posttoday
‘อภิศักดิ์’ มั่นใจมาตรการรัฐ กระตุ้นเศรษฐกิจเข้าเป้า

‘อภิศักดิ์’ มั่นใจมาตรการรัฐ กระตุ้นเศรษฐกิจเข้าเป้า

23 ตุลาคม 2558

อภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง แถลงภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการขับเคลื่อนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและการลงทุนของประเทศ ครั้งที่ 4 ว่า ในการประชุมมีการติดตามดูแต่ละมาตรการว่าขณะนี้มีความก้าวหน้า และมีอุปสรรคอย่างไร รวมถึงแนวทางแก้ไขอุสรรคเหล่านี้คืบหน้าไปถึงไหน เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องช่วยกันขับเคลื่อนและดำเนินการได้ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้

อภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง แถลงภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการขับเคลื่อนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและการลงทุนของประเทศ ครั้งที่ 4 ว่า ในการประชุมมีการติดตามดูแต่ละมาตรการว่าขณะนี้มีความก้าวหน้า และมีอุปสรรคอย่างไร รวมถึงแนวทางแก้ไขอุสรรคเหล่านี้คืบหน้าไปถึงไหน เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องช่วยกันขับเคลื่อนและดำเนินการได้ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้

อภิศักดิ์ กล่าวว่า ที่ประชุมยังได้มอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เร่งหามาตรการกระตุ้นให้เอกชนที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนให้มีการเร่งดำเนินการให้เร็วขึ้น โดยในปีนี้ยอมรับว่ามีการลงทุนน้อยลงกว่าปีที่ผ่านมา เนื่องจากรัฐบาลได้มีการปรับหลักเกณฑ์ในการส่งเสริมการลงทุนที่เน้นไปที่อุตสาหกรรมที่มีความสำคัญและมีเทคโนโลยีทันสมัยมากขึ้น

ขณะที่มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะเร่งด่วนวงเงิน 1.36 แสนล้านบาท รัฐมนตรีคลัง บอกว่า สามารถดำเนินการได้รวดเร็ว และคาดว่าจะดำเนินการได้ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ อาทิ การอัดฉีดเม็ดเงินเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในระดับชุมชน ตำบลละ 5 ล้านบาท ขณะนี้สำนักงบประมาณได้มีการจัดสรรวงเงินไว้เรียบร้อยแล้ว คาดว่าจะเริ่มเบิกจ่ายได้ทันทีจนถึงวันที่ 31 ม.ค.นี้

ด้าน ปรเมธี วิมลศิริ เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) กล่าวในงานสัมมนาวิชาการ หัวข้อ “กิจบ้านการณ์เมือง” จัดโดยสมาคมเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหา วิทยาลัย ว่า เศรษฐกิจไทยครึ่งปีแรก ปี 2558 ที่เป็นบวก 3% มีแรงส่งสำคัญมาจากการท่องเที่ยวที่ขยายตัวสูง 30% รวมถึงการเร่งการลงทุนของภาครัฐ ส่วนในครึ่งหลังของปีแม้คาดว่าภาคการส่งออกจะยังไม่ดีขึ้นจากที่ขณะนี้เฉลี่ยติดลบประมาณ 5% และเศรษฐกิจโลกยังเสี่ยงชะลออยู่บ้าง แต่การท่องเที่ยวที่เข้าสู่ช่วงไฮซีซั่นและได้มาตรการทางการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลเข้ามาเสริมทำให้เชื่อว่าจะทำให้เศรษฐกิจปีนี้ขยายตัวได้ตามที่ สศช.ประมาณการไว้ 2.7-3.2% แต่ก็ยังเป็นความท้าทายของรัฐบาลที่จะขับเคลื่อนให้เศรษฐกิจผ่านพ้นช่วงเวลานี้ และปรับตัวดีขึ้นให้ได้ในปีหน้า

“สศช.จะเปิดเผยตัวเลขเศรษฐกิจไตรมาส 3 ในวันที่ 16 พ.ย. ซึ่งจะมีการทบทวนตัวเลขประมาณการเศรษฐกิจของปีหน้าที่ใช้ในการจัดทำงบประมาณที่ 3-4% ด้วย แต่เฉพาะไตรมาส 3 นี้เชื่อว่าจะดีขึ้นเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้าและเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา และน่าจะเป็นไตรมาสที่อัตราการขยายตัวสูงที่สุดของปีนี้” ปรเมธี กล่าว

เลขาธิการ สศช. กล่าวว่า แต่ประเด็นที่น่ากังวลกว่าการขยายตัวของเศรษฐกิจในระยะสั้นนั้น คือ การเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุของไทยในระยะยาว โดยในปี 2564 ประเทศไทยจะเข้าสู่สังคมประชากรสูงวัยแบบสมบูรณ์ โดยมีผู้สูงวัยที่อายุมากกว่า 60 ปี เกิน 20% ของจำนวนประชากรทั้งหมด ส่งผลให้ประชากรวัยแรงงานหดตัว ซึ่งตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 12 ประชากรวัยแรงงานหดตัว 0.4% และจะหดตัวเพิ่มเป็น 0.8% ในแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 13 ดังนั้นในอีก 5-10 ปีข้างหน้า ปัญหาการขาดแคลนแรงงานจะหนักกว่าเดิม เป็นปัญหาที่ท้าทายด้านศักยภาพเศรษฐกิจว่าต่อไปจะไม่ขยายตัวได้ง่าย          

“สภาพการเป็นสังคมผู้สูงอายุของไทย อยู่ในขั้นที่โดยรวมอัตรารายได้ยังไม่สูง หรือแก่ก่อนรวย ประชากรที่สูงอายุที่ไม่มีเงินออมมีเยอะมากในกลุ่มคนยากจน ไม่ได้ดูแลสุขภาพ ไม่ดูแลตัวเองมาตลอด จะเป็นกลุ่มแก่ จน เจ็บ ทำอย่างไรไม่ให้เป็นปัญหาในอนาคตที่จะต้องใช้เงินภาครัฐดูแล ให้เป็นสังคมผู้สูงอายุให้เก่ง แข็งแรง มีคุณค่าของสังคม เป็นเรื่องที่ต้องเตรียมการ แม้จะเป็นเรื่องระยะยาว แต่ปัจจุบันผลกระทบเริ่มชัดเจนมากขึ้น โชคดีที่ทำอะไรไปหลายอย่าง เช่น การตั้งกองทุนการออมแห่งชาติ” เลขาธิการ สศช.กล่าว

ข่าวล่าสุด

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI