posttoday
โฉมหน้าว่าที่ปปช. ภารกิจหินรอสะสาง

โฉมหน้าว่าที่ปปช. ภารกิจหินรอสะสาง

20 ตุลาคม 2558

การทำงานของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้เดินทางมาถึงจุดเปลี่ยนที่สำคัญ

โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

การทำงานของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้เดินทางมาถึงจุดเปลี่ยนที่สำคัญ เมื่อมีกรรมการ ป.ป.ช.จำนวน 5 คน จากทั้งหมด 9 คนต้องอำลาตำแหน่ง ซึ่งประกอบด้วย “ปานเทพ กล้าณรงค์ราญ” “วิชา มหาคุณ” “วิชัย วิวิตเสวี” “ประสาท พงษ์ศิวาภัย” และ “ภักดี โพธิศิริ”

กรรมการ ป.ป.ช.ทั้ง 5 คนดังกล่าวถูกแต่งตั้งเมื่อปี 2549 ภายหลังคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) รัฐประหารล้มรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร มาจนถึงปัจจุบันได้ดำรงตำแหน่งและทำงานมาครบ 9 ปีแล้ว ส่งผลให้ต้องพ้นจากตำแหน่ง ซึ่ง คสช.ได้ให้ทั้ง 5 คนทำหน้าที่ต่อไปจนกว่าจะได้กรรมการ ป.ป.ช.ใหม่จนครบ

ล่าสุด กระบวนการสรรหากรรมการ ป.ป.ช.มีความคืบหน้าอย่างมีนัยสำคัญ โดยคณะกรรมการสรรหา ที่มี “นุรักษ์ มาประณีต” ประธานศาลรัฐธรรมนูญเป็นประธาน ได้ดำเนินการสรรหากรรมการ ป.ป.ช.ครบ 5 คนเสร็จสิ้นแล้วจากผู้สมัครทั้งหมด 59 คน ขั้นตอนต่อจากนี้จะส่งรายชื่อให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ลงมติให้ความเห็นชอบต่อไป

สำหรับว่าที่กรรมการ ป.ป.ช. 5 คน ประกอบด้วย 1.วิทยา อาคมพิทักษ์ อดีตกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน 2.สุวณา สุวรรณจูฑะ ปลัดกระทรวงยุติธรรม 3.พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ อดีตรักษาราชการแทน ผบ.ตร. 4.สุรศักดิ์ คีรีวิเชียร อดีตผู้พิพากษาศาลอาญา และ 5.พล.อ.บุณยวัจน์ เครือหงส์ อดีตผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ กระทรวงกลาโหม

ตามกฎหมายกำหนดให้บุคคลที่จะผ่านการสรรหาจะต้องได้คะแนน 2 ใน 3 คะแนนจากคณะกรรมการสรรหา ซึ่งปัจจุบันมีกรรมการสรรหาจำนวน 4 คน ซึ่งเท่ากับว่าจะต้องได้ 3 คะแนนถึงจะได้เป็นว่าที่กรรมการ ป.ป.ช.

สำหรับบรรยากาศการลงคะแนนในห้องประชุมของคณะกรรมการสรรหานับว่ามีความน่าสนใจอยู่ไม่น้อย โดยกว่าที่ พล.อ.บุณยวัจน์ จะผ่านการสรรหา ทางคณะกรรมการสรรหาต้องลงมติถึง 7 ครั้ง เช่นเดียวกับ “สุรศักดิ์” เพราะกรรมการสรรหาต้องลงมติถึง 4 ครั้ง

ส่วน พล.ต.อ.วัชรพล ตัวเต็งคนสำคัญที่เดิมทีคาดว่าไม่น่าจะมีปัญหาอะไร แต่กรรมการสรรหาต้องลงมติ 2 ครั้ง ขณะที่ “สุวณา-วิทยา” ผ่านการสรรหาโดยที่คณะกรรมการสรรหาออกแรงลงมติเพียงครั้งเดียวเท่านั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งวิทยาได้รับคะแนนเสียงเป็นเอกฉันท์

ทั้งนี้ ต้องยอมรับว่ากรรมการ ป.ป.ช.ป้ายแดง 5 คนนี้มีประวัติและประสบการณ์ในการทำงานที่น่าสนใจไม่น้อย

ไม่ว่าจะเป็น พล.ต.อ.วัชรพล ก่อนจะมาสมัครเป็นกรรมการ ป.ป.ช. ได้ดำรงตำแหน่งสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) รวมไปถึงเป็นรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ฝ่ายการเมือง (พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ) ด้านสุวณาผ่านการดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) มาก่อน ซึ่งเป็นผู้หญิงคนแรกที่ได้นั่งเก้าอี้ผู้นำสูงสุดของดีเอสไอ

พล.อ.บุณยวัจน์ มีคอนเนกชั่นที่ไม่ธรรมดาเพราะเป็นถึงประธานคณะกรรมการติดตามและประเมินผลการปฏิบัติงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือซูเปอร์บอร์ด กสทช.

อีกคนที่มีภูมิหลังน่าสนใจ คือ วิทยา เพราะเป็นลูกหม้อของ ป.ป.ช. ในฐานะรองเลขาธิการ ป.ป.ช. จากนั้นก็ผันตัวเองมาสมัครและได้ดำรงตำแหน่งกรรมการตรวจเงินแผ่นดินมาจนถึงปัจจุบัน ขณะที่ “สุรศักดิ์” เป็นผู้ที่มีความเชี่ยวชาญด้านกฎหมาย โดยเคยเป็นผู้พิพากษาศาลฎีกาและอธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญากรุงเทพใต้

อย่างไรก็ตาม ประวัติการทำงานและคอนเนกชั่นของว่าที่กรรมการ ป.ป.ช. 5 คน อาจจะไม่สำคัญเท่ากับภารกิจที่รออยู่ข้างหน้า เนื่องจากต้องไม่ลืมว่าทั้ง 5 คนมีเวลาการทำงานยาวนานถึง 9 ปี ซึ่งมากพอที่จะสร้างผลงานให้เป็นที่ประจักษ์ได้ โดยงานสำคัญที่รอการพิสูจน์มีอย่างน้อย 3 งาน

1.คดีโครงการรับจำนำข้าว แม้ว่าคณะกรรมการ ป.ป.ช. จะส่งคดีบางส่วนไปให้อัยการและศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองพิจารณาแล้ว แต่ยังมีอีกบางส่วนที่ค้างการพิจารณาของ ป.ป.ช. คือ การตรวจสอบกรณีทุจริตโครงการรับจำนำข้าวและระบายข้าวแบบจีทูจีรอบสองกับบริษัทจีน 4 แห่ง ซึ่งคณะอนุกรรมการไต่สวนของ ป.ป.ช.พบข้อพิรุธเนื่องจากบริษัทจีน 4 แห่งที่เข้ามาซื้อข้าวนั้นไม่ใช่ตัวแทนจากรัฐบาลจีนจริง นอกจากนี้ยังมีในส่วนของการตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินเชิงลึกของ 5 รัฐมนตรีในรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่เกี่ยวข้องกับโครงการรับจำนำข้าวด้วย

2.คดียิ่งลักษณ์ สถานการณ์ของอดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์ นั้นไม่ได้เผชิญหน้าเฉพาะคดีจำนำข้าวที่อยู่ในศาลเท่านั้น เนื่องจากมีคดีที่อยู่ระหว่างการไต่สวนของ ป.ป.ช.อีกพอสมควร เช่น โครงการระบายมันสำปะหลัง (มันเส้น) แบบรัฐต่อรัฐ ไปจนถึงคดีจ่ายเงินเยียวยาแก่ผู้ได้รับผลกระทบจากการชุมนุมทางการเมือง พ.ศ. 2548-2553 โดยไม่มีอำนาจและไม่มีกฎหมายรองรับ

3.การเสนอกฎหมายปราบทุจริต คสช.ตั้งความหวังไว้ว่าการปฏิรูปที่เป็นรูปธรรม คือ การป้องกันและการปราบปรามการทุจริต ซึ่งแม่งานของเรื่องนี้หนีไม่พ้นคณะกรรมการ ป.ป.ช. โดย ป.ป.ช.ชุดปัจจุบันเตรียมส่งมอบยุทธศาสตร์การแก้ไขปัญหาทุจริตแบบครบวงจรให้กับ ป.ป.ช.ชุดผลัดใบ เหลือเพียงให้ ป.ป.ช.อีก 5 คนเข้ามาสานงานต่อและเร่งส่งกฎหมายให้กับ สนช.พิจารณา เพื่อที่ประเทศไทยจะได้มีกฎหมายปราบการทุจริตที่เข้มแข็งสักที

ข่าวล่าสุด

ทรู โชว์วิสัยทัศน์ผสาน AI ครบวงจร ดันไทยสู่ฮับดิจิทัลระดับภูมิภาค

ทรู โชว์วิสัยทัศน์ผสาน AI ครบวงจร ดันไทยสู่ฮับดิจิทัลระดับภูมิภาค