
เฟดเสียงแตก ล้มขึ้นดอกเบี้ยปีนี้
โดย...ชญานิศ ส่งเสริมสวัสดิ์
โดย...ชญานิศ ส่งเสริมสวัสดิ์
คณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (เอฟโอเอ็มซี) ยังเหลือการประชุมนโยบายการเงินอีก 2 ครั้งในปี 2015 นี้ คือ ช่วงวันที่ 27-28 ต.ค. และ 15-16 ธ.ค.นี้ โดยแม้ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะให้สัญญาณมาอย่างเนิ่นนานว่าจะขึ้นอัตราดอกเบี้ยในปีนี้อย่างแน่นอน อย่างไรก็ตามแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยในปีนี้เริ่มริบหรี่ลงไปทุกที
ก่อนจะถึงการประชุมในช่วงสิ้นเดือน ต.ค.นี้ บรรดาผู้มีสิทธิออกเสียงในเอฟโอเอ็มซีต่างเดินหน้าออกแสดงทัศนะต่อการขึ้นอัตราดอกเบี้ย โดยอย่างน้อย 2 สมาชิกเอฟโอเอ็มซีที่มีความใกล้ชิดกับเจเน็ต
เยลเลน ประธานเฟด ได้แก่ ดาเนียล
ทารุลโล และลาเอล เบรนนาร์ด รวมถึงชาร์ลส์ อีแวนส์ ประธานเฟดสาขาชิคาโก ได้แสดงความเห็นไปในทิศทางเดียวกัน คือ ไม่พร้อมขึ้นอัตราดอกเบี้ย
ในขณะที่ วิลเลียม ดัดลีย์ ประธานเฟดสาขานิวยอร์ก เดนนิส ล็อกฮาร์ท ประธานเฟดสาขาแอตแลนติก เจฟฟรีย์ แลคเกอร์ ประธานเฟดสาขาริชมอนด์ และสแตนลีย์ ฟิชเชอร์ รองผู้ว่าการเฟด ได้แสดงท่าทีสนับสนุนการขึ้นอัตราดอกเบี้ยมาโดยตลอด
กลายเป็นว่าเฟดมีความเห็นที่แตกต่างกันภายใน และยิ่งมีสมาชิกเอฟโอเอ็มซีออกมาพูดมากเท่าไร ก็ยิ่งเพิ่มความสับสนให้แก่บรรดาผู้จับตามองตลาดเป็นอย่างมาก
โรเบอร์โต เพอริล จากสถาบันวิจัยการเมืองและเศรษฐกิจคอนเนอร์สโตน แมโคร เปิดเผยว่า ท่าทีที่แตกต่างในหมู่สมาชิกเอฟโอเอ็มซีไม่ใช่เรื่องปกติ และทำให้การสื่อสารต่อตลาดที่ผ่านมาของเฟดสับสนมากยิ่งขึ้น
ก่อนหน้านี้ รายงานการประชุมเอฟโอเอ็มซีของเดือน ก.ย.ระบุว่า เศรษฐกิจสหรัฐยังดีอยู่จากการจ้างงานที่แข็งแกร่ง และอัตราเงินเฟ้อที่ยังไม่ถึงเป้าหมายที่ 2% นี้ เกิดจากปัจจัยชั่วคราวอย่างค่าเงินเหรียญสหรัฐแข็งค่าขึ้น และราคาน้ำมันตกต่ำ สวนทางกับการแสดงความกังวลของสมาชิกเอฟโอเอ็มซี ที่หวั่นเกรงว่าเศรษฐกิจสหรัฐจะได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจโลก
อย่างไรก็ตาม ข้อมูลล่าสุดกลับทำให้หลายฝ่ายเห็นไปในทิศทางตรงกันข้าม โดยอัตราเงินเฟ้อที่ยังคงต่ำกว่าเป้าหมายของเฟดที่ 2% มามากกว่า 3 ปี แล้ว ในขณะที่ดัชนีผู้ผลิตหรือราคาค้าส่งของสหรัฐก็ปรับลงไป 0.5% เมื่อเดือน ส.ค. โดยภาคค้าปลีกดีขึ้นเล็กน้อยในระดับไม่น่าพอใจที่ 0.1%
นอกจากนี้ แม้แต่สมาชิกที่แสดงท่าทีสนับสนุนการขึ้นอัตราดอกเบี้ย ยังเริ่มไม่แน่ใจแล้วว่าควรจะขึ้นอัตราดอกเบี้ยภายในปีนี้ดีหรือไม่ ก็ยิ่งสร้างความสับสนมากขึ้นไปอีก
ก่อนหน้านี้ ดัดลีย์ ระบุว่า ยังเปิดทางให้กับการขึ้นอัตราดอกเบี้ยในปี 2016 หากการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกกระทบกับสหรัฐ เช่นเดียวกับ ฟิชเชอร์ ระบุว่า การขึ้นอัตราดอกเบี้ยจะขึ้นในช่วงเวลาที่เหมาะสมกับเศรษฐกิจสหรัฐ และการประกาศกับสาธารณชนจะขึ้นอัตราดอกเบี้ยในปีนี้ เป็นเพียงการคาดการณ์ ไม่ใช่คำสัญญา ซึ่งความไม่ชัดเจนของสมาชิกแต่ละคนนี้เอง ที่ทำให้นักลงทุนทั้งชาวสหรัฐและต่างชาติเริ่ม “เบื่อ” กับท่าทีของเฟด
