posttoday
วิกฤตฉาว ‘โฟล์คสวาเกน’  หวั่นทำศก.เมืองเบียร์แตะเบรก

วิกฤตฉาว ‘โฟล์คสวาเกน’ หวั่นทำศก.เมืองเบียร์แตะเบรก

25 กันยายน 2558

โดย...ธนพล ไชยภาษี

โดย...ธนพล ไชยภาษี

กลายเป็นทั้งปัญหาและความน่าอับอายอย่างที่สุดต่อวิกฤตที่เกิดขึ้นกับกรณีการโกงผลการทดสอบของโฟล์คสวาเกนผู้ผลิตยานยนต์รายใหญ่ของเยอรมนี ที่มีการแอบติดตั้งระบบซอฟต์แวร์ไว้ในรถยนต์เครื่องยนต์ดีเซลของบริษัท เพื่อให้ผ่านการตรวจสอบมาตรฐานการปล่อยมลพิษ ซึ่งทำให้บริษัทนอกจากเสียชื่อเสียงอย่างรุนแรงแล้ว ยังถึงกับทำให้ มาร์ติน วินเตอร์คอร์น ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหารของบริษัท ต้องประกาศลาออกจากตำแหน่งแล้วในที่สุด ภายหลังจากที่นั่งอยู่ในเก้าอี้ดังกล่าวมาเกือบทศวรรษ

กรณีดังกล่าวส่งผลให้โฟล์คสวาเกนต้องเผชิญหน้ากับการตรวจสอบอย่างเข้มงวดจากหลายๆ ประะเทศ โดยเฉพาะสหรัฐที่ถึงกับระบุว่า “จะไม่มีทางปล่อยให้บริษัทเอกชนใดหลอกขายสินค้ากับประชาชนอเมริกันได้” และคาดว่าโฟล์คสวาเกนจะถูกปรับเป็นเงินสูงถึง 1,800 ล้านเหรียญสหรัฐ

ทั้งนี้ ซอฟต์แวร์ดังกล่าวจะได้รับการเปิดให้ทำงานในช่วงที่มีการทดสอบการปล่อยมลภาวะ ซึ่งจะทำให้ระดับมลภาวะที่ปล่อยออกมาจากเครื่องยนต์ดีเซลนั้นต่ำกว่าเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด แต่ทว่าข้อเสียก็คือ จะทำให้กำลังของเครื่องยนต์ลดลง แต่ถ้าหากระบบซอฟต์แวร์ดังกล่าวถูกปิดลง ก็จะทำให้รถปล่อยมลภาวะออกมาในปริมาณที่มากกว่าที่กฎหมายกำหนด แต่จะทำให้เครื่องยนต์มีกำลังที่แรงขึ้น

นอกจากนั้น ในเยอรมนีเองก็จะมีการเข้ามาตรวจสอบในเรื่องนี้ รวมไปถึงในเกาหลีใต้ด้วย ทั่วโลกคาดว่าจะมีรถยนต์ของโฟล์คสวาเกนที่ติดตั้งซอฟต์แวร์โกงดังกล่าวอยู่มากถึง 11 ล้านคัน และทางบริษัทอาจจะมีค่าใช้จ่ายสูงมากกว่า 3,800 ล้านเหรียญสหรัฐ ในการเรียกคืนเพื่อแก้ไขปัญหาเหล่านั้น รวมไปถึงค่าใช้จ่ายอื่นๆ ด้วย

ถ้าหากมองกันอย่างผิวเผิน จะเห็นว่าปัญหานี้คือวิกฤตที่เกิดขึ้นกับบริษัทเอกชนเพียงแห่งหนึ่งแห่งเดียวเท่านั้น แต่ถ้าหากมองกันให้ลึกลงไปจะยิ่งพบว่า วิกฤตที่เกิดขึ้นกับโฟล์คสวาเกนนั้นอาจจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิของเยอรมนีโดยรวมทีเดียว

เพราะต้องไม่ลืมว่า ภาคการผลิตยานยนต์ในเยอรมนีนั้นถือเป็นอุตสาหกรรมที่ใหญ่ที่สุดของอุตสาหกรรมทั้งหมดของประเทศเยอรมนี และโฟล์คสวาเกนเองนั้นถือว่าเป็นบริษัทผู้ผลิตรถยนต์ที่ใหญ่ของเยอรมนี และมีการจ้างงานมากที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศ โดยมีการจ้างงานทั้งสิ้นถึง 2.7 แสนคนทีเดียว และยังมีอีกจำนวนมากที่เป็นแรงงานทำงานในบริษัทของเหล่าซัพพลายเออร์

คาร์สเทน เบอร์เซสกี หัวหน้าคณะนักเศรษฐศาสตร์จากไอเอ็นจี มองว่า ปัญหาของโฟล์คสวาเกนนั้นได้สร้างความเสี่ยงให้กับเศรษฐกิจเยอรมนีมากกว่าวิกฤตหนี้กรีซเสียอีก

แน่นอนว่า วิกฤตหนี้กรีซนั้นผลกระทบที่เกิดขึ้นคือผลกระทบทางอ้อมที่ทำให้ความเชื่อมั่นทางธุรกิจลดลง โดยที่ผลกระทบโดยตรงต่อเยอรมนีนั้นถือว่าน้อยมาก แม้ว่าเยอรมนีจะเป็นผู้ลงขันให้ความช่วยเหลือ
กรีซมากที่สุดก็ตาม

แต่ทว่าเมื่ออะไรก็ตามได้เกิดขึ้นกับภาคอุตสาหกรรมยานยนต์ที่ถือว่ามีขนาดใหญ่ที่สุดของประเทศนั้น ก็จะยิ่งเป็นการส่งแรงกระเพื่อมไปยังตลาดแรงงานในประเทศ และส่งผลต่อความเชื่อมั่นของยี่ห้อ “เมด อิน เยอรมนี” อย่างหนักอีกด้วย

“ถ้าหากยอดขายของโฟล์คสวาเกนตกลงในตลาดอเมริกาเหนือในช่วงไม่กี่เดือนหลังจากนั้น ก็จะส่งผลกระทบไม่เพียงแต่บริษัท โฟล์คสวาเกน ที่จะต้องเจ็บตัว แต่ทว่าเศรษฐกิจเยอรมนีก็จะได้รับผลกระทบรุนแรงเช่นกัน

เยอรมนีถือว่าเป็นประเทศที่มีการส่งออกมาเป็นอันดับ 2 ของโลก รองจากจีนเท่านั้น ดังนั้นไม่ว่าจะเกิดออะไรขึ้นกับการส่งออกย่อมที่จะสร้างความเสี่ยงให้กับเศรษฐกิจของประเทศในทันที เฉพาะในตลาดสหรัฐนั้น เมื่อปีที่แล้วโฟล์คสวาเกนมียอดขายสูงถึง 6 แสนคัน หรือคิดเป็นราว 6% ของยอดขายทั้งหมดทั่วโลกซึ่งอยู่ที่ 9.5 ล้านคัน

นอกเหนือจากที่เกิดความหวั่นเกรงว่าโฟล์คสวาเกนอาจจะต้องตัดลดคนงานลงหลังจากเกิดวิกฤตในครั้งนี้และเกิดค่าใช้จ่ายตามมาด้วย วิกฤตที่เกิดขึ้นยังทำให้หลายฝ่ายหวั่นเกรงว่าปัญหาจะลุกลามไปยังความ
เชื่อมั่นของบริษัทผู้ผลิตรถยนต์อื่นๆ สัญชาติเยอรมัน ไม่ว่าจะเป็นเดมเลอร์ หรือ บีเอ็มดับเบิลยูด้วย

เมื่อวันพุธที่ผ่านมานั้น รัฐบาลเยอรมนีได้ยืนกรานว่า อุตสาหกรรมยานยนต์นั้นถือเป็นหนึ่งในเสาหลักของเศรษฐกิจประเทศ โดยที่ผ่านมานั้นการสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ ในอุตสาหกรรมนั้นได้สร้างสรรค์ให้เกิดตำแหน่งงานขึ้นเป็นจำนวนมาก แต่กระนั้นนักเศรษฐศาสตร์ก็กลับมองว่า การที่เยอรมนีพึ่งพาอุตสาหกรรมยานยนต์มากเกินไปนั้นจะกลับกลายเป็นความเสี่ยงของเยอรมนีด้วยเช่นกัน

