
ยาแรงสกัดกลุ่มป่วน ทำลายเส้นทางปรองดอง
โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์
โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์
สารพัด “ยาแรง” จากฝั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ถูกงัดมาสกัดกลุ่มป่วน กลุ่มต่อต้านไม่ให้ขยายวงลุกลามกำลังถูกนำมาใช้มากขึ้นเรื่อยๆ
ล่าสุดกับกรณีของ พิชัย นริพทะพันธุ์ อดีต รมว.พลังงาน และแกนนำพรรคเพื่อไทย ถูกคุมตัวไปปรับทัศนคติรอบใหม่ที่ค่ายทหารแห่งหนึ่งใน จ.สระบุรี ที่คาดว่ารอบนี้อาจนานถึง 7 วัน
ถือเป็นหนึ่งในตัวอย่างมาตรการ “เชือดไก่ให้ลิงดู” ปรามคนที่คิดจะเปิดหน้าชน คสช.
สาเหตุสำคัญที่ต้องเร่งใช้มาตรการขั้นเด็ดขาดตัดตอนความปั่นป่วนเพราะนาทีนี้หลายกลุ่มป่วน กลุ่มต้านต่างออกมาเดินเกมท้าทาย คสช.มากขึ้นเรื่อยๆ ไม่เฉพาะกลุ่มเพื่อไทย หรือเสื้อแดง แต่ระยะหลังมีทั้งประชาธิปัตย์ หรือกลุ่มนักเรียน นักศึกษา และคนทั่วไป
วิเคราะห์แล้วแม้ที่ผ่านมาพิชัยจะถูกเจ้าหน้าที่เรียกตัวมาคุยที่กองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อย (กกล.รส.) ภายในกองบัญชาการกองทัพภาคที่ 1 อยู่หลายหน แต่ก็เป็นเพียงแค่ชั่วคราว
ทว่ามาตรการนี้ใช้บ่อยเสียจนเกิดอาการ “ดื้อยา” ดังจะเห็นพิชัยออกมาเปิดหน้าวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐบาล คสช.อย่างต่อเนื่อง นอกจากไม่มีทีท่าจะหยุดแล้ว ระยะหลังยังเพิ่มความถี่และความรุนแรงมากขึ้น
ไม่ใช่แค่กรณีพิชัยเท่านั้น หากย้อนไปก่อนหน้านี้จะเริ่มเห็นสัญญาณการกระชับอำนาจของ คสช.ออกมาไล่ปิดปาก สกัดความเคลื่อนไหวของฝ่ายเห็นต่างไม่ให้สร้างปัญหากวนใจ
ตั้งแต่บรรดาแกนนำมวลชนคนเสื้อแดง แกนนำเพื่อไทยที่ถูกเรียกตัวไปปรับทัศนคติ สั้นบ้าง ยาวบ้าง แล้วแต่กรณี ซึ่งทำให้เสียงต่อต้านถูกกดไว้ได้ระยะหนึ่งก่อนจะเริ่มปะทุออกมา
ก่อนจะเริ่มยกระดับมาตรการตอบโต้ที่เข้มข้นขึ้น ทั้งการระงับการออกอากาศของสถานีมีสีทั้งหลายซึ่งเปิดหน้าชนรัฐบาล แถมบางช่องต้องจบลงด้วยการถอนใบอนุญาต ปรากฏการณ์เหล่านี้ทำให้ฝ่ายเห็นต่างที่ไม่อยากมีเรื่องเก็บเนื้อเก็บตัวตามเดิมต่อไป
แต่สำหรับบางกลุ่ม บางฝ่ายที่ยังไม่หยุดเคลื่อนไหว ย่อมต้องเผชิญกับมาตรการอื่นๆ ตามมา ทั้งการถอนพาสปอร์ตของ จาตุรนต์ ฉายแสง แกนนำเพื่อไทย อดีต รมว.ศึกษาธิการ ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งคนที่เปิดหน้าวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลต่อเนื่องตั้งแต่หลังรัฐประหาร