ผลสำรวจของซีเอ็นเอ็นมันนี่ ที่สำรวจนักลงทุนสหรัฐ 1,000 ราย พบว่า 42% ของบรรดานักลงทุนแจกเกรดซีให้แก่การทำงานของเฟด ในขณะที่ 25% ให้ดีหรือเอฟเลยทีเดียว
ในขณะเดียวกัน ความไม่ชัดเจนของเฟดเองก็ยังทำให้นักลงทุนเบือนหน้าหนีจากตลาดสหรัฐ แล้วเข้าไปลงทุนในพันธบัตรทั่วโลกแทน โดยดูจากดัชนีพันธบัตรโลกของบลูมเบิร์ก ผลตอบแทนของพันธบัตรโลกปรับตัวลงเป็น 0.96% ซึ่งเป็นอัตราผลตอบแทนที่ต่ำที่สุดนับตั้งแต่วันที่ 30 เม.ย.ที่ผ่านมา
นอกจากนี้ เมื่อวันที่ 15 ต.ค.ที่ผ่านมา ดัชนีเอ็มเอสซีไอตลาดเกิดใหม่ ปรับตัวเพิ่มขึ้น 20% เมื่อเวลา 09.05 น. ตามเวลาท้องถิ่นกรุงลอนดอน ภายหลังจากนักลงทุนเริ่มไม่เชื่อแล้วว่าเฟดจะขึ้นดอกเบี้ยในปีนี้ โดยความน่าจะเป็นที่เฟดจะขึ้นดอกเบี้ยในเดือน ธ.ค.ปีนี้ ปรับลงไปอยู่ที่ 27% จากเดิมที่ 41% ในการสำรวจเมื่อปลายเดือน ก.ย. และสำหรับในเดือน ต.ค.ก็อยู่ที่ 4% เท่านั้น
ค่าเงินในตลาดเกิดใหม่เองก็แข็งค่าขึ้นเช่นเดียวกัน เป็นสัญญาณว่านักลงทุนเริ่มกลับมาลงทุนในตลาดเกิดใหม่อีกครั้ง โดยค่าเงินรูเปียห์และริงกิตของมาเลเซียที่ทำผลงานได้ย่ำแย่ที่สุดในเอเชียกลับทะยานแข็งค่าขึ้น
ค่าเงินรูเปียห์แข็งค่าขึ้น 2.4% ริงกิตแข็งค่าขึ้น 2.2% เมื่อเทียบกับเหรียญสหรัฐ นำให้ดัชนีค่าเงินเอเชียเทียบเหรียญสหรัฐของบลูมเบิร์ก-เจ.พี.มอร์แกน ปรับขึ้น 1.9% หลังจากร่วงติดต่อกันมา 5 เดือน และแน่นอนว่าค่าเงินเหรียญสหรัฐร่วงลงมาไปแตะจุดต่ำสุดในรอบ 2 เดือน
นอกจากนี้ ความสับสนและความไม่แน่นอนต่อท่าทีของเฟด ยังทำให้นักลงทุนวิ่งกลับไปหาสินทรัพย์ปลอดภัยอย่างทองคำ ที่ราคาเริ่มฟื้นตัวกลับขึ้นมาได้โดยขึ้นไปมากกว่าค่าเฉลี่ย 200 วันเป็นครั้งแรกในรอบ 5 เดือน เมื่อวันที่ 14 ต.ค.ที่ผ่านมา
ไม่ใช่แค่นักลงทุนเท่านั้นที่ “เบื่อ” กับท่าทีสับสนของเฟด บรรดาธนาคารกลางทั่วโลกต่างส่งเสียงให้เฟด “จะทำอะไรก็รีบทำเสียที” เพราะความไม่แน่ไม่นอนของเฟดสร้างความผันผวนให้แก่ตลาดของแต่ละประเทศเป็นอย่างมาก และยิ่งทำให้ธนาคารกลางเหล่านั้นไม่สามารถกำหนดนโยบายทางการเงินเพื่อรับมือกับเฟดได้เลย เช่น ธนาคารกลางมาเลเซีย เยอรมนี และปารากวัย ที่เรียกร้องให้เฟดขึ้นอัตราดอกเบี้ยโดยเร็ว เพื่อลดความผันผวนที่เกิดขึ้น
กลายเป็นงานหนักของเจเน็ตที่พยายามสื่อสารกับตลาดอย่างระมัดระวังมาโดยตลอด และชัดเจนตลอดมาต่อจุดยืนการขึ้นอัตราดอกเบี้ยในปีนี้ ท่ามกลางผู้จับตาตลาดและนักลงทุนที่เชื่อแน่แล้วว่า เฟดได้คว่ำแผนการสำหรับปีนี้ไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
ซ้ำความสับสนที่เกิดขึ้นในตลาดจะยิ่งทวีความเข้มข้นขึ้นอีกในช่วงการประชุมอีก 2 ครั้งที่เหลืออยู่ในปีนี้เสียด้วย







