
ไตรมาส 3 โลกเจ็บหนัก อีก 3 เดือนหน้ายิ่งแย่
โดย...ธนพล ไชยภาษี
โดย...ธนพล ไชยภาษี
สิ้นสุดลงไปแล้วสำหรับไตรมาส 3 ซึ่งนับได้ว่าเป็นไตรมาสที่เลวร้ายที่สุดในรอบหลายปีสำหรับตลาดหุ้นและเศรษฐกิจโลกที่ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงจากความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจจีน รวมไปถึงการหั่นค่าเงินของจีน ตลอดจนความไม่แน่นอนของการขึ้นอัตราดอกเบี้ยของสหรัฐ และความอ่อนแอของบรรดาประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่
ดัชนีเอสแอนด์พี500 ของสหรัฐ ซึ่งเป็นดัชนีจดทะเบียนของบรรดาหุ้นในกลุ่มธนาคาร สถาบันการเงิน และบริษัทรายใหญ่ทั้งหลายนั้น จบไตรมาสนี้ด้วยการติดลบไป 7% ขณะที่ยุโรปนั้น ดัชนีรวมยูโรเฟิสต์ร่วงลงไปทั้งไตรมาสที่ 9.2% ส่วนดัชนีนิกเกอิของญี่ปุ่นร่วงลงไปทั้งไตรมาสที่ 14.1%
การปรับตัวลดลงของดัชนีหุ้นหลักๆ ของโลกเหล่านี้ล้วนแต่เป็นภาพสะท้อนให้เห็นถึงความปั่นป่วน ความย่ำแย่ ตลอดจนความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกที่เกิดขึ้นและมาสำแดงอาการอย่างรุนแรงในช่วงไตรมาส 3 และคาดว่าในไตรมาส 4 ที่มาถึงนี้สถานการณ์โลกนั้นจะยังไม่สู้ดีเสียเท่าไหร่นัก
แน่นอนว่า ปัจจัยลบจากความไม่แน่นอนของการขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐจะยังเป็นสาเหตุหลักๆ ที่ทำให้ตลาดทุนอยู่ในภาวะเสี่ยง แต่กระนั้นจากการยืนยันของธนาคารกลางสหรัฐที่บอกว่าจะขึ้นดอกเบี้ยอย่างแน่นอนในปลายปีนี้ ก็ทำให้เกิดความชัดเจนแล้วอย่างน้อยที่สุดว่าในช่วงไตรมาส 4 นั้น การขึ้นดอกเบี้ยของสหรัฐจะมีการปรับขึ้นอย่างแน่นอน เพียงแต่ว่าจะเดือนไหนเท่านั้นเอง
อย่างไรก็ตาม ปัจจัยเสี่ยงที่โลกจะจับจ้องมากที่สุดก็คือ การชะลอตัวของเศรษฐกิจจีน และการรับมือกับการชะลอตัวที่เกิดขึ้นของภาครัฐจีน ที่หลายฝ่ายมองว่าจีนยังไม่เชี่ยวชาญพอที่จะจัดการกับปัญหาที่เกิดขึ้น
แน่นอนว่า การชะลอตัวของจีนนั้นไม่เพียงแต่จะทำให้เศรษฐกิจจีนเองทรุดตัวลง แต่กระนั้นทุกๆ ความเคลื่อนไหวของจีนนั้นได้ส่งผลกระทบในรูปของ “โดมิโน เอฟเฟกต์” กระทบไปยังส่วนอื่นๆ ของโลก ซึ่งเริ่มออกอาการมาตั้งแต่ไตรมาส 3 แล้ว
ในขณะที่จีนเป็นผู้ส่งออกสินค้ารายใหญ่ที่สุดในโลกนั้น ขณะเดียวกันจีนก็เป็นผู้นำเข้าสินค้ารายใหญ่ของโลกด้วยเช่นกัน
การชะลอตัวทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในแดนมังกรนั้น ได้รวมถึงการบริโภคที่ลดลง ภาคอสังหาริมทรัพย์ที่ลดลง ยอดซื้อรถยนต์ที่ลดลง และอีกหลายๆ ส่วนที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง
แน่นอนว่า ภาวะดังกล่าวได้ทำให้เกิดผลกระทบต่อประเทศที่ต้องพึ่งพาการส่งออกไปยังจีน โดยเฉพาะสินค้าโภคภัณฑ์ที่เป็นการส่งออกหลักๆ ของหลายประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ และอีกหลายประเทศกำลังพัฒนาที่ราคาสินค้าประเภทนี้กำลังเจอแรงกดดันจากค่าเงินเหรียญสหรัฐที่แข็งค่าขึ่้นอย่างต่อเนื่อง และกดให้ราคาสินค้าเหล่านี้ลดลงอยู่แล้ว
ความต้องการสินค้าประเภทนี้ในจีนที่ลดลง ยังเป็นการซ้ำเติมราคาให้ร่วงหนักรุนแรงมากขึ้นไปอีก ซึ่งเห็นได้ชัดว่า การดิ่งตัวลงของราคาสินค้าโภคภัณฑ์นั้นเริ่มส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของหลายประเทศตลาดเกิดใหม่ จนทำให้เกิดความเสี่ยงต่อหนี้ของทั้งภาคเอกชนและภาครัฐบาลของประเทศเหล่านี้อย่างรุนแรง หลังจากที่ต้นทุนในการกู้ยืมสูงขึ้น และเมื่อไหร่ที่สหรัฐเริ่มขึ้นดอกเบี้ยอีก ก็จะยิ่งทำให้ประเทศเหล่านี้ต้องเจอกับ “ภาวะช็อก” อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ทีเดียว
การดิ่งเหวของหุ้นบริษัท เกลนคอร์ บริษัทเหมืองแร่และบริษัทผู้ค้าสินค้าโภคภัณฑ์รายใหญ่สัญชาติสวิตเซอร์แลนด์ ที่ราคาหุ้นร่วงลงไปมากถึง 90% นับตั้งแต่เปิดไอพีโอนั้น เป็นตัวอย่างที่ชัดที่สุดของวิกฤตที่เกิดขึ้น
วอลสตรีท เจอร์นัล รายงานอ้างความเห็นของ เดวิด สไปกา นักยุทธศาสตร์การลงทุนโลกของบริษัทเงินทุน ไกด์สโตน ให้ความเห็นว่า ขณะนี้นักลงทุนกำลังจดจ้องไปที่จีนและสถานการณ์ของตลาดเกิดใหม่ ซึ่งกำลังกลายมาเป็นความเสี่ยงที่อันตรายที่สุดต่อทั้งเศรษฐกิจสหรัฐเอง รวมไปถึงตลาดโลกด้วย
“ถ้าหากเราจะได้เห็นภาวะเลือดออกในสหรัฐ ก็จะมีเพียงวิกฤตของตลาดเกิดใหม่เท่านั้นที่จะเป็นสาเหตุได้”
ตามข้อมูลของสถาบันการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอสเอส) นั้นพบว่า นักลงทุนทั่วโลกได้ถอนทุนออกจากหุ้นในตลาดเกิดใหม่ รวมไปถึงตลาดพันธบัตรแล้วถึง 4 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ในช่วงไตรมาส 3 ซึ่งถือว่าเป็นการไหลออกครั้งที่เลวร้ายที่สุดนับตั้งแต่ปี 2008 ซึ่งเป็นช่วงวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์กำลังสุกงอมเต็มที่ด้วยซ้ำ
ในไตรมาส 3 นั้น ดัชนีหุ้นตลาดเกิดใหม่เอ็มเอสซีไอ ได้ร่วงลงไปมากกว่า 20% เป็นผลงานที่ย่ำแย่มากที่สุดนับตั้งไตรมาส 3 ของปี 2011
จึงอาจกล่าวได้ว่า การชะลอตัวทางเศรษฐกิจของจีนนั้น กำลังส่งผลร้ายต่อตลาดเกิดใหม่อย่างรุนแรง และสถานการณ์จะถูกซ้ำเติมมากขึ้นถ้าธนาคารกลางสหรัฐปรับขึ้นดอกเบี้ยในไตรมาส 4 นี้
ขณะที่ปัญหาการอ่อนค่าของเงินหยวนนั้น นอกเหนือจากที่จะสร้างความปั่นป่วนให้กับตลาดทุนโลกมาแล้วในไตรมาส 3 อีกสามเดือนหลังจากนี้ไป ปัญหานี้จะยังไม่หนีไปไหน โดยนักวิเคราะห์เชื่อว่าเงินหยวนของจีนจะยิ่งอ่อนค่าลงไปมากกว่านี้อีก
ทั้งนี้ ภายหลังจากที่ธนาคารกลางจีน (พีบีโอซี) ได้ปรับอัตราอ้างอิงแลกเปลี่ยนเงินหยวนให้อ่อนลงเมื่อวันที่ 11 ส.ค.ที่ผ่านมาติดต่อกันหลายครั้งนั้น ได้ส่งแรงกระเพื่อมไปยังตลาดทุน ตลาดเงินทั่วโลก
ในขณะนี้บริษัทต่างชาติจำนวนมาก โดยเฉพาะเอกชนสหรัฐที่ต้องพึ่งพาตลาดภายในของจีนนั้น นอกเหนือจากที่จะต้องประสบกับปัญหา “แรงซื้อตก” ในแผ่นดินมังกรแล้ว ยังต้องพบกับความเสี่ยงที่สินค้าของบริษัทต่างชาติเหล่านี้จะมีศักยภาพการแข่งขันลดลง อันเนื่องมาจากสินค้าที่แพงขึ้นสวนทางกับสินค้าท้องถิ่นในจีน
การประกาศหั่นค่าเงินหยวนของจีนดังกล่าว ยังจุดชนวนให้ประเทศกำลังพัฒนาที่ต้องพึ่งพาการส่งออกเช่นกันนั้น จำเป็นต้องลดค่าเงินของตัวเองลงตามเพื่อรักษาศักยภาพการแข่งขันเอาไว้ อย่างเช่นเวียดนามที่ได้ประกาศลดค่าเงินทันทีถึง 2 ครั้งภายหลังจากมีความเคลื่อนไหวจากจีนในครั้งดังกล่าว
เป็นที่น่าจับตาว่า บรรดานักวิเคราะห์ต่างเห็นว่าค่าเงินหยวนของจีนนั้นจะยังอ่อนค่าลงอย่างต่อเนื่องอีกใน 6 เดือนจากนี้ไป นั่นหมายว่าความเสี่ยงจากค่าเงินหยวนนั้นจะกินเวลายาวไปถึงไตรมาสแรกของปีหน้าทีเดียว
โดยนักวิเคราะห์มองว่า ค่าเงินหยวนจะอ่อนค่าลงไปที่ 6.50 หยวน/เหรียญสหรัฐ เมื่อสิ้นสุดเดือน พ.ย. และลงไปแตะ 6.52 หยวน/เหรียญสหรัฐ ในปลายเดือน ก.พ.ปีหน้า
อาจกล่าวได้ว่า ค่าเงินหยวนที่อ่อนลงนั้น แม้ว่าภาครัฐจีนจะโต้แย้งว่า ไม่ได้มีขึ้นเพื่อกระตุ้นการส่งออกของจีน แต่เป็นเพราะต้องการปรับให้เงินหยวนถูกกำหนดค่าด้วยกลไกตลาดมากขึ้น แต่กระนั้นการใช้มาตรการนี้ก็มีผลข้างเคียงอย่างร้ายแรงที่สร้างความพะอืดพะอมให้กับทั่วโลก อีกทั้งจะทำให้ประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่และประเทศกำลังพัฒนาต้องเจอการแข่งขันในการส่งออกในตลาดโลกที่มากขึ้น
ขณะที่ภาคเอกชนในประเทศพัฒนาแล้ว เช่น สหรัฐ หรือยุโรป ก็ต้องเจอกับปัญหาการขายสินค้าที่มีราคาแพงขึ้นในตลาดจีนเพราะเงินแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับเงินหยวน และอาจจะต้องสูญเสียรายได้ไม่น้อยเมื่อไม่สามารถสู้กับสินค้าท้องถิ่นของจีนได้
ยิ่งไปกว่านั้น ปัญหาการเติบโตอย่างร้อนแรงเกินของภาคสินเชื่อในจีน ก็กำลังกลายเป็นความเสี่ยงที่ทั่วโลกจับตามองอยู่อย่างใกล้ชิดเช่นกัน และอาจจะเป็นระเบิดเวลาที่สร้างความเสี่ยงให้กับตลาดภายในของจีนที่อาจจะส่งแรงสั่นสะเทือนไปยังตลาดโลกได้เช่นกัน
ทั้งนี้ จีนกลายเป็นประเทศในกลุ่มตลาดเกิดใหม่ที่มีสัดส่วนของหนี้ภาคเอกชนต่อผลผลิตมวลรวมในประเทศ หรือจีดีพี ที่สูงที่สุดแล้วที่ 25% หลังจากที่มีการกู้ยืมกันอย่างบ้าคลั่งในช่วงที่ผ่านมาตามการเติบโตที่ร้อนแรงของตลาดตราสารและตลาดหุ้น ขณะที่ในประเทศตลาดเกิดใหม่อื่นๆ ก็มีความเสี่ยงไม่แพ้กัน อย่างในตุรกีนั้นสัดส่วนหนี้เอกชนต่อจีดีพีอยู่ที่ 17% และในบราซิลอยู่ที่ 16% ในบราซิลนั้นเฉพาะในปีนี้มีถึง 10 บริษัทแล้วที่กลายเป็นหนี้เสีย เมื่อเทียบกับปี 2014 ทั้งปีซึ่งอยู่ที่ 6 บริษัทเท่านั้น
ปัญหาการชะลอตัวของเศรษฐกิจภายในของประเทศเหล่านี้นั้นยิ่งเป็นตัวเร่งให้เอกชนในประเทศเหล่านี้กำลังสูญเสียศักยภาพในการจัดการหนี้เหล่านี้ และกำลังก่อให้เกิด “หนี้เสีย” มากขึ้นเรื่อยๆ กลายเป็นความเสี่ยงต่อภาคธนาคารที่เห็นได้ชัดที่สุดในช่วงไตรมาส 3 ที่ผ่านมา ซึ่งตามปกติแล้วระดับเฉลี่ยหนี้ของภาคเอกชนที่ 10% ต่อจีดีพี นั้นก็ทำให้เกิดโอกาสที่จะทำให้เกิดภาวะ “ตึงเครียด” ต่อภาคธนาคารได้แล้ว และถ้าหากเมื่อไหร่ที่ดอกเบี้ยขาขึ้นมาถึงในสหรัฐ และทั่วโลกก็จะยิ่งกลายเป็นการจุดชนวนระเบิดขึ้นทันที
โดยสรุปแล้ว ความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจโลกที่จะเกิดขึ้นหลังจากนี้ล้วนแต่เป็นสถานการณ์ต่อเนื่องมาจากไตรมาสก่อนๆ หน้าแทบทั้งสิ้น โดยเฉพาะปัญหาที่เกิดขึ้นในตลาดเกิดใหม่ที่มีสาเหตุหลักๆ มาจากผล
กระทบที่เกิดจากการหดตัวของเศรษฐกิจจีน รวมไปถึงปัญหาการอ่อนค่าของเงินหยวน โดยมีความเสี่ยงจากภาวะดอกเบี้ยขาขึ้นของสหรัฐจะเป็นตัวซ้ำเติมที่รอถล่มอยู่แล้วในไตรมาส 4 นี้
คอยรับมือกันให้ดี...!