ไม่ต่างจาก เก่ง-การุณ โหสกุล อดีต สส.เพื่อไทย ที่แม้จะไม่ได้วิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐบาลจังๆ แต่ด้วยลีลาท่าทางเชียร์อดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร แบบออกหน้าออกตาหลังถูกถอดยศ จนไปเตะตาหลายคน
สุดท้ายหลังโพสต์เฟซบุ๊ก “มีข่าวกุ๊ยสลิ่มพูดข่มขู่ผมอีกแล้ว ผมจะชื่นชมใครหรือเรียกใครว่าพ่อ...ก็ผิดด้วยเหรอ กลัวจัง” เจ้าหน้าที่ได้เข้าควบคุมตัวการุณไปปรับทัศนคติตามพิชัยไปติดๆ
ยังไม่รวมกับการถอดยศของอดีตนายกฯ ทักษิณ ที่ถูกมองว่าเป็นมาตรการตอบโต้หลังเจ้าตัวเปิดหน้าเดินสายสร้างความปั่นป่วนให้รัฐบาลอยู่ในต่างประเทศ แต่ทว่าหลังจากถอดยศแล้วจะเห็นว่าบรรยากาศการเมืองกำลังกลับมาร้อนแรงมากขึ้น
ไม่ว่าจะเป็นการเคลื่อนไหวตามโซเชียลมีเดียที่ปลุกกระแส เติม “ก” ให้นาย...ทักษิณ” ซึ่งเริ่มติดลมมีคนออกมาแชร์และ เชียร์อย่างกว้างขวาง
ปลุกให้กลุ่มต่างๆ เริ่มเคลื่อนไหวท้าทายอำนาจ คสช.แบบไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ส่งผลให้ คสช.จำเป็นที่จะต้องหามาตรการสกัดไม่ให้ทุกอย่างบานปลายจนคุมไม่อยู่
แม้แต่ท่าทีของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เองจะเห็นว่าระยะหลังออกมาชนกับขั้วอำนาจเก่าหลายรอบ ล่าสุด ถล่ม โครงการรับจำนำข้าวและรถคันแรกรุนแรงที่ส่งผลเสียหายมาถึงปัจจุบัน
“ผมไม่ได้เป็นศัตรูและเกลียดใครเป็นการส่วนตัวสักคน เว้นแต่เขาจะเกลียดผมก็แล้วแต่ และผมไม่อยากโทษใคร เพราะโทษไปก็ไม่รับ เราอยู่ท่ามกลางความขัดแย้ง จะใช้กฎหมายมาสร้างความขัดแย้งอีกไม่ได้ ...โลกเปลี่ยนแปลงไปมาก จะทะเลาะกันทำไมเพื่อคนไม่กี่คน เลิกถือหางคนนั้นคนนี้แล้วมาทะเลาะกัน แยกแยะให้ออกใครถูกใครผิด ต้องเข้าข้างประเทศ เพราะแผ่นดินนี้ไม่ใช่ของใคร”
แน่นอนว่า “ยาแรง” ที่ คสช.ต้องงัดมาสกัดกลุ่มป่วนต่างๆ ในช่วงนี้เป็นเพราะสถานการณ์การเมืองที่อยู่ในช่วงเปราะบาง ไม่ว่าจะเป็นช่วงเริ่มต้นของการร่างรัฐธรรมนูญใหม่อีกรอบ
รวมไปถึงสภาพเศรษฐกิจที่อยู่ในช่วงเดิมพันสุดท้ายกับสารพัดโปรเจกต์มากอบกู้วิกฤต ผ่านทีมเศรษฐกิจชุดใหม่ภายใต้การนำของ สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ที่หากทุกอย่างไม่ดีขึ้นย่อมเป็นแรงกดดันย้อนกลับมาซ้ำเติม คสช.ในอนาคต
ปัญหาอยู่ตรงที่การงัดยาแรงมาสกัดกลุ่มป่วนอาจทำได้เพียงแค่ชั่วครั้งชั่วคราว หากยังใช้ต่อเนื่องระยะยาวย่อมเกิดการดื้อยา และสร้างความไม่พอใจจนกลุ่มป่วนขยายวงได้ง่าย
ที่สำคัญนี่ยังเป็นการทำลายเส้นทางสู่ความปรองดองที่เป็นเป้าหมายที่ คสช.เคยประกาศไว้







