
ไทยในเวทีโลก
ไทยถูกมหาอำนาจโลกกดดันอย่างหนักหน่วง ภายหลังกองทัพเข้ายึดอำนาจการปกครอง เมื่อวันที่ 22 พ.ค. 2557 ซึ่งปฏิเสธไม่ได้ว่าแรงกดดันดังกล่าวเป็นอุปสรรคต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ รวมทั้งยังมีผลกระทบต่อการดำเนินนโยบายการต่างประเทศ
ไทยถูกมหาอำนาจโลกกดดันอย่างหนักหน่วง ภายหลังกองทัพเข้ายึดอำนาจการปกครอง เมื่อวันที่ 22 พ.ค. 2557 ซึ่งปฏิเสธไม่ได้ว่าแรงกดดันดังกล่าวเป็นอุปสรรคต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ รวมทั้งยังมีผลกระทบต่อการดำเนินนโยบายการต่างประเทศ
การใช้เวทีการประชุมสมัชชาสหประชาติ ครั้งที่ 70 ณ นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ชี้แจงและแสดงเจตจำนงอันมุ่งมั่นของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ทำให้นานาประเทศสมาชิกต่างมีความเข้าใจต่อสถานการณ์ในประเทศไทยมากยิ่งขึ้น
การรับรองให้ประเทศไทยดำรงตำแหน่งประธานกลุ่ม G77 วาระปี 2559 จากที่ประชุมระดับรัฐมนตรีของกลุ่ม 77 ครั้งที่ 39 สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นต่อไทยในเวทีระหว่างประเทศ เป็นการแสดงความพร้อมและบทบาทนำในการสานต่อความร่วมมือระหว่างประเทศกำลังพัฒนา ซึ่งเป็นเวทีให้ประเทศสมาชิกส่งเสริมความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนาร่วมกัน
หากการทำหน้าที่นี้ประสบความสำเร็จ และทำให้ประเทศต่างๆ เห็นศักยภาพของไทยในการรักษาผลประโยชน์ของกลุ่มได้ ย่อมส่งผลดีต่อการลงสมัครชิงเก้าอี้สมาชิกไม่ถาวรของคณะมนตรีความมั่นคงสหประชาชาติ วาระปี 2560-2561
นอกจากนี้แล้ว ในฐานะผู้นำประเทศ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ยังได้กล่าวถ้อยแถลงถึงความพร้อมและการให้ความสำคัญต่อการปกป้องและส่งเสริมสิทธิมนุษยชน การให้ความสำคัญกับการพัฒนาที่มีคนเป็นศูนย์กลาง การขจัดความยากจนและความเหลื่อมล้ำในสังคม ฯลฯ
ที่สำคัญยิ่ง ผู้นำรัฐบาลได้ประกาศวิสัยทัศน์การพัฒนาประเทศต่อสมาชิกสหประชาชาติ ว่าจะมุ่งให้ความสำคัญกับการสร้างความสามัคคีของคนในชาติ สร้างความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจระหว่างไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน และพัฒนาประเทศไปในแนวทางที่จะไม่ส่งผลกระทบต่อประชากรรุ่นต่อไป
พล.อ.ประยุทธ์ ได้ตอกย้ำให้นานาประเทศเห็นด้วยว่า ไทยจะเข้มแข็งขึ้น และสามารถบรรลุเป้าหมายได้ต้องมีการปฏิรูปอย่างครบวงจร เพื่อนำไปสู่การมีประชาธิปไตยที่เข้มแข็ง ประเทศมีความมั่นคง ประชาชนดำรงชีวิตโดยปราศจากความกลัว ความหิวโหย และได้รับโอกาสในการพัฒนาให้เป็นคนดี มีคุณภาพ และอุดมด้วยปัญญา ฯลฯ
ขณะเดียวกัน ผู้นำของไทยยังได้มีโอกาสหารือทวิภาคีกับผู้นำบางประเทศ ซึ่งเป็นโอกาสอันดีสำหรับการส่งเสริมความสัมพันธ์ทวิภาคีในสาขาต่างๆ เพื่อผลประโยชน์ร่วมกันระหว่างประเทศและประชาชนทั้งสองฝ่าย
ความเข้าใจต่อประเทศในทางที่ดีขึ้นจากเวทีสหประชาชาติในครั้งนี้ ถือเป็นการเตรียมพร้อมที่ดีของทีมเจ้าหน้าที่กระทรวงการต่างประเทศ ทีมเอกอัครราชทูตผู้แทนถาวรไทยประจำยูเอ็น ทำให้ไทยสามารถแหวกม่านความกดดันและเรียกความเชื่อมั่นได้มากยิ่งขึ้น
นับแต่นี้เหลือเพียงการปฏิบัติให้เป็นที่ประจักษ์ว่า ไทยจะได้รับการพัฒนาก้าวสู่ความยั่งยืนได้ โดยมีคนเป็นศูนย์กลางการกำหนดอนาคตประเทศร่วมกัน







