
ราคาแก๊สโซฮอล์ มาถูกทาง แต่ยังไม่ถึงเป้าหมาย
ปัจจุบันรัฐบาลไทยส่งเสริมการผลิตและการใช้น้ำมันจากพืชเพื่อทดแทนน้ำมันจากปิโตรเลียมที่ใช้ในรถยนต์ ด้วยเหตุผลที่ว่าน้ำมันจากพืชสามารถผลิตได้จากพืชที่ปลูกในประเทศไทย ได้แก่ อ้อย มันสำปะหลัง และปาล์มน้ำมัน การส่งเสริมจึงเป็นผลดีต่อเกษตรกรผู้ปลูกพืชเหล่านี้และต่อธุรกิจที่เกี่ยวข้อง เช่น โรงหีบอ้อยลดภาระการนำเข้าน้ำมัน ในขณะเดียวกัน น้ำมันจากพืชก็ถือเป็นเชื้อเพลิงที่สะอาด เป็นพลังงานหมุนเวียนที่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยมากเมื่อเทียบกับน้ำมันปิโตรเลียม
ปัจจุบันรัฐบาลไทยส่งเสริมการผลิตและการใช้น้ำมันจากพืชเพื่อทดแทนน้ำมันจากปิโตรเลียมที่ใช้ในรถยนต์ ด้วยเหตุผลที่ว่าน้ำมันจากพืชสามารถผลิตได้จากพืชที่ปลูกในประเทศไทย ได้แก่ อ้อย มันสำปะหลัง และปาล์มน้ำมัน การส่งเสริมจึงเป็นผลดีต่อเกษตรกรผู้ปลูกพืชเหล่านี้และต่อธุรกิจที่เกี่ยวข้อง เช่น โรงหีบอ้อยลดภาระการนำเข้าน้ำมัน ในขณะเดียวกัน น้ำมันจากพืชก็ถือเป็นเชื้อเพลิงที่สะอาด เป็นพลังงานหมุนเวียนที่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยมากเมื่อเทียบกับน้ำมันปิโตรเลียม
รัฐบาลส่งเสริมการผลิตน้ำมันจากพืชโดยกำหนดราคาสำหรับผู้ผลิตในระดับที่คุ้มกับต้นทุนการผลิต ในช่วงนี้ที่ราคาน้ำมันปิโตรเลียมในตลาดโลกอยู่ในระดับค่อนข้างต่ำ ปรากฏว่ารัฐบาลได้กำหนดราคาสำหรับ
ผู้ผลิตเอทานอลและไบโอดีเซลไว้สูงกว่า ราคาน้ำมันปิโตรเลียมที่ขายหน้าโรงกลั่นค่อนข้างมาก เช่น ในวันที่ 21 ต.ค.ปีนี้ ผู้ผลิตเอทานอลจากกากน้ำตาลหรือแป้งมันสำปะหลังได้รับราคาสูงถึงลิตรละกว่า 26 บาท แต่ราคาเบนซินที่ขายหน้าโรงกลั่นอยู่ที่ 16 บาทกว่าๆ เท่านั้น ส่วนราคาไบโอดีเซลฅที่ผลิตจากน้ำมันปาล์มขายได้ลิตรละเกือบ 28 บาท เทียบกับราคาหน้าโรงกลั่นของดีเซลที่ 15 บาท/ลิตร
ในด้านการใช้น้ำมันจากพืช รัฐบาลได้ใช้วิธีส่งเสริม 2 ทาง คือ ประการแรก รัฐบาลยกเว้นการเก็บภาษีสรรพสามิต สำหรับเฉพาะส่วนที่เป็นน้ำมันจากพืชคือเอทานอลและ ไบโอดีเซล เช่น แก๊สโซฮอล์ E85 จ่ายภาษีสรรพสามิตเพียงลิตรละ 84 สตางค์
ในขณะที่น้ำมันเบนซินที่ไม่มีเอทานอลผสมเลยจะต้องเสียภาษีสรรพสามิตถึงลิตรละ 5.60 บาท ประการที่ 2 มีการอุดหนุนแก๊สโซฮอล์จากเงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ตัวอย่างเช่น ในกลางเดือน ต.ค.ปีนี้ แก๊สโซฮอล์ E85 ได้รับเงินอุดหนุนจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงในอัตราลิตรละ 9.23 บาท แก๊สโซฮอล์ E20 ได้รับเงินอุดหนุนลิตรละ 2.40 บาท เงินอุดหนุนเหล่านี้ได้มาจากการเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงจากผู้ใช้น้ำมันเบนซินที่ไม่มีเอทานอลผสม ซึ่งต้องจ่ายเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงในอัตราลิตรละ 6.15 บาท
