posttoday
เรื่องเมืองไทยหลังไปยูเอ็น

เรื่องเมืองไทยหลังไปยูเอ็น

10 ตุลาคม 2558

เดี๋ยวนี้เห็นหรือฟังเรื่องเดียวกันแล้วใช่ว่าจะเข้าใจตรงกัน นั่นเพราะความชอบ ความชังมันมักจะนำพาใจเราไปก่อนแล้ว อย่างไรก็ตามเท่าที่สดับ แม้แต่คนที่ไม่อคติเกินไปก็ดูเหมือนจะยอมรับว่าการเดินทางไปร่วมประชุมระดับโลกในเวที UN Sustainable Development Summit 2015  และ UN Summit to Adopt the Post 2015 Development Agenda ของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในฐานะผู้นำประเทศไทยนั้น นายกรัฐมนตรีผู้นี้ประสบความสำเร็จอย่างดี และปวงข้าราชการทั้งหลายโดยเฉพาะข้าราชการกระทรวงการต่างประเทศนั้นได้ทำหน้าที่ได้อย่างน่าชื่นชม

เดี๋ยวนี้เห็นหรือฟังเรื่องเดียวกันแล้วใช่ว่าจะเข้าใจตรงกัน นั่นเพราะความชอบ ความชังมันมักจะนำพาใจเราไปก่อนแล้ว อย่างไรก็ตามเท่าที่สดับ แม้แต่คนที่ไม่อคติเกินไปก็ดูเหมือนจะยอมรับว่าการเดินทางไปร่วมประชุมระดับโลกในเวที UN Sustainable Development Summit 2015  และ UN Summit to Adopt the Post 2015 Development Agenda ของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในฐานะผู้นำประเทศไทยนั้น นายกรัฐมนตรีผู้นี้ประสบความสำเร็จอย่างดี และปวงข้าราชการทั้งหลายโดยเฉพาะข้าราชการกระทรวงการต่างประเทศนั้นได้ทำหน้าที่ได้อย่างน่าชื่นชม

ลองตัดเอาเรื่องความชอบธรรมทางการเมือง ความชอบไม่ชอบเป็นการส่วนตัว รวมทั้งเรื่องได้เสียทางการเมืองของ พล.อ.ประยุทธ์ ออกไป แล้วมาว่ากันเฉพาะเรื่องได้เสียของบ้านเมือง โดยพิจารณาว่ามูลเหตุของการที่ประเทศอื่นได้ให้เกียรติและยอมรับนับถือประเทศเราเป็นอย่างดีในการต่างๆ คราวนี้ รวมทั้งการเลือกไทยเป็นประธานกลุ่มประเทศผู้นำกำลังพัฒนา ที่เรียกว่า G77 นั้น มาจากอะไร จะพบว่าถ้าเราไม่มัวแต่ด่าทอ ตบตีกัน เรามีศักยภาพมากกว่าที่เราคิด และคนของเราก็ไม่ได้ขี้เหร่อะไรเลย มีความสามารถที่จะทำงานให้เป็นประโยชน์ต่อบ้านเมืองของตัวเองและของโลกนี้มากกว่าที่เราคิดเสียด้วยซ้ำ

ครับ การที่ไทยได้รับเลือกเป็นประธาน G77 โดยท่านทูต วีรชัย พลาศรัย จะทำหน้าที่ดังกล่าวในนามประเทศไทย รวมถึงความชื่นใจที่เกิดจากการทำงานในครั้งนี้ ย่อมเกิดจากความสามารถของผู้นำ ทัศนคติที่ถูกต้อง การร่วมกันทำงาน การแบ่งบทบาทที่ถูกต้องของทุกฝ่ายทุกคน ไม่ว่าของรัฐบาล ของข้าราชการประจำ ของรัฐมนตรี ของข้าราชการใหญ่น้อย ฯลฯ ซึ่งล้วนแต่เป็นฟันเฟืองเล็กน้อยที่ประกอบกันเข้าเป็นภาพใหญ่ดังกล่าว

ถ้าไม่มัวแต่คิดเรื่องได้เสียทางการเมืองของ พล.อ.ประยุทธ์ เราจะเห็นอะไรดีๆ เยอะเลย

ผมคิดว่าถ้าไม่มองแบบเหมารวม แต่แยกแยะให้ดี แล้วนำเอาปัจจัยของความสำเร็จมาปรับใช้กับงานอื่นๆ มันจะทำให้เราก้าวหน้าพ้นไปจากหล่มเดิมได้ดีทีเดียว

สิ่งที่น่าคิดอีกประการหนึ่งก็คือ ถ้าแนวทางของการพัฒนาประเทศเราถูกต้องและเป็นที่ยอมรับ อะไรที่ทำให้เราไปไม่ถึงไหน?

คณะทูตถาวรไทยประจำยูเอ็น กระทรวงการต่างประเทศ โดยการสนับสนุนของรัฐบาล ตัดสินใจชิงตำแหน่งประธาน G77 เมื่อเดือน ก.ค. 2558 และใช้เวลา 2 เดือนกว่าในการหาเสียง เพื่อชิงตำแหน่งนี้กับบังกลาเทศ และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์  เราประกาศตัวโดยชูประเด็นบทบาทการพัฒนาของไทยที่มีความโดดเด่นและประสบความสำเร็จมาตลอด เป็นเหตุให้กลุ่มประเทศเอเชียและแปซิฟิกรับรองสนับสนุนเรา และสองประเทศคู่ชิงก็ได้ถอนตัวไปในที่สุด

แล้วทิศทางของการพัฒนาที่ไทยได้ทำมาจนเป็นที่ยอมรับนั้นคืออะไร?

พล.อ.ประยุทธ์ ได้กล่าวต่อที่ประชุมยูเอ็น ว่า ความท้าทายเร่งด่วนของโลก คือ เรื่องความเหลื่อมล้ำซึ่งเป็นต้นตอของปัญหาอื่นๆ อีกมากมาย อาทิ เรื่องความยากจน เรื่องการแย่งชิงทรัพยากร การโยกย้ายถิ่นฐาน รวมทั้งเป็นการเพาะบ่มความรุนแรง การขจัดปัญหาความเหลื่อมล้ำต้องทำโดยวางกรอบกติกาของสังคมให้มั่นคงและเป็นธรรม ต้องมีกฎหมายที่มีประสิทธิภาพ ส่งเสริมการทำงานภาครัฐด้วยหลักธรรมาภิบาล ความรับผิดชอบ ความโปร่งใส ขจัดการทุจริตคอร์รัปชั่น และระบบอุปถัมภ์

พล.อ.ประยุทธ์ วางหลักนำแล้วขยายว่า ถ้าทำด้วยแนวนี้ ประชาชนก็จะเข้าถึงทรัพยากรและการบริการของรัฐอย่างเสมอภาค ซึ่งรัฐบาลไทยได้ทำโดยเสริมสร้างความมั่นคงทางสังคมด้วยการสร้างระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้า จัดตั้งกองทุนการออมแห่งชาติ เพิ่มเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุและคนพิการ ให้เงินอุดหนุนครอบครัวที่ยากจนเพื่อเลี้ยงดูเด็กแรกเกิดรายเดือน และจัดระบบเรื่องแรงงานต่างด้าวใหม่เพื่อป้องกันการละเมิดสิทธิมนุษยชน ขยายการลงทุนสู่ท้องถิ่นเพื่อทำให้เศรษฐกิจแข็งแรง พัฒนากองทุนหมู่บ้านและกองทุนพัฒนาบทบาทสตรี ฯลฯ

แน่นอนว่า ทั้งหลายทั้งปวงนั้นมันไม่ได้เกิดขึ้นในช่วงรัฐบาลรัฐประหารเท่านั้นดอก เพราะหลายเรื่องที่เป็นความสำเร็จในวันนี้เกิดมาจากผลงานในอดีตที่สั่งสมกันมา บางเรื่องก็เกิดมาก่อนในรัฐบาลคุณทักษิณ
ชินวัตร เป็นนายกฯ บางเรื่องเป็นดอกผลของรัฐบาลคุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกฯ  แต่หลายอย่างก็เป็นงานของรัฐบาลนี้ หรือรัฐบาลนี้ทำให้ชัดเจนขึ้น

ถ้าพูดแบบไม่แบ่งเขาแบ่งเรา ก็จะพบว่าเรื่องไหนดี ไม่ว่ารัฐบาลไหนจะไป ใครจะมา เราพากันทำต่อ ซึ่งจะว่าไปนี่ก็เป็นข้อดีอย่างหนึ่งของสังคมเรา

ถ้าสิ่งที่ พล.อ.ประยุทธ์ ไปพูดที่ยูเอ็นนั้นเป็นทิศทางที่ถูกต้องเหมาะสม และบางเรื่องก็สามารถเป็นต้นแบบให้หลายๆ ประเทศเอาอย่างได้อย่างน่าภาคภูมิใจ เช่น เรื่องระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้า เป็นต้น

อะไรที่ทำให้สิ่งเหล่านั้นเกิดขึ้นมาได้?

เมื่อเกิดขึ้นแล้ว อะไรเป็นข้อดีของสังคมไทยที่ทำให้สิ่งเหล่านั้นอยู่ได้?

ผมว่าเราน่าจะมีคำถามเรื่องพวกนี้เพื่อทำให้ต้นทุนทางสังคมเราแข็งแรงขึ้น และผมเชื่อว่า ถ้าเราตั้งคำถามดีๆ และพยายามหาคำตอบกับมัน บางทีเราจะพบคำตอบที่น่าสนใจหลายประการ

ผมเชื่อว่ามันมีหลายสาเหตุที่ทำให้ข้าราชการอย่างท่านทูตวีรชัย สามารถใช้ความรู้ความสามารถเพื่อบ้านเมืองนี้หรือเพื่อโลกนี้ได้ โดยมิยอมให้ข้อด้อยของระบบทำลายตัวท่านไปเสียก่อน และมีหลายฟันเฟืองที่ทำให้ระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้าสามารถเดินหน้าต่อไปได้ และมีเรื่องน่าสนใจอย่างนี้อีกในหลายๆ กรณี

แน่นอนว่า นโยบายที่เราเอาไปโม้ที่ยูเอ็นนั้นไม่ได้มีแต่ด้านบวก ด้านลบก็มีมาก มีอุปสรรคที่ต้องอาศัยการร่วมมือและการลงแรงกันอีกมาก เพื่อให้บรรลุเป้าหมาย แต่เราจะไม่มีวันไปถึงเลย ถ้ามัวแต่คิดเรื่องได้เสียทางการเมืองของคนหรือพรรคพวก

ของดีๆ เกิดขึ้นบ้างแล้วอย่าให้เป็นไฟไหม้ฟาง เสียดายของครับ...

ภัทระ คำพิทักษ์

ข่าวล่าสุด

เอาท์ซอร์สโปรดักชั่น โกยภาษีบาป 5 ปี 60 ล้าน กำไรต่อเนื่อง สวนทาง ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน

เอาท์ซอร์สโปรดักชั่น โกยภาษีบาป 5 ปี 60 ล้าน กำไรต่อเนื่อง สวนทาง ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน