
‘เอกชน’หนุนไทยเข้าร่วมทีพีพี
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี มีข้อสั่งการในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 13 ต.ค. 2558 ให้กระทรวงพาณิชย์ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดทำข้อมูลเปรียบเทียบผลดีและผลเสียที่ประเทศไทยจะได้รับจากการเข้าร่วมเป็นสมาชิกความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก (ทีพีพี) รวมทั้งสร้างความเข้าใจให้ประชาชนและให้กลับมานำเสนอต่อที่ประชุม ครม. ภายใน 1 สัปดาห์ โดยอภิรดี ตันตราภรณ์ รมว.พาณิชย์ ได้นำเสนอข้อมูลต่อที่ประชุม ครม. เมื่อวันที่ 20 ต.ค. ที่ผ่านมา จากการหารือกับภาคเอกชน เมื่อวันที่ 9 ต.ค.ที่ผ่านมา ส่วนใหญ่เห็นด้วยและสนับสนุนการเข้าร่วมความตกลงทีพีพี
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี มีข้อสั่งการในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 13 ต.ค. 2558 ให้กระทรวงพาณิชย์ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดทำข้อมูลเปรียบเทียบผลดีและผลเสียที่ประเทศไทยจะได้รับจากการเข้าร่วมเป็นสมาชิกความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก (ทีพีพี) รวมทั้งสร้างความเข้าใจให้ประชาชนและให้กลับมานำเสนอต่อที่ประชุม ครม. ภายใน 1 สัปดาห์ โดยอภิรดี ตันตราภรณ์ รมว.พาณิชย์ ได้นำเสนอข้อมูลต่อที่ประชุม ครม. เมื่อวันที่ 20 ต.ค. ที่ผ่านมา จากการหารือกับภาคเอกชน เมื่อวันที่ 9 ต.ค.ที่ผ่านมา ส่วนใหญ่เห็นด้วยและสนับสนุนการเข้าร่วมความตกลงทีพีพี
ทั้งนี้ ผู้แทนจากภาคเอกชน ได้แก่ คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน ประกอบด้วย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และสมาคมธนาคารไทย มีความเห็นว่าให้ไทยแสดงความสนใจที่จะเข้าร่วมความตกลงทีพีพีอย่างชัดเจน เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบเชิงจิตวิทยาต่อนักลงทุนที่อาจตัดสินใจย้ายฐานการผลิต เพื่อได้ใช้สิทธิประโยชน์จากห่วงโซ่อุปทานในประเทศสมาชิกความตกลงทีพีพี
อย่างไรก็ตาม เอกชนบางรายยังมีข้อกังวลในบางประเด็น อาทิ สมาคมผู้ส่งออกไก่กังวลต่อการแข่งขันกับเนื้อไก่จากสหรัฐ หรือในประเด็นระยะเวลาคุ้มครองข้อมูลยาที่อาจทำให้ยาราคาแพงขึ้น ซึ่งกระทรวงพาณิชย์จะดำเนินการหารือกับภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคมที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่องเพื่อรับฟังความคิดเห็นต่อผู้มีส่วนได้เสียอย่างใกล้ชิดต่อไป
รมว.พาณิชย์ ได้รายงานถึงการวิเคราะห์เบื้องต้น ประกอบด้วย 5 ด้าน คือ 1.ไทยมีความตกลงการค้าเสรีกับประเทศสมาชิกทีพีพีแล้ว 9 ประเทศ ยกเว้นสหรัฐ แคนาดา และเม็กซิโก อย่างไรก็ดีไทยอยู่ระหว่างการเจรจาความตกลง RCEP หรืออาเซียนบวก 6 ประกอบด้วยประเทศคู่เจรจา ได้แก่ จีน เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และอินเดีย แม้ว่าจะมีมูลค่าเศรษฐกิจที่ไม่เท่ากับประเทศสมาชิกทีพีพี แต่ด้วยจำนวนประชากรที่มีมากกว่าคือ 3,500 ล้านคน ทำให้ RCEP เป็นตลาดขนาดใหญ่ที่สามารถรองรับสินค้าและบริการของไทยได้
2.ผลกระทบที่สำคัญของทีพีพีต่อไทยคือการส่งออกและการลงทุน อาจเกิดการย้ายฐานการผลิตเนื่องจากการลดภาษีและกฎด้านแหล่งกำเนิดสินค้าที่เอื้อต่อประเทศสมาชิกทีพีพี 3.กฎการสะสมแหล่งกำเนิดสินค้าระหว่างประเทศสมาชิกทีพีพี จะทำให้การส่งออกสินค้าต้นน้ำและกลางน้ำของไทยลดลง รวมทั้งอาจเกิดการย้ายฐานการผลิตสินค้าปลายน้ำไปยังประเทศสมาชิกทีพีพีด้วย เช่น มาเลเซีย และเวียดนาม
4.การลงทุนมีผลกระทบด้านจิตวิทยาและการย้ายฐานการผลิต นักลงทุนอาจต้องการย้ายไปในประเทศสมาชิกทีพีพีเพื่อใช้ประโยชน์ด้านภาษีและแหล่งกำเนิดสินค้า และ 5.ประเด็นที่ยังคงอ่อนไหวในการเจรจา เช่น การคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่และผลกระทบต่อความหลากหลายทางชีวภาพ การค้าบริการด้านการเงิน การธนาคารและประกันภัย ประเด็นทรัพย์สินทางปัญญา การคุ้มครองสิทธิบัตรยา
ขณะเดียวกัน กระทรวงพาณิชย์นำเสนอแนวทางเพื่อลดผลกระทบ โดยแนวทางที่ประเทศไทยควรดำเนินการนั้น ไทยควรจะเร่งผลักดันการเจรจา RCEP ให้เสร็จเร็วที่สุด เนื่องจากประเทศสมาชิกทีพีพีจะต้องดำเนินกระบวนการภายในซึ่งจะใช้เวลาประมาณ 1-2 ปี เพื่อให้ความตกลงทีพีพีมีผลใช้บังคับ
ดังนั้นในช่วงนี้ไทยควรมีการศึกษาข้อบทในเชิงลึกเมื่อมีการเผยแพร่ข้อบท เพื่อพิจารณาว่าไทยควรเข้าทีพีพีหรือไม่ รวมทั้งศึกษาผลกระทบและเตรียมมาตรการรองรับและเยียวยาผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในกรณีที่จะเข้าร่วมการเจรจา และเสนอให้คณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจระหว่างประเทศพิจารณาต่อไป และต้องใช้โอกาสในการพบหารือระดับสูงทั้งระดับทวิภาคและในการประชุมอื่นๆ เช่น การประชุมเอเปกเพื่อแสดงความสนใจการเข้าร่วมต่อประเทศสมาชิกทีพีพี
ปัจจุบันสมาชิกความตกลงทีพีพีมีทั้งหมด 12 ประเทศ ได้แก่ ออสเตรเลีย บรูไน แคนาดา ชิลี ญี่ปุ่น มาเลเซีย เม็กซิโก นิวซีแลนด์ เปรู สิงคโปร์ สหรัฐ และเวียดนาม ซึ่งทั้ง 12 ประเทศมีมูลค่าเศรษฐกิจหรือจีดีพีรวมอยู่ที่ 28.3 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ หรือคิดเป็น 38% ของโลก ประชากรรวม 800 ล้านคน คิดเป็น 11% ของโลก







