
ขอทำเพื่อชาติ ไม่ใช่ให้พรรคเพื่อไทย
สปอตไลต์จับจ้องมายัง สุชน ชาลีเครือ เป็นพิเศษในฐานะอดีตสมาชิกพรรคเพื่อไทยที่หักจุดยืนของพรรค
โดย...ธนพล บางยี่ขัน / เลอลักษณ์ จันทร์เทพ
สปอตไลต์จับจ้องมายัง สุชน ชาลีเครือ เป็นพิเศษในฐานะอดีตสมาชิกพรรคเพื่อไทยที่หักจุดยืนของพรรคกระโดดมารับหน้าที่สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่าเขาอาจเป็นหนึ่งใน “กุญแจสำคัญ” ที่จะมาช่วยกรุยทางปรองดองให้เดินหน้าเข้าใกล้ความจริงมากขึ้น ยังไม่รวมกับความเคลื่อนไหวเรื่อง “นิรโทษกรรม” ที่อาจเป็นเป้าหมายที่แท้จริง
สุชน ให้สัมภาษณ์พิเศษโพสต์ทูเดย์เปิดใจถึงการตัดสินใจหวนคืนสนามการเมืองรอบใหม่ด้วยเริ่มจากประเด็นแรกที่ออกตัวว่า พอทราบว่าได้รับการแต่งตั้งเป็นหนึ่งใน 200 สปท. จึงได้ไปพูดคุยกับผู้ใหญ่ในพรรคเพื่อไทยหลายคน สุดท้ายจึงได้ตัดสินใจลาออกจากสมาชิกพรรคเพื่อไทย เพื่อจะได้ไปทำงาน สปท.เต็มตัวในนาม สุชน ชาลีเครือ อดีตประธานวุฒิสภา เรื่องนี้ไม่เกี่ยวข้องกับพรรคเพื่อไทย ไม่ทำให้เกิดความเข้าใจผิด และไม่ขัดต่อเจตนารมณ์ของแถลงการณ์พรรคเพื่อไทย
“ความเป็นพี่น้องระหว่างผมกับพรรคเพื่อไทยก็ยังมีอยู่ ตอนไปคุยกับผู้ใหญ่ผมก็ให้เหตุผลการลาออกว่าเพื่อให้การทำงานมีความเป็นกลาง เป็นอิสระ การตัดสินใจลาออกก็เป็นความสมัครใจส่วนตัว ไม่มีใครทักท้วง มีแต่คนบอกว่าไปก็ดี จะได้มีความคิดความเห็นอะไร หรือขับเคลื่อนปรองดองไปได้ก็จะเป็นประโยชน์กับทุกฝ่าย
...เรื่องนี้ไปในนามส่วนตัวไม่ได้ไปในนามพรรคก็ไม่กระทบกับพรรค ไม่ขัดกับเจตนารมณ์ของพรรคที่ได้ประกาศ ผมก็เป็นแค่สมาชิกคนหนึ่ง ไม่ใช่กรรมการบริหารพรรค ไม่ใช่เป็นแกนนำพรรค แต่ภาพอาจจะเป็นผู้ใหญ่ในพรรค” สุชน กล่าว
รวมพลังสภาขับเคลื่อนตั้ง กมธ.เดินหน้าแก้ขัดแย้ง
สุชน ชี้แจงอีกว่าไม่ใช่เพียงแค่ตัวเขาเท่านั้นที่มาเป็น สปท. แต่ยังมีสมาชิกเพื่อไทยอีกหลายคน ทั้ง พล.ต.อ.ชิดชัย วรรณสถิตย์ อดีตรองนายกฯ รัฐบาลไทยรักไทย หลังได้โทรคุยกันก็ตัดสินใจลาออกตามมา หรือ พล.อ.ยุทธศักดิ์ ศศิประภา อดีต รมว.กลาโหม รัฐบาลเพื่อไทย พล.อ.วัฒนา สรรพานิช พ.ต.อาณันย์ วัชโรทัย ก็มาทำงานตั้งแต่สมัยยังเป็นสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) และจากการที่คุยกันหลายคนก็เห็นตรงกันว่าพร้อมที่จะเป็นคนประสาน เพื่อหาทางออกจากความขัดแย้ง
