
นายกฯย้ำไม่ปล่อยไทยเสียดินแดนให้เขมร
มาร์คเผยส่ง สุวิทย์ ย้ำจุดยืนรัฐบาลต่อที่ประชุมคณะกรรมการมรดกโลก ไม่ควรอนุมัติให้เขมรเข้าบริหารจัดการหากยังไม่ชัดเจนเรื่องพื้นที่ทับซ้อน ยืนยันไม่แทรกแซงสื่อพร้อมเปิดกว้างให้ภาคประชาชนร่วมปฏิรูป
มาร์คเผยส่ง สุวิทย์ ย้ำจุดยืนรัฐบาลต่อที่ประชุมคณะกรรมการมรดกโลก ไม่ควรอนุมัติให้เขมรเข้าบริหารจัดการหากยังไม่ชัดเจนเรื่องพื้นที่ทับซ้อน ยืนยันไม่แทรกแซงสื่อพร้อมเปิดกว้างให้ภาคประชาชนร่วมปฏิรูป
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวในรายการเชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯอภิสิทธิ์ ว่า สำหรับข้อห่วงใยเกี่ยวกับเขตแดนไทยกัมพู ชา ซึ่งสัปดาห์ที่ผ่านมา คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ได้เข้ามาสอบถามข้อเท็จจริง ซึ่งรัฐบาลได้ชี้แจงจุดยืนว่า รัฐบาลยึดถือเรื่องสนธิสัญญา กำหนดว่าสันปันน้ำคือเขตแดน ยกเว้นเขาพระวิหารที่มีคำวินิจฉัยศาลโลกไปแล้ว
"ที่มีความห่วงใยว่า จะมีการยอมรับในส่วนของแผนที่ที่กัมพูชาใช้ฟ้องร้อง ยืนยันว่าไม่มีหน่วยงานใดให้การยอมรับแผนที่ แต่การดำเนินงานกำหนดหลักเขตแดนก็เพื่อหลีกเลี่ยงการปะทะสู้รบกัน ส่วนการจะนำแผนที่ใดมาใช้นั้น ก็ต้องมาพิจารณาจากพื้นที่ตามความเป็นจริง ซึ่งไทยมั่นใจว่าถ้ากำหนดตามแนวสันปันน้ำจะมีถูกต้อง"นายอภิสิทธิ์กล่าว
นายอภิสิทธิ์กล่าวอีกว่า ในส่วนของพื้นที่ทับซ้อนที่ยังไม่มีข้อยุตินั้น นายสุวิทย์ คุณกิตติ รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จะเดินทางไปประชุมคณะกรรมการมรดกโลก ครั้งที่ 34 ที่บราซิล ระหว่างวันที่25 ก.ค.-3 ส.ค.2553 และไปแสดงจุดยืนว่า ขณะที่ยังไม่มีความชัดเจนในพื้นที่ทับซ้อน ก็ยังไม่ควรอนุมัติให้กัมพูชาเข้ามาบริหารจัดการพื้นที่ดังกล่าว ซึ่งที่ผ่านมารัฐบาลได้โน้มน้าวประเทศต่างๆเกี่ยวกับเรื่องนี้มาอย่างต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตามในบางครั้งที่ที่มีการรุกล้ำเข้ามาของกัมพูชา กระทรวงการต่างประเทศก็จะทำหนังสือประท้วงไปยังกัมพูชา และเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ก็มีวิธีแสดงสิทธิในพื้นที่ ซึ่งอาจมีการกระทบกระทั่งในบางช่วง
หนุนภาคประชาชน-องค์กรอิสระร่วมปฏิรูปสื่อ
นายอภิสิทธิ์กล่าวอีกว่า นการปฏิรูปสื่อสารมวลชน รัฐบาลมีจุดยืนชัดเจนว่า ต้องการให้สื่อกำกับดูแลตัวเองให้มากที่สุด โดยที่ผ่านมามีความกังวลว่าการปฏิรูปจะทำให้รัฐเข้าไปแทรกแซงสื่อได้ ซึ่งในสัปดาห์ที่ผ่านมาก็ได้เดินทางไปพบปะกับสื่อมวลชนลายสำนักเพื่อยืนยันว่าจะไม่มีการแทรกแซง
"จากการหารือกับสื่อมวลชนเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลว่า การปฏิรูปสื่อมวลชนรัฐบาลจะสนับสนุนให้มีการพยายามผลักดันกฎหมายคุ้มครองวิชาชีพสื่อ รวมทั้งมีการมองตรงกันว่า สื่อที่มีความเข้มแข็งในการควบคุมกันเองคือหนังสือพิมพ์ แต่สื่อวิทยุโทรทัศน์วิทยุกระจายเสียงยังมีปัญหา เพราะองค์กรที่มาควบคุมทำงานท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงวค่อนข้างมาก ดังนั้นต้องส่งเสริมให้เกิดความเข้มแข็ง"นายอภิสิทธิ์กล่าว
ทั้งนี้ภาคส่วนที่จะเข้ามามีบทบาทในการร่วมปฏิรูปคือองค์กรภาคประชาชนที่จะเข้ามาติดตามการทำงานของสื่อ ความเหมาะสมของรายการต่างๆ ซึ่งรัฐจะสนับสนุนให้กลไกขององค์กรภาคประชาชนเข้ามาร่วม รวมทั้งประสานมใกล้ชิดกับ คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) และ คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคม (กสทช.)ต่อไป
อย่างไรก็ตามมีบางสื่อที่ต้องหาทางทำงานให้มีความพอดี โดยเฉพาะสื่ออินเตอร์เน็ต ที่มีเสียงร้องเรียนว่าไม่เหมาะสม แต่บางครั้งการดำเนินการของเจ้าหน้าที่ก็หนักเกินไป เช่น การแสดงความเห็นเฉพาะในกระดานความเห็นหรือเว็บบอร์ด แต่เมื่อเจ้าหน้าที่เข้าไปดำเนินการจะเข้าไปจัดการทั้งเว็บไซต์ ซึ่งตรงนี้จะนำไปสู่การปรับปรุงกฎหมายหลายฉบับ เช่น กฎหมายข้อมูลข่าวสาร กฎหมายหมิ่นประมาท และกฎหมายความผิดทางคอมพิวเตอร์
นายอภิสิทธิ์กล่าวอีกว่า ในส่วนของสื่อรัฐก็ต้องปฏิรูปเช่นเดียวกัน โดยต้องเปิดพื้นที่ให้มีความหลากหลายมากขึ้น โดยเฉพาะช่อง 11 ที่จะผลักดันให้มีรายการที่ฝ่ายรัฐบาล ฝ่ายค้านมาร่วมแลกเปลี่ยนความเห็นกัน