รอยเตอร์สรายงานอ้าง มาร์ติน กอร์นนิง ผู้เชี่ยวชาญจากสถาบันคลังสมอง “ดีไอดับเบิลยู” มองว่า ถ้าหากยอดขายรถยนต์ของเยอรมนีปรับตัวลดลง นั่นไม่เพียงแต่จะส่งผลกระทบต่อโฟล์คสวาเกนโดยตรง แต่ยังจะส่งผลกระทบต่อไปยังบรรรดาซัพพลายเออร์จำนวนมาก และในที่สุดก็จะเป็นปัญหาใหญ่ของเศรษฐกิจทั้งระบบ

ทั้งนี้ ในปี 2014 แรงงานที่ทำอยู่ในภาคอุตสาหกรรมยานยนต์ของเยอรมนีนั้นอยู่ที่ประมาณ 7.75 แสนคน หรือคิดเป็นราว 2% ของแรงงานทั้งหมดในประเทศ แต่ต้องไม่ลืมว่า สินค้าประเภทรถยนต์และชิ้นส่วนรถยนต์นั้น ถือว่าเป็นสินค้าส่งออกที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดของเยอรมนีทีเดียว โดยคิดเป็นมูลค่าสูงถึง 2 แสนล้านยูโร ในปี 2014 หรือคิดเป็นราว 1 ใน 5 ของมูลค่าการส่งออกของเยอรมนีทั้งหมด

“แน่นอนว่า นั่นเพราะเหตุใดความอื้อฉาวที่เกิดขึ้นกับโฟล์คสวาเกนในครั้งนี้ถึงส่งผลกระทบไปยังแกนหลักของเศรษฐกิจเยอรมนีด้วย” ไมเคิล ฮูเธอร์ หัวหน้าสถาบันเศรษฐกิจไอดับเบิลยู กล่าว

แต่กระนั้น ก็ยังมีหลายฝ่ายที่ยังเชื่อมั่นว่าปัญหาที่เกิดขึ้นกับบริษัทๆ เดียวนั้นไม่น่าจะส่งผลรุนแรงถึงขนาดที่จะทำให้เกิดแรงสั่นสะเทือนต่อภาคอุตสาหกรรมยานยนต์ทั้งหมดของประเทศได้

“ผมไม่คิดว่าอุตสาหกรรมยานยนต์ของเยอรมนีจะพากันดิ่งเหวกันไปได้ทั้งหมด” เจอร์เกน เครมเมอร์ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์จากธนาคารคอมเมิร์ซแบงก์ กล่าว

“ไม่น่าจะส่งผลให้เกิดภาวะถดถอยขึ้นเพียงเพราะบริษัทเพียงแห่งเดียว”

เช่นเดียวกันกับทางด้านสมาพันธ์ผู้ค้าแห่งเยอรมนี บีจีเอ ที่แสดงความเชื่อมั่นว่า ในขณะนี้ยังไม่มีลูกค้าในต่างประเทศที่เริ่มแสดงความเคลือบแคลงใจต่อสินค้าของเยอรมนี

“ยังไม่เกิดความวิตกกังวลสงสัยขึ้นกับตรา เมด อิน เยอรมนี แต่อย่างใด” อังเดร ชวาซ ผู้อำนวยการจัดการของบีจีเอ กล่าว

เศรษฐกิจเยอรมนีแข็งแกร่งพอที่จะต้านทานวิกฤตหนี้กรีซมาแล้ว สามารถต้านทานกับกระแสโลกโดยเฉพาะการชะลอตัวของเศรษฐกิจยักษ์ใหญ่อย่างสหรัฐและจีนมาแล้วเช่นกัน แต่เยอรมนีกลับจะมาตกม้าตายเอาง่ายกับปัญหาที่เกิดขึ้นกับบริษัทเพียงแห่งเดียวขนาดนั้นเชียวหรือ

กระนั้น ก็ถือว่าเป็นคำถามที่น่าคิดไม่น้อย เพราะต้องไม่ลืมว่าในอดีตภาคการเงินของสหรัฐนั้นเคยพังไม่เป็นท่าเพียงเพราะวาณิชธนกิจอย่างเลห์แมน บราเธอร์ส เพียงแห่งเดียวล้มละลายมาให้เห็นกันแล้ว ก่อนที่จะลุกลามกลายเป็นวิกฤตเศรษฐกิจโลกในที่สุดเช่นกัน...

ข่าวล่าสุด

EmbeddingGemma 2 โมเดล AI ใหม่จาก Google รันได้บนสมาร์ทโฟน

EmbeddingGemma 2 โมเดล AI ใหม่จาก Google รันได้บนสมาร์ทโฟน