“ความขัดแย้งทางการเมืองไม่เห็นจุดจบ ความขัดแย้งยังมานอกสภา เอาประชาชนออกมาสู้กันตามถนน แถมการเป็นคนกลางมาตัดสินด้วยการรัฐประหาร จนต่อมา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา มาเป็นนายกฯ มาแก้ปัญหา แต่ปัญหายังไม่จบ แค่ยุติชั่วคราว ยังทับถมอยู่อีกกี่ชั้นไม่รู้ ความปรองดองก็ยังไม่เกิด แต่คราวนี้มีสัญญาณชัดเจน นายกฯ กลับมาจากประชุมยูเอ็น อยากให้ทุกฝ่ายหันหน้าเข้าหากัน ก็ควรจะใช้เวทีและโอกาสขณะนี้ขับเคลื่อนการปรองดองให้ได้”
ถามว่ามีเป้าหมายอย่างไร ในการขับเคลื่อนการปรองดองครั้งนี้ อดีตประธานวุฒิสภา อธิบายว่า รัฐธรรมนูญชั่วคราว ฉบับแก้ไข พ.ศ. 2557 ให้อำนาจ สปท.ไม่มากนัก เพราะเดิม สปช.มีอำนาจตามมาตรา 27 ให้มีการศึกษา ตั้งกรรมการเกี่ยวกับการปฏิรูปได้ 11 ด้าน และทำไปแล้ว 37 เรื่องส่งให้รัฐบาล แต่บางอย่างยังไม่ได้ขับเคลื่อน แต่บังเอิญรัฐธรรมนูญฉบับแก้ไข พ.ศ. 2557 มาตรา 39/2บอกว่า ถ้าร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ไม่ผ่านถึงจะเกิดสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ
“การเกิดสภาขับเคลื่อนฯ มาพร้อมกับการต่อรองหรือการคาดเดาว่าจะผ่านหรือไม่ผ่าน เดิมคาดว่าน่าจะผ่าน คิดว่ารัฐธรรมนูญอย่างไรก็น่าจะผ่าน สภาขับเคลื่อนฯ ไม่น่าจะได้ใช้ด้วยซ้ำ เป็นเหตุผลรองมากที่จะเกิดสภาขับเคลื่อนฯ น่าจะเป็นการนำไปสู่ประชามติรัฐธรรมนูญฉบับของอาจารย์บวรศักดิ์ ดังนั้น อำนาจ สปท.ที่ตั้งมาใหม่ ทำได้น้อยกว่า สปช.เดิมในบางเรื่อง คือมีอำนาจเสนอตั้ง กมธ. เสนอเรื่องนำไปพิจารณาขับเคลื่อนต่อรัฐบาล ต่อ สนช. แต่ว่าไม่มีอำนาจอนุมัติ หรือให้คุณให้โทษใดๆ ทั้งสิ้น เป็นสภาใหม่ที่เกิดมาเพื่อขับเคลื่อน เหมือนมีเรือจะเดินต่อไปยังไง มีคนพายส่งหรือไม่ แต่อำนาจตัวเองไม่มี”
