
ไซเบอร์เดือด! จีน-สหรัฐต้องหย่าศึก
โดย...ก้องภพ เทอดสุวรรณ
โดย...ก้องภพ เทอดสุวรรณ
หนึ่งในประเด็นสำคัญที่จะละเลยการหยิบยกเอามาถกไม่ได้สำหรับการพบปะกันระหว่างผู้นำ 2 มหาอำนาจ ประธานาธิบดี สีจิ้นผิง แห่งแดนมังกร ต้องบุกไปคุยกับ บารัก โอบามา ถึงแผ่นดินเมืองลุงแซมเลยทีเดียว คือประเด็น การโจมตีทางไซเบอร์ ซึ่งกลายเป็นบาดแผลขนาดใหญ่ในความสัมพันธ์ของสองมหาอำนาจ และสุ่มเสี่ยงที่จะทวีความรุนแรงมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง
สงครามไซเบอร์ระหว่างทั้งสองมหาอำนาจกลายเป็นการตอบโต้กันอย่างชัดเจนมากขึ้น ขณะที่ผู้มีส่วนร่วมเริ่มเข้าไปมีส่วนพัวพันหลายฝ่าย จนขยายวงกว้างไปถึงระดับรัฐบาลต้องลงมาเกี่ยวข้องด้วย โดยปกติแฮ็กเกอร์จาก 2 มหาอำนาจประลองกำลังกันผ่านโลกเสมือนเป็นปกติอยู่แล้ว ทั้งความพยายามในการเจาะฐานข้อมูลเพื่อขโมยข้อมูลทางธุรกิจไปจนถึงการทำลายฐานข้อมูลทิ้ง
อย่างไรก็ตาม ในช่วงหลังมานี้การโจมตีระหว่างทั้งสองฝ่ายปะทุบ่อยขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ มีหลักฐานยืนยันชัดเจนจากสำนักงานความมั่นคงแห่งชาติสหรัฐ (เอ็นเอสเอ) ระบุว่า ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา แฮ็กเกอร์ที่มีฐานปฏิบัติการในจีนประสบความสำเร็จในการโจมตีฐานข้อมูลของธุรกิจและหน่วยราชการในสหรัฐกว่า 600 ครั้ง
ด้านสหรัฐเองก็มีข้อมูลการโจมตีไซเบอร์ในจีนไม่แพ้กัน จากการเปิดเผยของ เอ็ดเวิร์ด สโนว์เดน อดีตลูกจ้างของเอ็นเอสเอ ที่ออกมาแฉว่า เอ็นเอสเอดำเนินปฏิบัติการสืบราชการลับ โดยมีเป้าหมายอยู่ที่หน่วยงานราชการจีน อย่างมหาวิทยาลัย ภาคธุรกิจ นักการเมืองมาตั้งแต่ปี 2009
ถือเป็นหนึ่งในการโจรกรรมข้อมูลที่กระทำโดยสหรัฐที่มีมากถึง 6.1 หมื่นครั้ง
การออกวาดลวดลายระหว่างแฮ็กเกอร์ทั้งสองฝ่ายมากขึ้นในสมรภูมิไซเบอร์ ในท้ายที่สุดย่อมกระทบกระเทือนต่อถึงระดับความสัมพันธ์ในระดับระหว่างรัฐต่อรัฐ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อการปฏิบัติการของแฮ็กเกอร์ทั้งสองฝ่ายก่อให้เกิดความเสียหายมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ตามการรายงานของ เทคครันช์ เว็บไซต์ข่าวสารด้านเทคโนโลยีแดนอินทรี แฮ็กเกอร์แดนมังกรเคยก่อเหตุการณ์โจมตีครั้งใหญ่กับธุรกิจสหรัฐหลายครั้ง
หนึ่งในนั้นคือกรณีที่สายลับจีนใช้คนกลางในการเจาะระบบฐานข้อมูลของผู้ใช้ “ไอคลาวด์” ซึ่งเป็นระบบฐานข้อมูลออนไลน์ขนาดใหญ่ของ แอปเปิ้ล อิงค์ผู้ผลิตไอโฟน หากสามารถเจาะระบบได้จะสามารถเข้าถึงข้อมูลส่วนตัวของผู้ใช้ไอโฟนและไอแพดเกือบทั่วโลก
รายงานระบุว่า สไตล์การโจมตีดังกล่าว คล้ายกับกรณีการเจาะฐานข้อมูลของบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่อย่าง ไมโครซอฟท์ ยาฮู และกูเกิล หมายความว่าปฏิบัติการนี้ไม่ใช่ครั้งแรกอย่างแน่นอน นอกจากนี้ยังมีการแอบดักฟังข้อมูล รวมถึงการปลอมเป็นผู้ให้บริการต่างๆ เพื่อหลอกเอาข้อมูลของผู้ใช้อีกด้วย
ไม่เฉพาะแต่ธุรกิจด้านเทคโนโลยีเท่านั้น แต่ยังรวมถึงธุรกิจการบินอย่าง โบอิ้ง และล็อกฮีด มาร์ติน โดยมีเป้าหมายสำคัญเพื่อการขโมยข้อมูลเกี่ยวกับโครงการทางการทหาร ซึ่งเกี่ยวโยงกับโครงการเครื่องบินรบรุ่นใหม่ อย่าง เอฟ-22 และ เอฟ-35 ด้วยเช่นกัน
