posttoday
เส้นทางการปฏิรูปจีน สู่ ‘New Normal’

เส้นทางการปฏิรูปจีน สู่ ‘New Normal’

18 กันยายน 2558

โดย...พิทวัส พูนผลกุล

โดย...พิทวัส พูนผลกุล

บทเรียนจากความไม่มีเสถียรภาพในรูปแบบการพัฒนาเศรษฐกิจแบบเก่าส่งผลให้รัฐบาลจีนภายใต้การบริหารของประธานาธิบดี สีจิ้นผิง ประกาศแผนแม่บทปฏิรูปในการประชุม Third Plenum ในปี 2556 ซึ่งเป็นโมเดลการขยายตัวทางเศรษฐกิจแบบใหม่ที่เรียกกันว่า “New Normal” ที่จะให้ความสำคัญกับคุณภาพของการขยายตัวเสถียรภาพระยะยาว และคำนึงถึงการพัฒนาแบบองค์รวมทั้งด้านเทคโนโลยี บุคลากร และความเท่าเทียมมากขึ้น

โมเดลการขยายตัวทางเศรษฐกิจแบบใหม่นี้ถือเป็นการบริหารจัดการเศรษฐกิจที่ทางการจีนไม่คุ้นเคย เนื่องจากให้กลไกตลาดเข้ามามีบทบาทมากขึ้นและลดอำนาจการจัดการของรัฐ ทำให้ต้องมีการปฏิรูปที่ไม่ได้เพียงแต่ปรับเปลี่ยนแรงขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจเท่านั้น แต่ต้องมีการพัฒนาเชิงสถาบันให้แข็งแกร่งขึ้นด้วย

แผนแม่บทการปฏิรูปนี้ได้วางกรอบการปฏิรูปเศรษฐกิจแบบบูรณาการ เพื่อดูแลศักยภาพการขยายตัวทางเศรษฐกิจให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม ผ่านการปลดล็อกปัญหาและข้อจำกัดในระยะยาวเพื่อสนับสนุนผลิตภาพการผลิต การสะสมทุนและแรงงาน รวมถึงรักษาเสถียรภาพในด้านต่างๆ โดยมีแนวทางการปฏิรูปเพื่อแก้ปัญหาในแต่ละด้าน ดังนี้

การดูแลศักยภาพการขยายตัวทางเศรษฐกิจ เน้นการปฏิรูปเพื่อเพิ่มผลิตภาพการผลิต

เริ่มจากปฏิรูปภาคการเงิน เพื่อให้การจัดสรรเงินทุนเป็นไปตามกลไกตลาดมากขึ้น โดยทางการจีนดำเนินการให้ต้นทุนการกู้ยืมแปรผันตามความเสี่ยงและผลตอบแทนที่คาดว่า จะได้รับมากขึ้นเพื่อจัดสรรเงินทุนไปสู่ภาคเศรษฐกิจที่เหมาะสม

โดยตั้งแต่การประชุม Third Plenum เป็นต้นมา ทางการจีนมีความคืบหน้าในการปฏิรูปภาคการเงินค่อนข้างมาก เช่น

(1) ยกเลิกอัตราดอกเบี้ยกู้ยืมขั้นต่ำที่ธนาคารพาณิชย์สามารถปล่อยกู้ได้ ทำให้อัตราดอกเบี้ยเคลื่อนไหวได้เสรีมากขึ้น ช่วยให้บริษัทที่มีอันดับความน่าเชื่อถือดีสามารถกู้ยืมได้ถูกลง

(2) ให้เงินทุนเคลื่อนย้ายได้เสรีมากขึ้น โดยอนุญาตให้นักลงทุนต่างชาติเข้าลงทุนในหลักทรัพย์ประเทศจีนได้มากขึ้น ผ่านโควตาทั้งในรูปสกุลเงินตราต่างประเทศ
(Qualified Foreign Institutional Investors : QFII) และในรูปเงินหยวน (RMB Qualified Foreign Institutional Investors : RQFII) และจัดตั้งเขตการค้าเสรีเซี่ยงไฮ้ (Shanghai Free-Trade Zone : SFTZ) เพื่อทดลองการผ่อนคลายทางการเงินก่อนนำมาใช้ในระดับประเทศ

รวมถึงจัดตั้งโครงการ Shanghai-Hong Kong Stock Connect เพื่อปูทางไปสู่การเปิดเสรีการลงทุนในตลาดทุน

(3) ปรับปรุงกลไกการกำหนดอัตราแลกเปลี่ยน ให้ตลาดมีบทบาทในการเคลื่อนไหวของอัตราแลกเปลี่ยนมากขึ้น

