
จดหมายเปิดผนึก
โดย...สมผล ตระกูลรุ่ง
โดย...สมผล ตระกูลรุ่ง
กระบวนการยุติธรรมตามกฎหมาย กำลังทำงาน เป็นการทำงานพร้อมกับกฎแห่งกรรมที่กำลังจะส่งผลให้คนทำกรรมใดไว้จะต้องได้รับผลของกรรมนั้น
ขบวนการทุจริตโครงการรับจำนำข้าว จากนโยบายหาเสียงรับจำนำข้าวทุกเมล็ดในราคาสูงกว่าราคาตลาด ในยุคพี่คิด-น้องทำ-ประเทศชาติรับกรรม ได้ก่อให้เกิดความเสียหายจากการทุจริตเป็นเงินจำนวนมากที่สุดตั้งแต่มีประเทศไทย เป็นความเสียหายที่มีมูลค่าสูงถึง 5-6 แสนล้านบาท
ผู้กระทำผิดในโครงการนี้ มีตั้งแต่ตระกูลโคตรโกง สมุนบริวารที่รับใช้นายใหญ่ มีตั้งแต่ระดับนายกรัฐมนตรีจนถึงข้าราชการประจำ ซึ่งได้มีการดำเนินคดีในทางอาญาต่อศาลไปบ้างแล้ว
เมื่อกระบวนการยุติธรรมทำงาน คนที่รู้ตัวว่ากระทำผิดก็ดิ้นพล่าน กระทำทุกวิถีทางที่จะเอาตัวรอด หรือพยายามดิสเครดิตรัฐบาล โดยเฉพาะ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีหุ่นเชิดของ ทักษิณ ชินวัตร นักโทษหนีคดี
สิ่งที่เธอพูดสิ่งที่เธอเขียน เป็นฝีมือของบริวาร เพราะความสามารถของเธอเป็นได้แค่ นักอ่านโพยที่แย่ที่สุด ล่าสุดเธอได้โพสต์เฟซบุ๊กเป็นจดหมายเปิดผนึกถึงลุงตู่ นายกรัฐมนตรี หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เนื้อหาก็ไม่มีอะไรใหม่ พอสรุปได้ว่า
1.ตัวเองถูกกลั่นแกล้ง ถูกถอดถอนจากตำแหน่ง ทั้งๆ ที่ไม่ได้ดำรงตำแหน่งแล้ว ข้ออ้างนี้คงเป็นกรณีเดียวที่เธอไม่ได้โง่จริง แต่แกล้งโง่ ทำเป็นไม่รู้ว่าการถอดถอนจากตำแหน่งนั้น ไม่ได้มีผลแค่เพียงหลุดจากตำแหน่ง แต่ยังมีผลทางกฎหมายอีกมาก เช่น การตัดสิทธิทางการเมือง ฉะนั้นแม้ไม่ได้อยู่ในตำแหน่งแล้ว กระบวนการถอดถอนก็ต้องดำเนินการต่อไป
2.อ้างว่าถูกอัยการสูงสุดสั่งฟ้องคดีอาญา ก่อนถูกสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ถอดถอนเพียง 1 ชม. แล้วมโนสรุปว่าถูกกลั่นแกล้ง แต่ไม่บอกว่าเรื่องนี้ส่งไปถึงอัยการนานเท่าไรแล้ว
3.สาระสำคัญที่เธอเขียนจดหมายเปิดผนึกถึงลุงตู่ คือ การอ้างว่าคณะกรรมการพิจารณาความเสียหายทางแพ่ง ที่แต่งตั้งโดยลุงตู่นั้น จะใช้อำนาจตาม พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ ออกคำสั่งทางปกครองให้ ยิ่งลักษณ์ ชดใช้ค่าเสียหาย โดยเธออ้างว่าเป็นการขัดต่อหลักนิติธรรม ที่ควรจะต้องรอผลคดีอาญาก่อน หากผิดจริง ให้ฟ้องคดีแพ่งเรียกเงินจากเธอต่อศาลต่อไป
จดหมายเปิดผนึกของเธอไม่ได้ยกประเด็นอะไรใหม่เลย และเชื่อว่าคนที่อ่านก็คงรู้ว่าไม่ใช่เธอเขียน แต่คงเป็นสมุนบริวารเป็นผู้เขียนให้ ไม่รู้ว่าเธอเข้าใจเนื้อหาของจดหมายเปิดผนึกหรือไม่ นี่ถ้าเธอนำจดหมายนี้มาอ่านเอง ก็คงอ่านผิดอ่านถูก เพราะเธอไม่ได้รู้ ไม่ได้เข้าใจความหมายของจดหมายนั้น
การใช้ พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ ในการออกคำสั่งทางปกครอง เป็นการใช้กระบวนการทางกฎหมายตามปกติ ซึ่งเป็นไปตามหลักนิติธรรมอย่างแน่นอน การที่กฎหมายให้อำนาจหน่วยงานในสายงานราชการมีอำนาจออกคำสั่งทางปกครอง เป็นกรณีปกติที่ปฏิบัติกันทั่วไป ข้าราชการอยู่ภายใต้อำนาจฝ่ายบริหาร ซึ่งเป็นหนึ่งในอำนาจอธิปไตย
สถานะของข้าราชการนั้น แตกต่างจากลูกจ้างของเอกชน ข้าราชการได้ค่าตอบแทนจากเงินภาษีอากร มีอำนาจพิเศษเหนือเอกชน สามารถใช้อำนาจของรัฐที่ให้คุณให้โทษกับผู้อื่นได้ กฎหมายจึงได้ให้ฝ่ายบริหารใช้อำนาจทางปกครอง ออกคำสั่งให้มีผลบังคับในเบื้องต้นได้ เพราะกฎหมายถือว่าข้าราชการเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐที่จะต้องมีอำนาจพิเศษ จึงต้องมีความรับผิดชอบสูงกว่าบุคคลทั่วไป
การที่กฎหมายให้เจ้าหน้าที่รัฐใช้อำนาจทางปกครองได้นั้น มิใช่มีเฉพาะตามพระราชบัญญัตินี้เท่านั้น กฎหมายหลายฉบับได้ให้อำนาจเจ้าหน้าที่รัฐใช้คำสั่งทางปกครอง ไม่ใช่เพียงเฉพาะกับข้าราชการเท่านั้น แต่ยังรวมถึงประชาชนทั่วไปด้วย
คำสั่งเหล่านี้ ล้วนเป็นคำสั่งทางปกครองที่มีผลทันที ไม่ต้องรอคำสั่งศาล หรือตัวอย่างที่ทุกคนทราบกันดี คือ อำนาจตามประมวลรัษฎากร ที่ให้กรมสรรพากรมีอำนาจประเมินภาษีกับผู้มีหน้าที่ต้องเสียภาษี ในกรณีที่ตรวจสอบแล้วเห็นว่ามีการหลีกเลี่ยงภาษี คำสั่งประเมินภาษีนั้น เป็นคำสั่งทางปกครอง ที่สั่งให้เอกชนชำระเงินค่าภาษี หากไม่ชำระกรมสรรพากรมีอำนาจยึดทรัพย์นำออกขายทอดตลาดได้ โดยไม่ต้องนำคดีขึ้นสู่ศาล ไม่ต้องใช้อำนาจศาลเลยก็ได้ แต่อย่างไรก็ดีหากผู้ถูกประเมินไม่พอใจ ก็มีสิทธินำคดีขึ้นสู่ศาลฟ้องร้องกรมสรรพากรได้ ไม่มีกฎหมายใดที่จะตัดสิทธิการนำคดีขึ้นสู่ศาล
กรณียิ่งลักษณ์ก็เหมือนกัน คำสั่งทางปกครองไม่ได้ตัดสิทธิที่เธอจะไปฟ้องศาล และก็ไม่ใช่เป็นเรื่องแปลกประหลาดอะไรเลย กฎหมายฉบับนี้ใช้มาตั้งแต่ปี 2539 บังคับใช้กับเจ้าหน้าที่รัฐตลอดมา ไม่ได้ออกมาเพื่อใช้เฉพาะกรณีของเธอเท่านั้น
ข้อกฎหมายอย่างนี้ ทีมนักกฎหมายของยิ่งลักษณ์-ทักษิณ ซึ่งมีทั้งดอกเตอร์ทางกฎหมาย อดีตผู้พิพากษา ที่เดินหลบกันแทบไม่ได้ในพรรค ย่อมรู้ดี และรู้ดีกว่าผมแน่นอน
แต่เหตุผลที่ต้องมีจดหมายเปิดผนึก ต่อจากการไปปรากฏตัวที่ศาล เพื่อยื่นฟ้องอัยการสูงสุด เป็นคดีอาญามาตรา 157 นั้น เป็นวิธีการเดิมๆ ต้องการสื่อไปที่กลุ่มเป้าหมายของเขา ต้องการสื่อสารไปถึงกลุ่มคนที่เสพติดประชานิยม กลุ่มคนที่พร้อมจะเชื่อทุกอย่าง ไม่ว่าจะจริงหรือไม่
การทำให้เป็นข่าว เพื่อให้เห็นว่าถูกรังแก ถูกกลั่นแกล้ง ไม่ได้รับความเป็นธรรม เป็นการปลุกกระแสคนของตนเองให้เห็นใจ และพร้อมจะออกมาปกป้องหากมีโอกาส ไม่ว่าการแสดงพลังหรือในการเลือกตั้งครั้งหน้า และเป็นวิธีการเดียวที่ใช้ทุนน้อยที่สุดในการแย่งพื้นที่ข่าว เพื่อไม่ให้ถูกลืม
วิธีการเดิมที่เคยใช้ได้ผล จะยังใช้ได้อีกหรือไม่ ต้องคอยดูกันต่อไป แต่เชื่อว่าเมื่อกระบวนการยุติธรรมเดินหน้า กฎแห่งกรรมทำงาน คนชั่วคงไม่มีโอกาสได้ลอยนวล
ภายในปี 2559 ศาลฎีกาแผนกคดีอาญานักการเมืองน่าจะพิจารณาพิพากษาคดีทุจริตจำนำข้าวได้ และก่อนที่วันพิพากษาจะมาถึง อาจจะมีสัมภเวสีเกิดขึ้นอีกตนหนึ่งก็เป็นได้







