
ไทยขึ้นผู้นำจี 77 งานใหญ่ต้องเล่นให้เป็น
ในที่สุด พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)
โดย...ชัยรัตน์ พัชรไตรรัตน์
ในที่สุด พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ก็เสร็จสิ้นภารกิจในการเข้าร่วมประชุมสหประชาชาติระดับผู้นำเพื่อรับรองวาระการพัฒนาภายหลัง ค.ศ. 2015 และการประชุมสมัชชาสหประชาชาติ สมัยสามัญ ครั้งที่ 70 ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา
ทั้งนี้ ก่อนเดินทางกลับนายกฯ ให้สัมภาษณ์ถึงผลสรุปในภาพรวมของภารกิจครั้งนี้ โดยโฟกัสไปที่ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับสหรัฐ ว่า “ได้มีโอกาสพบกับนายบารัก โอบามา ประธานาธิบดีสหรัฐ มีการประชุมร่วมกัน และร่วมงานเลี้ยงของประธานาธิบดีด้วย ซึ่งท่านก็ให้เกียรติเช่นเดิม เรามาในฐานะประเทศไทย เป็นสมาชิกของประชาคมโลก ได้สร้างความเข้าใจกับรัฐบาลของสหรัฐ สมาคมนักธุรกิจอเมริกา และได้ชี้แจงว่ายินดีที่จะมีการค้าขายกันต่อไป”
แต่หากจะบอกว่าประเด็นสำคัญของการไปปฏิบัติภารกิจที่สหรัฐของ พล.อ.ประยุทธ์ คืออะไร น่าจะอยู่ที่การได้รับตำแหน่งประธานกลุ่มจี77 ของประเทศไทย ซึ่งเป็นองค์กรความร่วมมือระดับรัฐบาลของกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา ที่มีสมาชิกรวม 134 ประเทศ และยังเป็นกลุ่มการเจรจาใหญ่ที่สุดในยูเอ็น เพื่อใช้เป็นเวทีส่งเสริมความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา
เมื่อไทยได้รับตำแหน่งสำคัญในเวทีโลกเช่นนี้ ทำให้เกิดความสงสัยว่าหมวกประธานกลุ่มจี 77 มีประโยชน์และความสำคัญอย่างไร
วิโรจน์ อาลี อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ให้มุมมองว่า จะมองว่าสำคัญหรือไม่สำคัญก็ได้ เพราะการเป็นหัวหน้ากลุ่มจี77 ซึ่งต้องยอมรับว่าประเทศไทยไม่เคยเป็นมาก่อน และธรรมชาติการเมืองในเวทีดังกล่าว คือ เป็นการรวมกลุ่มประเทศกำลังพัฒา และใช้เวทีนี้เพื่อต่อรองกับประเทศพัฒนาแล้วอย่างเช่น สหรัฐ
“เป็นจุดเริ่มต้นที่ดี แต่ถามว่าเอาอะไรให้เราเป็นจุดเด่น และจากที่เคยคุยกับท่าน อัษฎา ชัยนาม เวทีนี้เป็นพื้นที่สำหรับประเทศต่อต้านระบบทุนนิยม ใช้เป็นเวทีต่อรอง วิจารณ์นโยบายเศรษฐกิจระหว่างประเทศพัฒนาแล้ว แต่หลังๆ เป็นการช่วยเหลือเพื่อการพัฒนา การค้าเสรี การศึกษา แม้เวทีนี้บทบาทในเรื่องการเมืองลดลง แต่ไทยจำเป็นต้องมีจุดยืนชัด ไม่เช่นนั้นประเทศกำลังพัฒนาอาจเสียเปรียบได้”
ปองขวัญ สวัสดิภักดิ์ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ระบุว่า การเลือกประเทศที่เป็นประธานกลุ่มจี 77 นั้นเป็นการเลือกตัวแทนลักษณะหมุนเวียนในแต่ละประเทศ และปีนี้เอเชียเหลือแคนดิเดตไม่กี่ประเทศเท่านั้น อย่างไรก็ตามเมื่อไทยได้ตำแหน่งมาแล้วจะต้องพยายามแสดงให้เห็นในเวทีโลกว่ามีนโยบายในการส่งเสริมและการพัฒนาเศรษฐกิจในกลุ่มอย่างไร
ปองขวัญ วิเคราะห์ว่า ประเทศส่วนใหญ่เลือกไทย คงมองว่าไทยจะทำอะไรให้ประเทศในกลุ่มจี 77 ซึ่งมีอยู่ 100 กว่าประเทศได้บ้าง โดยเฉพาะในฐานะเป็นตัวแทนกลุ่มเพื่อไปเจรจากับประเทศที่พัฒนาแล้ว การไปเจรจาเรื่องใดๆ ไทยควรวางบทบาทในฐานะเป็นตัวแทนกลุ่มมากกว่าที่จะไปในนามประเทศไทยเพียงอย่างเดียว เพราะไปในฐานะตัวแทนกลุ่มจี77 จะทำให้มีน้ำหนักในการเจรจามากกว่า
“การเจรจาในกลุ่มจี77 ไม่น่าจะมีปัญหา เพราะเป็นประเทศกำลังพัฒนาด้วยกัน ซึ่งไม่ได้กำหนดทิศทางโลก แต่กับการไปเจรจากับประเทศพัฒนาแล้ว จะเจรจาอย่างไร อียูไม่รับการเจรจาภายใต้รัฐบาลเผด็จการ ขณะที่ประเทศสหรัฐจะผ่อนปรนท่าที แต่ก็รู้อยู่แล้วว่าสหรัฐเล่นการเมืองในภูมิภาคนี้ และมองไทยเป็นกลไกหนึ่งเท่านั้น”
ขณะที่ ปณิธาน วัฒนายากร นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์ ด้านการเมืองและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ กล่าวว่า การที่ประเทศไทยได้รับเลือกให้เป็นประธานกลุ่มจี77 ครั้งนี้ เพราะต้องการให้ช่วยประสานงานเพื่อผลักดันประเด็นการพัฒนาในหลายเรื่อง จึงทำให้ประเทศไทยได้รับความสนใจจากหลายประทศในกลุ่มจี77 ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะประเทศไทยประสบความสำเร็จในเรื่องการลดความยากจน จนทำให้ประเทศไทยมีรายได้อยู่ในขั้นปานกลาง แม้จะมีปัญหาการเมืองอยู่บ้าง อีกทั้งไทยเน้นพัฒนาสมดุลทั้งเกษตรกร อุตสาหกรรม การท่องเที่ยว และเปิดประเทศสู่สากลเป็นแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งถือเป็นหลักสำคัญ
ปณิธาน โฟกัสถึงโอกาสของประเทศไทยจากการได้รับตำแหน่งดังกล่าว ว่า การผลักดันในเรื่องต่างๆ ผ่านเวทีจี77 จะประสบความสำเร็จได้ก็ต่อเมื่อไทยไม่มีปัญหาการเมืองภายในประเทศเหมือนในอดีต ตอนนี้ถือเป็นโอกาสที่ดีที่การเมืองภายในของไทยมีความสงบ
“ถ้าทำสำเร็จ การลงทุน การค้า จะเข้ามาในไทย ซึ่งการผลักดันในเรื่องต่างๆ จะถือเป็นภาระของกระทรวงการต่างประเทศฝ่ายเดียวไม่ได้ ต้องช่วยกันทุกฝ่าย เพราะมีหลายประเทศต้องการพึ่งประเทศไทย ถ้าไม่เข้มแข็ง ทำงานไม่ได้ก็ยุ่งนิดหน่อย แต่ขึ้นอยู่กับการผลักดันจากหลายภาคส่วนให้ประเทศไทยกลับมายืนได้ดีขึ้น และถ้ามีเลือกตั้ง ทุกอย่างก็จะกลับมา” ปณิธาน สรุป