การอุดหนุนโดยวิธีการยกเว้นภาษีและเงินช่วยจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ทำให้แก๊สโซฮอล์ขายปลีกที่ต่ำกว่าน้ำมันเบนซิน จะเห็นได้ว่าแก๊สโซฮอล์ที่มีส่วนผสมของเอทานอลมากจะมีราคายิ่งถูกลง เพื่อเป็นแรงจูงใจให้ผู้ใช้น้ำมันหันมาใช้แก๊สโซฮอล์ทดแทนเบนซินมากขึ้นนั่นเอง
อีกเหตุผลหนึ่ง ซึ่งผู้ใช้น้ำมันควรจะซื้อแก๊สโซฮอล์ได้ในราคาที่ต่ำกว่าเบนซินก็คือ เมื่อเทียบกันลิตรต่อลิตรแล้ว การใช้เอทานอลล้วนๆ จะสามารถทำให้รถวิ่งได้ระยะทางที่สั้นกว่าเบนซินถึง 30% ทั้งนี้เพราะค่าความร้อนของเอทานอลจะต่ำกว่าเบนซินโดยธรรมชาติ ตัวอย่างเช่น รถคันหนึ่งวิ่งได้ 10 กิโลเมตรเมื่อใช้เบนซิน 1 ลิตร แต่ถ้าหันไปใช้แก๊สโซฮอล์ E85 จะวิ่งได้ลิตรละ 7.45 กิโลเมตร [=(0.15x10)+(0.85x7)] เท่านั้น และถ้าหันไปใช้แก๊สโซฮอล์ E20 ก็จะวิ่งได้ลิตรละ 9.4 กิโลเมตร [=(0.8x10)+(0.2x7)]
ดังนั้น ราคาต่อลิตรของแก๊สโซฮอล์จึงจะต้องต่ำกว่าราคาต่อลิตรของเบนซิน เพื่อทำให้ต้นทุนการวิ่งรถต่อ 1 กิโลเมตร โดยใช้แก๊สโซฮอล์สามารถแข่งขันได้กับต้นทุนการวิ่งรถต่อ 1 กิโลเมตรเมื่อใช้เบนซิน เช่น ถ้าให้เบนซินมีราคา 30 บาท/ลิตร และใช้กับรถที่กินน้ำมันเบนซินโดยวิ่งได้ลิตรละ 10 กิโลเมตร จะทำให้ต้นทุนค่าเชื้อเพลิงในการวิ่งรถเป็น 3 บาท/กิโลเมตร
เพื่อให้ได้ต้นทุนการวิ่งรถที่ 3 บาท/กิโลเมตร เท่ากันกับเบนซิน แก๊สโซฮอล์ E85 จะต้องมีราคา 22.35 บาท/ลิตร และแก๊สโซฮอล์ E20 จะต้องมีราคาลิตรละ 28.20 บาท พูดง่ายๆ ก็คือ E20 จะต้องมีราคาต่ำกว่าเบนซินลิตรละ 2 บาท และราคาแก๊สโซฮอล์ E85 จะต้องต่ำกว่าราคาแก๊สโซฮอล์ E20 ลิตรละ 6 บาท จึงจะทำให้ต้นทุนการวิ่งรถคิดเป็นบาทต่อกิโลเมตรอยู่ในระดับที่ใกล้เคียงกัน ไม่ว่าจะเลือกใช้น้ำมันประเภทใด
ดังนั้น หากต้องการจะส่งเสริมให้มีการใช้แก๊สโซฮอล์ E20 ทดแทนเบนซิน ULG ก็จะต้องทำให้ราคาขายปลีกของ E20 ต่ำกว่าเบนซินอย่างน้อยลิตรละ 2 บาท และหากต้องการส่งเสริมการใช้แก๊สโซฮอล์ E85 ทดแทนแก๊สโซฮอล์ E20 มากๆ ก็จะต้องทำให้ราคาขายปลีกของ E85 ต่ำกว่า E20 อย่างน้อยลิตรละ 6 บาท
คำถามก็คือ เท่าที่ผ่านมารัฐบาลได้ตั้งราคาในลักษณะที่เป็นการส่งเสริมการใช้แก๊สโซฮอล์มากน้อยแค่ไหน โดยเฉพาะอย่างยิ่งราคาขายปลีกของเบนซินและแก๊สโซฮอล์
มีช่วงห่างเป็นอย่างไร
ก่อนหน้าวันที่ 5 ต.ค.ปีนี้ ปรากฏว่าช่วงห่างของราคาขายปลีกระหว่างแก๊สโซฮอล์ E20 และแก๊สโซฮอล์ E85 ยังมีไม่มากพอ เช่น ณ วันที่ 12 ต.ค.ปีนี้ E85 มีราคาถูกกว่า E20 เพียงลิตรละ 2.50 บาทเท่านั้น จึงทำให้ต้นทุนการวิ่งรถคิดเป็นบาทต่อกิโลเมตรของการใช้แก๊สโซฮอล์ E85 สูงกว่าต้นทุนของการใช้แก๊สโซฮอล์ E20 และยังสูงกว่าต้นทุนการใช้แก๊สโซฮอล์ E10 ด้วยซ้ำ