ทั้งนี้ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 39/2 กรณีเรื่องเร่งด่วน สปท. มีอำนาจเสนอขึ้นมา ซึ่งจากที่ได้คุยกับ สปท.อีกหลายราย รวมทั้งช่วงก่อนเลือกตำแหน่งประธาน สปท.ได้มีโอกาสคุยกับ ร.อ.ทินพันธุ์ นาคะตะ ซึ่งรู้จักตั้งแต่เป็น สว.ด้วยกันปี 2534-2535 ช่วงคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (รสช.) มาครั้งนี้เห็นหลายอย่างตรงกัน รวมทั้งอดีต สปช.อย่าง พล.อ.เลิศรัตน์ รัตนวานิช ที่เห็นตอนออกรายการ ก็เห็นตรงกันว่าต้องเร่งทำข้อบังคับ สปท. โดยจะทำสัปดาห์หน้าหลังนายกฯ ลงนามแต่งตั้งประธาน รองประธาน ซึ่งจะมีอำนาจเรียกประชุมและตั้ง กมธ.ยกร่างข้อบังคับ สปท.ให้สอดคล้องกับบทบัญญัติรัฐธรรมนูญมาตรา 39/2 ว่าอำนาจหน้าที่ทำได้มากแค่ไหน
ยกตัวอย่างเรื่องปรองดอง หากเห็นว่าเป็นเรื่องเร่งด่วนก็ต้องมาคิดกันว่าจะตั้ง กมธ.สามัญ หรือวิสามัญ เพื่อที่จะได้เชิญบุคลากรที่มีความรู้เรื่องปรองดองมาร่วมเป็น กมธ.ได้ ซึ่งจะต้องดู กมธ.ชุดเดิมของ สปช. ที่อาจารย์เอนกเหล่าธรรมทัศน์ เป็นประธาน ว่าสมบูรณ์แล้วหรือยัง ต้องเอาข้อมูลมาพิจารณาว่าจะขับเคลื่อนต่ออย่างไร หรือจะเชิญคนใหม่ที่ยังไม่เคยเชิญมาให้ข้อมูล หรือคนที่อาจจะมีความเห็นต่าง ได้ให้เข้ามาอยู่ใน กมธ.วิสามัญชุดนี้ กรอบระยะเวลาทำงานต้องเร่งด่วน เพื่อทำให้เป็นรูปธรรมขึ้นมา สิ่งเหล่านี้ต้องเกิดขึ้นในสภาขับเคลื่อนฯ ตามข้อบังคับ ที่สำคัญทำเสร็จแล้วรัฐบาลต้องผลักดันให้สำเร็จ ต้องเป็นแม่งาน ไม่เช่นนั้นไม่เกิดผลอะไร
ส่วนประเด็นใหญ่อย่างเรื่อง “นิรโทษกรรม” สุชน ชี้แจงว่า ต้องแยกกันระหว่าง “นิรโทษกรรม” กับ “ปรองดอง” ถ้าเอามารวมกันเดี๋ยวอีก 2-3 วันก็กลับมาตีกันอีก โดยเรื่องปรองดองต้องทำก่อน ต้องรู้ว่าคู่กรณีขัดแย้งคือใคร ก็ต้องว่ากันไป อาจมีคนมองว่าเป็นเรื่องของทักษิณ ชินวัตร กับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา แต่ส่วนตัวแล้วเห็นว่าไม่ใช่ 2 คนนี้อยู่กันคนละฐานะ อีกทั้งนายกฯ ปัจจุบันต้องไม่เป็นคู่ขัดแย้งกับใคร เพราะเขาเป็นคนถืออำนาจรัฏฐาธิปัตย์ เป็นผู้ที่จะต้องใช้อำนาจขับเคลื่อนในการจัดเวทีปรองดองแก้ไขปัญหาของชาติ ไม่ใช่คู่ขัดแย้ง
สุชน บอกว่า คู่ขัดแย้งไม่ใช่แค่จะย้อนไปถึง สนธิ ลิ้มทองกุล พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หรือสุเทพ เทือกสุบรรณ ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นมีมานานก่อน รัฐประหาร 19 ก.ย. 2549 มีประชาชนส่วนหนึ่งที่มีความเห็นต่างจากรัฐบาลออกมาชุมนุมที่สวนลุมพินี ซึ่งต้องย้อนกลับไปดูว่ารัฐบาลทำอะไรผิดพลาดหรือไม่