ปฏิรูปภาคการคลังท้องถิ่น เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการลงทุน โดยเปลี่ยนเป้าหมายจากการใช้อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่เป็นเชิงปริมาณมาเป็นเป้าหมายเชิงคุณภาพ เช่น คุณภาพการศึกษา ปริมาณการก่อหนี้ภาครัฐ คุณภาพสาธารณูปโภคท้องถิ่น เพื่อให้การใช้จ่ายถูกจัดสรรไปอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ปฏิรูปรัฐวิสาหกิจเพื่อลดการผูกขาดและเพิ่มบทบาทของภาคเอกชน โดยอนุญาตเอกชนให้เข้าลงทุนในธุรกิจที่เคยผูกขาดโดยรัฐวิสาหกิจมากขึ้น (Mixed Ownership Structure) และลดการอุดหนุนต้นทุนด้านสาธารณูปโภคของรัฐวิสาหกิจ เพื่อสนับสนุนกลไกที่เอื้อต่อการแข่งขันรวมถึงสนับสนุนการผลิตที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงที่ปัจจุบันยังมีสัดส่วนน้อย และพัฒนาภาคบริการให้มีบทบาทมากขึ้น

ปฏิรูปเชิงสถาบันเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารงานของภาครัฐ โดยลดความซับซ้อนของการบริหารรัฐกิจและพัฒนาหลักนิติธรรมเพื่อความเป็นระเบียบของสังคม รวมถึงออกมาตรการป้องกันและใช้บทลงโทษรุนแรงต้านการคอร์รัปชั่น ซึ่งช่วยลดการใช้จ่ายที่สิ้นเปลืองและเพิ่มประสิทธิภาพการใช้จ่ายของข้าราชการในทุกระดับ

การปฏิรูปเพื่อลดปัญหาการสะสมทุน ทางการจีนสนับสนุนการลงทุนในอุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง โดยพัฒนาอุตสาหกรรมการผลิตให้ก้าวทันความต้องการสินค้าโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

รวมถึงการออกมาตรการปกป้องสินทรัพย์ทางปัญญา ซึ่งจะช่วยให้ภาคเอกชนสามารถใช้ประโยชน์จากการสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ ได้เต็มที่ และให้แรงจูงใจด้านภาษีกับการลงทุนในการวิจัยและพัฒนา รวมถึงรับการส่งผ่านเทคโนโลยีจากการออกไปลงทุนในต่างประเทศ ซึ่งคาดว่าจะช่วยเอื้อต่อการผลิตสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่มสูง (Move Upvalue Chains) และช่วยให้ประเทศจีนกลับมาเริ่มสะสมทุนได้ต่อเนื่องในระยะต่อไป

การปฏิรูปเพื่อแก้ปัญหาแรงงาน มีการผ่อนผันนโยบายการมีบุตรคนเดียว โดยอนุญาตให้ครอบครัวที่พ่อหรือแม่เป็นบุตรคนเดียวสามารถมีบุตรได้สองคน ซึ่งจะช่วยบรรเทาการลดลงของจำนวนแรงงาน และลดแรงกดดันต่อค่าจ้างที่มีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้นในระยะต่อไป

การพัฒนาความเป็นเมือง (Urbanization) โดยตั้งเป้าหมายในการโยกย้ายประชากรจำนวน 100 ล้านคน ในเขตชนบทให้เข้าสู่เขตเมืองภายในปี 2563 โดยผ่อนคลายข้อจำกัดในระบบทะเบียนราษฎรให้ประชาชนสามารถเข้าถึงสวัสดิการสังคมในเมืองที่ไม่ใช่เมืองเกิดและเคลื่อนย้ายไปยังมณฑลต่างๆ ที่ขาดแคลนแรงงานและพื้นที่อื่นที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่าได้ ซึ่งจะช่วยให้เกิดการพัฒนาและขยายตัวของความเป็นเมือง เพื่อรองรับแรงงานชนบทที่โยกย้ายเข้าสู่เมืองเพิ่มขึ้นในระยะข้างหน้าควบคู่กันไป

ข่าวล่าสุด

เอาท์ซอร์สโปรดักชั่น โกยภาษีบาป 5 ปี 60 ล้าน กำไรต่อเนื่อง สวนทาง ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน

เอาท์ซอร์สโปรดักชั่น โกยภาษีบาป 5 ปี 60 ล้าน กำไรต่อเนื่อง สวนทาง ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน