
ลมหายใจทีวีดิจิทัล
โดย...น.ต.วรวิทย์
โดย...น.ต.วรวิทย์
วันนี้ คือ 1 ปีครึ่งของการเริ่มออกอากาศของทีวีดิจิทัลตั้งแต่เมื่อวันที่ 1 เม.ย. 2557 ด้วยความตั้งใจที่จะทลายกำแพงของทีวีระบบอะนาล็อกที่คนไทยเราคุ้นชิน ให้มีทีวีดิจิทัลที่ออกอากาศด้วยภาพและเสียงคุณภาพสูง ชัดเจน ไม่มีสัญญาณรบกวน และที่สำคัญมากคือ การมีจำนวนช่องทีวีมากขึ้นจากเดิม 6 ช่อง เป็นมากกว่า 20 ช่องแล้ว ทำให้เราๆ ท่านๆ มีทางเลือกและโอกาสในการรับชมรายการที่มีเนื้อหารูปแบบต่างๆ ได้หลากหลายยิ่งขึ้น ผู้ผลิตไม่ต้องง้อหรือเอาใจช่องทีวีเดิมๆ เหมือนแต่ก่อน เปิดเพิ่มพื้นที่ทางความคิดให้กับทีมงานผู้ผลิตได้แสดงศักยภาพมากขึ้น
การส่งและรับภาพทีวีในระบบดิจิทัลทำได้ 3 ทาง คือ ผ่านสายเคเบิล ผ่านดาวเทียม และผ่านโทรทัศน์ภาคพื้นดิน โดยของไทยเลือกที่จะใช้ผ่านโทรทัศน์ภาคพื้นดิน โดยมีกระบวนการที่เกี่ยวข้อง 3 ขั้นตอน คือ การเริ่มใช้ การส่งเสริมให้เปลี่ยนไปใช้ และสุดท้าย เลิกใช้ระบบเดิม
ปัญหาต่างๆ ตั้งแต่การกำหนดราคาประมูลขั้นต่ำของช่องทีวีแต่ละประเภท นำไปสู่การประมูลได้ในราคาค่อนข้างสูง ผู้ประกอบการตัดสินใจสู้ราคา แล้วเลือกที่จะตายเอาดาบหน้า ทั้งที่รู้ตัวอยู่ก่อนแล้วว่าต้นทุนหรือสายป่านในการทำช่องทีวีให้อยู่รอดได้นั้นค่อนข้างสูง อาจต้องขาดทุนก่อน 2 ปี บวกๆ แต่ก็ยังสู้เพื่อให้ได้สิทธินี้ก่อน สิ่งนี้เป็นของใหม่และจำนวนช่องมีมาก ต้องใช้เวลาสร้างความรับรู้ ในบางประเทศใช้เวลา 7-10 ปี ความหนักอึ้งคือทำแล้วหยุดไม่ได้ บวกกับเงินลงทุนประมูลที่ลงไปกว่า 5 หมื่นล้านบาท และแต่ละวันยังต้องมีเม็ดเงินในการผลิตเนื้อหารายการอีกปีละ 2,000 ล้านบาท สู้กับคู่แข่งที่อยู่มาก่อนทั้งทีวีในระบบเคเบิลและดาวเทียม ซึ่งแข็งแกร่งไม่น้อย
ส่วนการเตรียมความพร้อมของ กสทช. ทั้งโครงข่าย ความเสถียรของช่องสัญญาณ การทำให้ประชาชนสามารถได้ชมรายการของทีวีดิจิทัลนี้ได้อย่างทั่วประเทศ ตลอดจนการลดการรับชมจากทีวีอะนาล็อกเดิม ปัจจัยเหล่านี้ยังไม่สมบูรณ์โดยยังมีปัญหาในการแจกคูปอง เพื่อแลกซื้อกล่องรับสัญญาณทีวีดิจิทัล ฯลฯ ทั้งหมดนี้กระทบต่อรายได้โฆษณาของช่องทีวีจนผลประกอบการไม่ค่อยดี การขอไม่จ่ายเงินค่าประมูลในงวดที่ 2 หรือจะขอคืนใบอนุญาตเพื่อเลิกกิจการทีวีดิจิทัล รวมถึงการฟ้องร้อง กสทช. ฐานไม่ปฏิบัติตามสัญญาฯ
เราลองมาตรวจสุขภาพของทีวีดิจิทัลว่าจะรอดหรือไปต่อกันไหวไหม เริ่มที่ข้อมูลเดือน ส.ค. 2558 สัดส่วนของผู้รับชมรายการจากโทรทัศน์ช่องเดิม 6 ช่อง กับช่องใหม่ 21 ช่อง คือ 64 ต่อ 36 นั่นคือช่องใหม่ทั้งหมดมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้นและมีผู้ชมเฉพาะกลุ่มมากขึ้น จุดเปลี่ยนใหม่ๆ เช่น ความฉับไวในการรายงานข่าวอย่างใกล้ชิด กรณีเหตุที่ศาลพระพรหม แยกราชประสงค์ มีทั้งการถ่ายทอดสดและประมวลภาพ สู้กับช่วง Prime Time ของละครและวาไรตี้บันเทิงได้เลย ค่าความนิยมในวันนั้นของช่องใหม่เพิ่มขึ้นเฉลี่ยมากถึง 4 เท่าทีเดียว
ขณะที่มูลค่าการโฆษณาในเดือน ก.ค. 2558 ยังคงเติบโตขึ้นเรื่อยๆ ล่าสุดสูงถึง 8,300 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนประมาณ 200 ล้านบาท และถ้าเทียบปีต่อปี เป็นการเพิ่มจากในส่วนของช่องใหม่มากถึง 2,500 ล้านบาท เติบโต 316% ส่วนช่องเก่าลดลง 400 ล้านบาท หรือ 8% ผลจากกฎ Must Carry ย่อมเพิ่มความง่ายในการเข้าชมรายการได้ดียิ่งขึ้น สุดท้ายเรื่อง Rating ช่องใหม่หลายช่องเริ่มมีความนิยมแซงช่องเดิมบางช่องแล้ว
หนทางเพิ่มหรือต่อลมหายใจของทีวีดิจิทัลน่าจะเริ่มจากปรับลดต้นทุนการบริหารบางส่วน และเพิ่มศักยภาพของบุคลากรมากขึ้น ต้นทุนด้านคนในช่วง 1 ปีมานี้ค่อนข้างสูงมาก ควรใช้แนวโน้มความนิยมการถ่ายทอดสดกีฬาต่างๆ โดยเฉพาะฟุตบอลไทยและต่างประเทศ ที่บางช่องลงทุนใช้ไมโครโฟนมากถึง 16 จุด รอบสนามในการถ่ายทอดฟุตบอล ยังมีมวยไทยและมวยสากล และที่ต้องไม่ลืมคือ วอลเลย์บอล ที่เป็นกระแสนำโด่ง มีแฟนคลับติดตามจำนวนมาก
ภาครัฐเองน่าจะลองพิจารณาช่วยเหลือในประเด็นต่อไปนี้ได้ในภาวะเศรษฐกิจเช่นนี้ เริ่มตั้งแต่เรื่องการควบรวมกิจการของทีวีดิจิทัล เพราะมีระเบียบรองรับบ้างแล้ว แต่ต้องไม่ให้เกิดกรณีครอบงำสื่อหลายช่องในเวลาเดียวกัน หรือการลดการจ่ายค่าธรรมเนียมใบอนุญาตที่กำหนดไว้ไม่เกิน 2% ของรายได้ก่อนหักค่าใช้จ่ายให้ลดลงชั่วคราวเป็นระยะเวลาหนึ่ง หรือการช่วยซื้อข้อมูล Rating เพื่อให้ทุกช่องได้ใช้ร่วมกัน หรือการลดค่ายิงขึ้นดาวเทียมตามกฎ Must Carry เดือนละ 5 ล้านบาท โดยอาจใช้เงินจากกองทุนวิจัยและพัฒนาฯ ที่ กสทช.เรียกเก็บจากผู้ประกอบการอีก 2% แต่ส่วนเงินประมูลลดไม่ได้ ฝั่งผู้ประกอบการเองต้องไม่ใช้สงครามราคาค่าโฆษณา ต้องรวมตัวเพื่อต่อรองกับเอเยนซีโฆษณา เพราะตอนนี้เม็ดเงินโฆษณาทั้งตลาดยังขยายตัวไม่ทัน
การใช้กฎระเบียบภาครัฐเพื่อควบคุมกำกับดูแลเศรษฐกิจ หลายเรื่องเป็นการพอกพูนภาระทั้งในแง่ปริมาณ ความซับซ้อน ล่าช้า ในที่สุดจะเป็นต้นทุนสำคัญของทั้งภาคเอกชนและภาครัฐ ภาครัฐจึงควรต้องช่วยลดต้นทุนทั้งทางตรงและทางอ้อมให้มากพอเท่าที่ไม่เสียหลักการใหญ่ ในส่วนภาคธุรกิจนั้น จะยั่งยืนได้คงต้องทิ้งเป้าหมายเดิมที่เน้นผลกำไรสูงสุดต่อผู้ถือหุ้น เปลี่ยนไปสู่การแสดงความรับผิดชอบต่อผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ทั้งผู้ถือหุ้น พนักงาน ผู้บริโภค คู่ค้า เจ้าหนี้ ชุมชน รัฐ สังคม เพราะวันนี้ถ้าจะรอด คงจะรอดด้วยกันทุกคน ไม่ใช่รอดเพียงใครคนหนึ่งคนใดแล้วครับ