“กระบวนการปรองดองต่อจากนี้ ต้องนำผลการศึกษา คปอ.ของ คณิต ณ นคร มาพิจารณา โดยในส่วนของคดีต่างๆ ที่เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมแล้วก็ต้องให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย ซึ่งอาจมีบางขั้นตอนข้อมูลไม่ครบถ้วน ก็ต้องทำให้ได้รับข้อมูลครบถ้วน อาจเป็นข้อมูลทางวิชาการ หรือข้อมูลที่ผ่านการกลั่นกรองแล้ว เพื่อนำไปสู่การพิจารณาประกอบของศาลให้เกิดความเป็นธรรมมากที่สุด
“ศาลมีกระบวนการพิจารณาของท่านอยู่แล้ว ตรงนี้เราไม่เข้าไปแตะ แต่ต้องมีกระบวนการ ตรงที่บอกว่าก่อนปี 2557 ตรงไหนขัดแย้งกัน ตรงไหนเจรจากันก่อนได้ไหม หรือถ้าตัวเองหรือคณะใดทำไม่ได้ ต้องเชิญใครมาเป็นคนเจรจา ให้เขาคุยกันได้ไหม อยากให้คู่กรณีที่ไม่มีการคุยกันได้มาคุยกัน ปีที่ผ่านมาเชิญ แต่คุยแล้วไม่ยอมรับผลการคุย หรือเอาไปใช้ประโยชน์เท่าที่ควร ออกมายังหันหลังให้กันอยู่”
เรื่องในศาลไม่ยุ่งเร่งนิรโทษกรรมชาวบ้าน
ส่วนการนิรโทษกรรมจะเป็นขั้นตอนต่อจากนั้น ส่วนจะนิรโทษกรรมใครบ้างต้องดูข้อมูลคณะทำงานของ สปท.ที่จะตั้งขึ้นมาก่อน ว่าจะมีข้อเสนอนำไปสู่กระบวนการนิรโทษกรรมหรือไม่ จะใช้วิธีใด จำเป็นต้องเขียนไว้ในรัฐธรรมนูญใหม่หรือไม่ หรือสามารถทำในอำนาจบริหาร นิติบัญญัติ ตุลาการปกติ แต่ถ้าทำไม่ได้ก็ค่อยว่ากันอีกที หากใช้อำนาจพิเศษอย่างมาตรา 44 ก็จะไม่เป็นที่ยอมรับกันอีก
“ส่วนข้อเสนอให้เซตซีโร่กันไปเลยจะได้จบนั้น ผมเห็นว่ามันเลยขั้นตอนไปแล้วถ้าจะทำต้องทำตั้งแต่วันที่ 22 พ.ค. 2557 แล้ว ตอนนี้ไม่น่าใช่เวลาที่เหมาะสม เพราะบางคดีไปศาลแล้ว การนิรโทษกรรมชาวบ้าน เหยื่อที่ถูกกระทำ บางคนไม่รู้อีโหน่อีเหน่ แต่ได้รับผลจากการกระทำที่คนอื่นขัดแย้ง ต้องรีบคืนความเป็นธรรมให้เขา ติดคุกฟรี ไม่รู้เท่าไร อยู่ในขั้นตอนศาลอีกไม่รู้เท่าไร”
สุชน กล่าวว่า ในส่วนของแกนนำนั้นจะต้องว่าไปตามความผิดที่ได้กระทำ เป็นเรื่องของศาลที่ต้องทำให้เกิดความชัดเจน บางกรณียังเป็นแค่การกล่าวหา การไต่สวนยังไม่จบ ยังต้องให้ความเป็นธรรม 2 ฝ่ายเท่าๆ กัน การพิสูจน์หาความจริง อย่าเลือกปฏิบัติ ทำให้ประชาชนเห็นว่าโปร่งใส ผิดก็ต้องผิด ส่วนจะนิรโทษกรรมหรือไม่ เป็นขั้นตอนต่อจากศาลไปแล้ว ต้องมาว่ากันอีกที
