั้นต้องมีอาหารให้มัน ถ้าเกษตรกรมือใหม่อย่างผมก็ใช้วิธีการหาซื้ออาหารเป็ดแบบคนชั้นกลาง คือเข้าไปหาซื้อในร้านซูเปอร์สโตร์ต่างๆ ปรากฏว่าไม่มีร้านไหนขายอาหารลูกเป็ด ขายแค่อาหารสุนัขและแมวเป็นหลัก ผมไม่รู้จะทำอย่างไร ก็ต้องเดินกลับไปถามชาวบ้านเจ้าของคอกเป็ดว่าจะซื้ออาหารลูกเป็ดได้ที่ไหน แกบอกว่าแกเลี้ยงโดยไม่จำเป็นต้องซื้ออาหารเป็ด มีอะไรให้มันกินมันก็กิน ก็เห็นเติบโตดี ผมพิจารณาแล้วเห็นด้วย เพราะตอนลูกเป็ดอยู่กับแกมีพ่อเป็ดแม่เป็ดช่วยกันเลี้ยงพาไปหาอะไรกินในคลองในตมแถวนั้น แต่ผมไม่ใช่พ่อเป็ด คงทำอย่างนั้นไม่ได้ ถามไปถามมาได้ความว่า ถ้าอยากเสียเงินจริงๆ ให้ไปซื้อได้ที่ร้านขายอาหารสัตว์ใกล้ๆ มัสยิดหลังบ้านผมอีกนั่นแหละ เขามีขาย

วันที่ผมไปซื้ออาหารเป็ด มีคนมาซื้ออาหารสัตว์กันอุ่นหนาฝาคั่ง และคนขายมีความรู้พอที่จะถามผมว่า คุณจะซื้อไปเลี้ยงเป็ดเล็กหรือเป็ดใหญ่ ผมก็ชักจะงงว่าเป็ดก็คือเป็ดทำไมต้องถาม แต่ไม่กล้าถาม เลยบอกว่าเป็ดเล็ก เขาก็ไปตักอาหารเป็ดเล็กมาให้เรื่องก็จบ กิโลละ 20 บาท ผมก็หมดปัญหาเรื่องของเป็ดไปเป็นที่เรียบร้อย

นอกจากอาหารเป็ด อาหารไก่แล้ว เขาขายอาหารนก อาหารปลาสารพัดประเภท จัดว่าเป็นร้านที่มี Specialization สูง และวางขายเต็มร้าน ซึ่งดูแล้วไม่มีทางที่ร้านค้าปลีกซูเปอร์สโตร์จะให้บริการได้ เพราะฉะนั้นร้านค้าปลีกขนาดเล็กที่มาเปิดอยู่ตรงข้ามถนนกับร้านค้าอาหารสัตว์นี้จึงไม่ส่งผลต่อการทำมาค้าขายของร้านขายอาหารสัตว์เจ้านี้แต่ประการใด แต่กลับช่วยส่งเสริมการขายด้วย เพราะคนที่มาซื้อสินค้าในร้านค้าปลีกที่ว่า เดินข้ามถนนมาซื้ออาหารสุนัข อาหารแมว

ที่ร้านเห็นว่าราคาถูกกว่าด้วยซ้ำไป

อีกกรณีหนึ่งคือเมื่อวันก่อนผมเพิ่งให้คนงานเอาหน่อกล้วยหอมมาลงในพื้นที่ที่เตรียมไว้ และกูเกิลบอกว่ากล้วยหอมต้องการน้ำมาก โดยเฉพาะตอนปลูกใหม่ๆ ผมจึงต้องไปหาซื้อสายยางเตรียมรดน้ำ นึกได้ว่าร้านขายของฮาร์ดแวร์ในหมู่บ้านนั้นมีสายยางขาย แหวนรัด นอตตัวเล็กๆ จนถึงชะแลงเหล็กและอุปกรณ์ก่อสร้างทุกชนิด แค่ขับรถออกไปซื้อสายยางมาม้วนหนึ่ง เผอิญลืมเอากระเป๋าสตางค์ไป บอกเจ้าของร้านเขาบอกว่าไม่เป็นไรครับ ซึ่งไม่มีทางที่ผมจะได้รับบริการซื้อด้วยเครดิตอย่างนี้จากซูเปอร์สโตร์แห่งใดทั้งสิ้น เพราะสายยางม้วนหนึ่งราคา 1,300 บาท แค่เอาสายยางใส่ท้ายรถผมแล้วกลับไปนั่งดูปลาในตู้ต่อไปอย่างมีความสุข ผมก็มีความสุขไปด้วย รีบกลับบ้านเอาเงินไปจ่ายให้แกกลับบอกผมว่าทีหลังไม่ต้องรีบก็ได้คนกันเอง แกกันเองกับผม ผมก็เลยต้องเป็นคนกันเองกับแก มีอะไรก็จะไปซื้อของจากร้านค้าร้านนี้