นอกจากความพยายามในการโจรกรรมข้อมูลแล้วยังมีความพยายามทำลายระบบข้อมูลให้ใช้งานไม่ได้อีกด้วย โดยในเดือน มี.ค.ปีนี้ มีรายงานว่า มีการส่งโจมตีไซเบอร์ขนานใหญ่ด้วยการยิงข้อมูลเข้าสู่เซิร์ฟเวอร์ (ดีดีโอเอส) จนระบบล่ม โดยเว็บไซต์ที่ถูกโจมตีคือ จิตฮับ ซึ่งเป็นเว็บไซต์ขององค์กรที่ได้รับการขึ้นบัญชีดำในจีน
และการโจมตีไซเบอร์ก็ดำเนินมาถึงจุดที่ตึงเครียดที่สุดในช่วงเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา เมื่อมีการเจาะระบบเข้าไปในสำนักงานการจัดการงานบุคคลของสหรัฐ (โอพีเอ็ม) ซึ่งเป็นฐานข้อมูลที่เก็บข้อมูลบุคคลและข้อมูลอ่อนไหวสูงของข้าราชการกว่า 20 ล้านคน รวมถึง เลขที่ประกันสังคม อัตราว่างงาน ข้อมูลอาชญากรรม ประวัติทางการเงิน และเป็นไปได้ว่าอาจจะรวมถึงลายนิ้วมือด้วย
“การโจมตีฐานข้อมูลของโอพีเอ็มถือเป็นการโจมตีที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์สหรัฐโดยการเปิดทางผ่านโทรจัน และใช้มัลแวร์ในการโจรกรรมข้อมูลออกไป แน่นอนว่าเป็นรูปแบบการโจมตีที่ยากจะป้องกัน แต่โอพีเอ็มถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักที่ไม่มีมาตรการป้องกัน” รายงานระบุ
ในการโจมตีครั้งนี้ ทั้งนักวิเคราะห์และนักวิจัยจากหลายสำนักยืนยันตรงกันว่า “รัฐบาลจีน” เป็นผู้ต้องสงสัยที่มีความเป็นไปได้มากที่สุดว่าจะอยู่เบื้องหลังเหตุการณ์ดังกล่าว
แน่นอนว่า รัฐบาลจีนรีบออกมาปฏิเสธการมีส่วนร่วมในการโจมตีดังกล่าวโดยทันที อย่างไรก็ตามรายงานจากทางกองทัพจีนซึ่งเผยแพร่เมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมากลับมีตอนหนึ่งระบุว่า “รัฐบาลมีปฏิบัติการโจรกรรมข้อมูลและมีสหรัฐเป็นเป้าหมายอันดับหนึ่ง”
ความเคลื่อนไหวดังกล่าวส่งผลให้สหรัฐดำเนินมาตรการตอบโต้การโจมตีของฝ่ายจีนบ้าง โดยเทคครันช์ ระบุว่า ตามปกติแล้วสหรัฐมีแนวนโยบายในการตอบโต้การโจมตีทางไซเบอร์ในเชิงรับมากกว่าเชิงรุก และใช้นโยบายเชิงป้องกันมากกว่าจะโจมตีกลับ
แต่ทว่า การโจมตีที่ทวีความรุนแรงขึ้นและกระทบกระเทือนต่อความมั่นคงของสหรัฐ กลายเป็นเงื่อนไขที่ทำให้รัฐบาลสหรัฐจำเป็นต้องปรับยุทธศาสตร์การป้องกันการโจมตีไซเบอร์และมีความเป็นไปได้ที่จะใช้นโยบายที่มีความก้าวร้าวมากขึ้น
เมื่อเดือน พ.ค. 2014 ที่ผ่านมา กระทรวงยุติธรรมของจีนตัดสินใจตั้งข้อกล่าวหาเจ้าหน้าที่ของทางการจีน 5 รายว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการโจรกรรมข้อมูล ถือเป็นครั้งแรกที่สหรัฐกล่าวโทษเจ้าหน้าที่ของทางการจีนอย่างเป็นทางการ นอกจากนี้วอชิงตันยังเตรียมแผนที่จะใช้คว่ำบาตรต่อธุรกิจหรือกลุ่มบุคคลในแดนมังกร ซึ่งสหรัฐเชื่อว่าเกี่ยวข้องกับการโจมตีไซเบอร์สหรัฐ
สภาพความตึงเครียดที่ทวีขึ้นอย่างรุนแรงระหว่างทั้งสองฝ่าย ทำให้นอกจากประเด็นความขัดแย้งที่เห็นเป็นรูปธรรมอย่างข้อพิพาทเรื่องเขตแดนในทะเลจีนใต้ระหว่างจีนกับพันธมิตรของสหรัฐแล้ว จึงมีความขัดแย้งในสงครามไซเบอร์ที่เป็นประเด็นร้อนแรงของการพบปะกันระหว่างผู้นำ 2 มหาอำนาจ
ยืนยันได้จากถ้อยแถลงของสีจิ้นผิง ผู้นำแดนมังกร ที่ระบุว่า เจ้าตัวกำลังมองหาความเป็นไปได้ที่จะผ่อนคลายความกังวลในความขัดแย้งระหว่างประเทศของทั้งสองฝ่าย รวมถึงกรณีไซเบอร์แอด
แท็กด้วยเช่นกัน ผลการเจรจาจะเป็นอย่างไรต่อไป ถือเป็นเรื่องที่น่าจับตาไม่น้อยทีเดียว
อย่างไรก็ตาม จีนไม่ใช่ตัวการใหญ่ที่สหรัฐต้องเจรจาด้วยเท่านั้น หากต้องการยุติการโจมตีไซเบอร์จริง เพราะนอกจากจีนแล้วก็ยังมีบรรดาแฮ็กเกอร์จาก 2 คู่แข่ง อย่างรัสเซียและเกาหลีเหนือที่ยังค่อยป่วนสหรัฐอยู่เช่นกัน