ส่วนคำถามว่า หากแกนนำแต่ละคนยังมีคดีอยู่แล้วจะปรองดองกันได้หรือไม่นั้น สุชนออกตัวว่า ตรงนี้ตอบแทนไม่ได้ แต่ด้วยความเป็นจริงแล้วถ้ากระบวนการถึงที่สุด ทุกฝ่ายก็ต้องยอมรับได้ อาจมีข้อเสนอหลังศาลตัดสินจำคุก แล้วให้เป็นกระบวนการนิรโทษกรรมขอพระราชทานอภัยโทษ มีกฎหมายอยู่แล้วเหมือนกัน แต่ต้องรอตัดสินให้เรียบร้อย ส่วนจะอยู่ในรัฐธรรมนูญใหม่หรือไม่ ขึ้นอยู่กับท่านมีชัย ฤชุพันธุ์ และคณะ คิดไตร่ตรองให้สอดคล้อง ซึ่งก็เป็นไปได้ทั้งนั้น ให้อยู่ในรัฐธรรมนูญก็ได้ หรืออยู่ในอำนาจบริหารก็ได้
“ในฐานะ สปท.คนหนึ่ง อยากผลักดันเรื่องปรองดอง เพราะเรื่องอื่นๆ คนทำเยอะแล้ว แต่เรื่องนี้คุยกันไม่จบสักทีถ้ารัฐบาลเข้มแข็งต้องผลักดันจริง สภาขับเคลื่อนฯ มีข้อมูลเชิญคนอื่นมาและให้เกียรติจริง เรื่องไหนจำเป็นต้องออกกฎหมายประกอบให้บรรลุเป้าหมายตรงนี้ก็ต้องยอมออก”
สุชน กล่าวอีกว่า ที่ผ่านมามีความพยายามทำเรื่องปรองดอง ทั้งชุดของอาจารย์คณิต แต่ก็ทำได้ระดับหนึ่ง บางคนเชิญแล้วก็ไม่มา หรือชุดของ ดิเรก ถึงฝั่ง อดีต สว. ทำไปส่วนหนึ่งก็ยังไม่สมบูรณ์ ดังนั้นคณะใหม่ต้องสมบูรณ์กว่านั้น ถ้ามีข้อมูลชัดเรื่องนิรโทษกรรมอย่างของชาวบ้าน รัฐบาลที่มีอำนาจขณะนี้ก็ไม่ต้องรอ ต้องกล้าทำ ไม่งั้นจะหวังปรองดองเมื่อไร
“หากทำแล้วไม่เสร็จ ก็ต้องรอรัฐบาลชุดต่อไปที่จะมาหลังการเลือกตั้งปี 2560 ที่คาดว่าจะเป็นรัฐบาลผสม รัฐบาลแรกอาจไม่สำเร็จ รัฐบาลต่อไปต้องสำเร็จ แต่ต้องทำให้มีกระบวนการต่อเนื่อง ถ้ารัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ มุ่งมั่นเรื่องนี้ เราก็พร้อมสนับสนุน”
ขอเป็นคนกลางทอดสะพานปรองดอง
อดีตประธานวุฒิสภา กล่าวว่า กระบวนการพูดคุยนั้นเพื่อทำเรื่องปรองดองนั้น ไม่ใช่พูดคุยเฉพาะแกนนำ แต่จะต้องคุยกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง คนไหนหรือองค์กรไหนเป็นคู่ขัดแย้ง หรือองค์กรไหนจะอาสาเป็นองค์กรกลางเข้ามาแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง หรือเป็นคนกลางไกล่เกลี่ย ต้องมีส่วนร่วมเข้ามาตรงนี้ทั้งหมด
ทว่าที่ผ่านมาการเจรจาหลายครั้งไม่ประสบความสำเร็จ รอบนี้จำเป็นต้องถึงขั้นให้ทุกฝ่ายร่วมทำ “สัญญาประชาคม” หรือไม่ สุชนตอบทันทีว่า “ดี” ให้ สปท.คิดให้ตกผลึกว่าจะเอาอย่างนั้นอย่างนี้ ซึ่งคณะที่จะมาทำเรื่องต้องกล้าเสนอออกไป หรือถ้ารัฐบาล ประชาชนไม่ตอบรับ จะต้องทำอย่างไร ตรงนี้ต้องมีกระบวนการไปฟังเสียงประชาชน
“ทุกวันนี้มันพูดไปก็ไม่สุด ดำเนินการไม่สุด ต่างคนต่างอ้างเหตุผลข้อจำกัด ของกฎหมาย เหตุผล พยานหลักฐาน สารพัดเรื่อง เกี่ยวพันไม่มีที่สิ้นสุด ผมเพียงแค่ความเห็ส่วนตัวหนึ่งเท่านั้นแต่กระบวนการเกิดขึ้นได้จริงต้องรอ สปท. 200 คน ว่าจะมีคนเห็นทำนองเดียวกับผมหรือเห็นต่าง เพื่อที่จะได้ออกมาเป็นความเห็นส่วนรวม ส่วนตัวเท่าที่ศึกษามานี่เป็นแนวทางหนึ่งเท่านั้น ผมยังไม่ได้เป็นผู้เชี่ยวชาญใดๆ ทั้งสิ้น เพียงเคยมีประสบการณ์การเมืองที่เอาความเห็นนำไปสู่การสังเคราะห์ เสนอไปยัง กมธ.ให้ออกมาเป็นรูปธรรม”
สุชน เปรียบเทียบว่า หน้าที่เขาเหมือนเป็นคนกลาง เป็นผู้ทอดสะพาน และพร้อมรับฟังความเห็นจากทุกพรรค ไม่เพียงแค่พรรคเพื่อไทยอย่างเดียว แต่ต้องฟังจากพรรคอื่นด้วย เพราะตอนนี้ไม่ได้สังกัดเพื่อไทยแล้ว แต่พรรคเพื่อไทยก็เป็นพรรคมีมวลชนมาก และด้วยความผูกพันก็อาจมีการส่งข้อมูลมาทางผมซึ่งพรรคอื่นก็ส่งมาได้ พร้อมเป็นตัวกลาง
“ผมทำเพื่อประเทศชาติ ไม่ได้ทำเพื่่อพรรคเพื่อไทย หลายอย่างอาจคิดตรงกันได้ ไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะทุกพรรคมีความเห็นรับเรื่องปรองดองอยู่แล้ว เรื่องนี้เป็นวาระใหญ่ เรื่องเร่งด่วน เป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลาต้องทำพร้อมๆ กัน
เรื่องอื่นๆ ทั้งปัญหาปากท้อง ฝนแล้ง เศรษฐกิจกำลังวิกฤต ตรงนั้นมีคนทำอยู่พร้อมแล้ว แต่ด้านนี้ (ปรองดอง) ยังไม่เป็นรูปร่าง ต้องขับเคลื่อนไปกับอายุรัฐบาลนี้ อย่างน้อยๆ ก็เป็นการเริ่มต้นเมื่อรัฐบาลใหม่มาภายใต้กรอบรัฐธรรมนูญใหม่ ต้องมีจุดเชื่อมต่อส่งผ่านให้กับคณะรัฐบาลใหม่ หรือ สส.ที่จะลงสมัครรับเลือกตั้งอาจได้ทำเรื่องนี้เป็นนโยบายหาเสียงต่อไป หากเห็นว่าเรื่องนี้มาถูกทาง”