นี่ก็คือสาเหตุสำคัญที่ทำให้ปริมาณการใช้แก๊สโซฮอล์ E85 ไม่ได้เพิ่มขึ้นเลยในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา และจริงๆ แล้วกลับมีแนวโน้มการใช้ที่ลดลงด้วยซ้ำไป อย่างไรก็ดีในวันที่ 5 ต.ค.ปีนี้ กระทรวงพลังงานได้ปรับโครงสร้างราคาน้ำมันที่ทำให้ราคาขายปลีกของแก๊สโซฮอล์ E85 ลดลงอย่างเห็นได้ชัด โดยการอุดหนุนผ่านกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงในอัตราที่สูงขึ้นจาก 7 บาท/ลิตร เป็น 9 บาท/ลิตร ทำให้ราคาขายปลีกของแก๊สโซฮอล์ E85 อยู่ต่ำกว่า E20 ลิตรละ 4.10 บาท
ถ้าวัตถุประสงค์ของนโยบายพลังงานคือการส่งเสริมพลังงานทดแทน โดยเฉพาะอย่างยิ่งพลังงานหมุนเวียนที่มีการผลิตได้ในประเทศ เช่น เอทานอลและไบโอดีเซล การปรับโครงสร้างราคาน้ำมันแก๊สโซฮอล์ในวันที่ 5 ต.ค.ปีนี้ก็ต้องถือว่าอยู่ในทิศทางที่ถูกต้องแล้ว เพราะช่วงห่างของราคาที่เพิ่มขึ้นจะดึงดูดให้ผู้ใช้รถหันมาใช้แก๊สโซฮอล์ E20 และ E85 มากขึ้น แต่ราคาขายปลีกของ E85 ก็ยังสูงเกินไปเมื่อเทียบกับน้ำมันชนิดอื่นๆ
ดังนั้น ผมจึงเสนอแนะให้กระทรวงพลังงานพิจารณาให้เงินอุดหนุนแก่ผู้ใช้แก๊สโซฮอล์ E85 เพิ่มเติมขึ้นอีกลิตรละ 2 บาท เพื่อทำให้ราคา E85 ถูกกว่า E20 ลิตรละ 6 บาท อันจะทำให้ต้นทุนการใช้แก๊สโซฮอล์ E85 คิดเป็นบาทต่อกิโลเมตรสามารถแข่งขันได้กับต้นทุนของการใช้น้ำมันชนิดอื่นๆ คนจะได้ซื้อรถยนต์ที่ใช้แก๊สโซฮอล์ E85 ได้มากขึ้นปริมาณการใช้แก๊สโซฮอล์และเอทานอลจะได้สูงขึ้น การใช้เงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงก็จะเพิ่มขึ้นไม่มาก เพราะการใช้ E85 มีเพียงวันละไม่ถึง 1 ล้านลิตร จึงใช้เงินอุดหนุนเพิ่มขึ้นจากวันละ 8 ล้านบาท เป็นวันละ 10 ล้านบาท ซึ่งไม่มาก เมื่อเทียบกับกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่เหลืออยู่กว่า 4 หมื่นล้านบาท
ขณะเดียวกัน ก็ควรจะพิจารณาหาแนว ทางเพื่อทำให้การผลิตเอทานอลและไบโอดีเซลมีประสิทธิภาพที่สูงขึ้นสามารถแข่งขันกับน้ำมันปิโตรเลียมได้ในที่สุด ถึงแม้ว่าน้ำมันปิโตรเลียมมีราคาต่ำกว่าแนวโน้มปกติ แต่ความแตกต่างระหว่างราคาที่ผู้ผลิตเอทานอลและไบโอดีเซลได้รับกับราคาน้ำมันหน้าโรงกลั่นก็ยังอยู่ในเกณฑ์ที่สูงเกินไป คือต่างกัน 10-13 บาท/ลิตร หรือเทียบเท่า 45-60 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ต้นทุนการผลิตที่ลดลงจะลดภาระการอุดหนุน ทำให้ประเทศสามารถประหยัดเงินตราต่างประเทศ เพราะการผลิตสินค้าในประเทศมีต้นทุนที่ต่ำกว่าสินค้านำเข้า และทำให้นโยบายส่งเสริมการผลิตน้ำมันจากพืชประสบผลสำเร็จได้ในระยะยาว