ที่น่าสนใจคือ แกจะไม่ขายสินค้าอะไรที่ร้านค้าปลีกยี่ห้อตัวเลข 7 วัน ที่มาตั้งอยู่หน้าร้านเหมือนที่ตั้งอยู่หน้าร้านขายอาหารสัตว์เป็นอันขาด เพราะรู้ว่าคนจะไม่เข้ามาซื้อจากแก เช่น ถ่านไฟฉาย แกจะขายเฉพาะที่ร้านค้าปลีกไม่ขายเท่านั้น เช่น กระบุง บุ้งกี๋ขนหินอิฐปูนทราย เป็นต้น

ทั้งสองกรณีที่เล่า สรุปได้ว่า ยุคนี้ถ้าอยากค้าขายเป็นเจ้าของกิจการคงต้องเลือกขายสินค้าเฉพาะด้าน คือขายสินค้าประเภทเดียวกันแต่หลากหลาย อย่าพยายามขายสินค้ามากมายหลายประเภท อย่างละเล็ก
ละน้อยแข่งกับร้านค้าปลีกของห้างใหญ่เป็น
อันขาด อย่างกรณีร้านขายอาหารสัตว์ ก็ขายแต่อาหารสัตว์ ไม่ขายสบู่ แชมพู ขนมกรุบกรอบอะไรทั้งนั้น แต่ต้องขายอาหารสัตว์หลายประเภท หลายคุณภาพ

ส่วนกรณีหลังคือขายสินค้าและวัสดุอุปกรณ์ก่อสร้างทุกชนิด ตั้งแต่นอต ตะปูตัวเล็กๆ จนถึงชะแลง และรถเข็นอิฐหินปูนทราย เป็นต้น ซึ่งรับรองว่าร้านซูเปอร์สโตร์จะไม่มีทางเข้ามาแข่งขันด้วย ถึงปัจจุบันจะมีบ้างที่ขายเครื่องมือและอุปกรณ์ก่อสร้าง แต่ก็คงไม่ขายแหวนรัดหรือนอตเป็นตัวๆ เหมือนร้านค้าในหมู่บ้านที่ผมไปซื้อสายยาง

ความสำเร็จในการทำมาค้าขายแบบนี้คงอยู่ที่ความสามารถในการเข้าใจความต้องการของผู้บริโภคในท้องถิ่น และเสนอขายสินค้าประเภทใดประเภทหนึ่งอย่างหลากหลายให้เลือก หรือพูดให้เก๋หน่อย คือต้องเป็นร้านที่มีความชำนาญเฉพาะด้านจริงๆ ถึงจะอยู่ได้โดยไม่ถูกผลกระทบจากการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม กดดันให้ปิดร้านม้วนเสื่อกลับบ้าน ไปรับจ้างเขาทำงานต่อไป

สรุปแล้ว ช่องทางทำมาค้าขายยังพอมีอยู่ เอาว่าก่อนจะค้าขายเข้าไปดูในร้านค้าปลีกของยักษ์ใหญ่ว่าเขาขายอะไร แล้วเราอย่าไปขายสินค้าประเภทเดียวกับที่เขาขาย ก็น่าจะใช้ได้ ส่วนภาคราชการจะช่วยชาวบ้านเรื่องนี้อย่างไร ขอฝากเอาไปคิดครับ

ข่าวล่าสุด

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน