
เศรษฐกิจขาลง ลดดอกเบี้ย ช่วยได้แค่พยุง
โดย...พรสวรรค์ นันทะ
โดย...พรสวรรค์ นันทะ
การดำเนินนโยบายดอกเบี้ยมีความสำคัญต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจก็จริง แต่มักใช้ได้ดีในยามที่ต้องเบรกความร้อนแรงทางเศรษฐกิจ มากกว่าที่จะใช้กระตุ้นให้เศรษฐกิจที่กำลังป้อแป้ให้กลับมาฟื้นตัวดีขึ้น
ยกตัวอย่างเช่น หากเศรษฐกิจเติบโตรวดเร็ว คนใช้จ่ายสูง มีการลงทุนสูงในบางภาคอุตสาหกรรม จนเกิดการเก็งกำไรในบางธุรกิจ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ก็สามารถขยับดอกเบี้ยให้สูงขึ้น เพื่อทำให้คนกู้เงินมาใช้จ่ายน้อยลงได้
ต่างจากสถานการณ์ในปัจจุบัน ที่คนขาดความมั่นใจในทิศทางเศรษฐกิจและการเมือง การใช้จ่ายหรือกำลังซื้อในประเทศก็น้อย ส่งผลให้การลงทุนต่ำ การลดดอกเบี้ยลงต่ำกว่าปัจจุบันที่ 1.5% ซึ่งเป็นระดับที่ต่ำอยู่แล้วนั้น แทบจะไม่ได้ช่วยให้อะไรๆ ดีขึ้นเลย
ฉะนั้น ภาวะนี้จึงดูเหมือนนโยบายการคลังจะทำหน้าที่ในการกระตุ้นได้ดีกว่า และหากลองเปรียบเทียบดูกับหลายประเทศที่เผชิญปัญหาเศรษฐกิจกันก่อนหน้านี้ ก็จะพบว่าส่วนใหญ่จำเป็นต้องอัดนโยบายการคลังเข้ากระตุ้นเศรษฐกิจกันทั้งสิ้น เพราะเห็นผลรวดเร็วกว่านโยบายดอกเบี้ย และยังได้ผลดีกว่าในเชิงจิตวิทยาที่กระตุ้นความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจและผู้บริโภคในประเทศด้วย
ขณะที่นโยบายการเงินหรือดอกเบี้ยจึงได้แต่คงไว้เพื่อประคับประคองเศรษฐกิจให้ผ่านพ้นช่วงยากลำบากนี้ไปก่อนเท่านั้น บวกกับระดับดอกเบี้ยในปัจจุบันก็เหลือช่องที่จะใช้ได้ไม่มากแล้ว
เพราะนโยบายดอกเบี้ยยังต้องเหลือเผื่อไว้รับมือกับสถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่ยังไม่แน่นอน โดยเฉพาะจากตลาดการเงินโลกที่อาจจะผันผวนตามทิศทางของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ที่อาจจะเริ่มขยับขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรกในรอบเกือบ 10 ปี ในการประชุมวันที่ 17 ก.ย.นี้ (ตามเวลาในสหรัฐ) และยังต้องเผื่อไว้รับมือกับเศรษฐกิจที่ไม่สู้ดีของจีน ที่เป็นประเทศคู่ค้าอันดับ 1 ของไทยและอาเซียนด้วย
แม้ว่าสถานการณ์ทางการเมืองของไทยที่เปราะบาง จะดึงดูดให้นักลงทุนต่างชาติเข้ามายังตลาดหุ้นและตลาดตราสารหนี้ไทยน้อยกว่าประเทศเพื่อนบ้านในช่วงไม่กี่ปีมานี้ แต่หากไทยยิ่งใช้นโยบายการเงินลดอัตราดอกเบี้ยลงอีก ก็จะยิ่งดึงดูดเงินทุนไหลเข้าน้อยลงอีก ในขณะเดียวกันก็จะซ้ำภาวะเงินทุนไหลกลับสหรัฐ หรือออกไปเก็งกำไรในหลายประเทศตลาดเกิดใหม่ที่มีอัตราดอกเบี้ยดึงดูดมากกว่าไทย
อย่างไรก็ดี ในช่วงหลังๆ เริ่มเห็น ธปท.ใช้ผลทางอ้อมของดอกเบี้ยเข้าไปดูแลค่าเงินบาทให้อยู่ในทิศทางอ่อนค่าลงตามสกุลเงินในภูมิภาคมากขึ้น เพราะการอ่อนค่าของเงินบาทถึงแม้จะช่วยให้ส่งออกไทยที่คาดว่าปีนี้จะติดลบกลับมาโตเป็นบวกไม่ได้ แต่อย่างน้อยๆ เงินบาทอ่อนก็ช่วยให้ภาคส่งออกมีสภาพคล่องเพิ่มขึ้น เมื่อเปลี่ยนจากเงินเหรียญสหรัฐมาเป็นเงินบาท ซึ่งยังช่วยให้ภาคส่งออกยังมีการจ้างงานและการผลิตเพื่อส่งออกอยู่ต่อไป
เมื่อวันที่ 16 ก.ย.ที่ผ่านมา เมธี สุภาพงษ์ ในฐานะเลขาคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ระบุว่า ที่ประชุม กนง.มีมติเอกฉันท์คงดอกเบี้ยไว้ที่ 1.5% เนื่องจากเห็นว่าเป็นระดับที่ผ่อนปรนและหนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจอยู่แล้ว และ กนง.ยังเห็นว่าเงินบาทอยู่ในทิศทางอ่อนค่า ช่วยส่งผลดีต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ โดยเงินบาทที่อ่อนค่าลงหลักๆ เป็นผลจากปัจจัยภายนอก ไม่ว่าภาวะเศรษฐกิจจีนที่ชะลอซึ่งดึงให้สกุลเงินในภูมิภาคอ่อนตาม และการปรับแข็งค่าขึ้นของเงินเหรียญสหรัฐ
และภาวะนี้ กนง.เห็นว่าเงินบาทที่อยู่ในทิศทางอ่อนค่าไม่เป็นอุปสรรคต่อการลงทุนและการนำเข้า เพราะค่าเงินไม่ได้เป็นปัจจัยหลักในการตัดสินใจนำเข้าหรือไม่ แต่ปัจจัยอื่นๆ เช่น การผลิตที่ยังเหลืออยู่ในบางภาคอุตสาหกรรม ภาวะเศรษฐกิจ ฯลฯ มีผลมากกว่า และการดูแลให้ค่าเงินบาทปรับตัวตามทิศทางค่าเงินในภูมิภาค ก็ช่วยให้ไทยไม่ได้เสียเปรียบทางการค้ากับประเทศเพื่อนบ้านที่เป็นคู่แข่งอยู่แล้ว
สอดคล้องกับมุมมองของ เชาวน์ เก่งชน กรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ที่ระบุว่า การดำเนินนโยบายการเงินในปัจจุบันของไทยถือว่าอยู่ในทิศทางที่ผ่อนปรนอยู่แล้ว เพื่อรับมือกับความผันผวนในต่างประเทศที่มีมากขึ้น ไม่ว่าภาวะเงินทุนเคลื่อนย้ายที่อาจจะเกิดขึ้นได้ จากการตัดสินใจปรับขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ ที่ผลการประชุมจะออกมาในคืนวันที่ 17 ก.ย.นี้ ซึ่งการผ่อนคลายดอกเบี้ยหรือนโยบายการเงินลงเพื่อดูแลเศรษฐกิจต้องระมัดระวังในประเด็นความไม่แน่นอนเหล่านี้ด้วย
“ภาวะนี้ไม่ใช่ดอกเบี้ยปรับลดลงไม่ได้ แต่การลดต้องดูสถานการณ์ต่างๆ มากขึ้น อีกอย่างนโยบายการเงินดีต่อการกระตุ้นเศรษฐกิจช่วงนี้ค่อนข้างจำกัด เพราะในภาวะเศรษฐกิจชะลอการลดดอกเบี้ยเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจมันจำกัด มีผลต่อเศรษฐกิจได้น้อย เพราะการลงทุน หรือมีกำลังการใช้จ่าย การบริโภคหรือไม่ ไม่ได้ขึ้นกับปัจจัยดอกเบี้ยอย่างเดียว ต้องมีปัจจัยอื่นมาช่วยหนุนด้วย ต่างจากนโยบายการคลังที่สามารถกระตุ้นได้ดีกว่าในภาวะนี้ ไม่ต้องคำนึงถึงความผันผวนมากนัก ไม่ว่าการเบิกจ่ายงบประมาณ การเบิกงบการลงทุนภาครัฐที่ทำได้เลย” เชาวน์ ระบุ
เชาวน์ ยังระบุว่า ในภาวะเช่นนี้ที่ผู้บริโภคและนักลงทุนยังไม่เชื่อมั่น ถึงดอกเบี้ยจะลดลง ก็อาจไม่ช่วยให้เกิดการลงทุนหรือการใช้จ่ายเพิ่ม
เพราะการใช้ดอกเบี้ยกระตุ้นยังต้องควบคู่ไปกับปัจจัยอื่นๆ ที่จะมาหนุนด้วย อาทิ ความชัดเจนของกำลังซื้อว่าจะกลับมาเมื่อไหร่ ก่อนที่นักลงทุนหรือผู้ประกอบการจะเพิ่มการผลิตหรือลงทุนเพิ่ม ทิศทางการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ ไม่ใช่ว่าพอดอกเบี้ยลดแล้วจะเกิดการลงทุน มีการขยายสินเชื่อเพิ่มทันทีคงไม่ใช่ ต้องยอมรับว่าสถานการณ์ขณะนี้ดอกเบี้ยมีผลดีต่อการกระตุ้นเศรษฐกิจน้อย
สรุปแล้วในภาวะเช่นนี้ ไม่ว่าจะลดดอกเบี้ยหรือไม่ ก็ไม่ได้ช่วยส่งผลดีต่อเศรษฐกิจมากนัก ขณะที่ทางเลือกที่จะคงดอกเบี้ยของ ธปท. เพื่อดูทางลมในกระแสโลกที่ยังมีความไม่แน่นอน น่าจะเป็นทางเลือกที่เหมาะสมมากกว่า







