
ข่าวดีสำหรับเอสเอ็มอี
โดย...สมชาย สกุลสุรรัตน์
โดย...สมชาย สกุลสุรรัตน์
ผมเห็นด้วยกับมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการขนาดย่อม หรือเอสเอ็มอี ที่รัฐมนตรีคลังได้ให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวว่า รัฐบาลจะพิจารณาลดภาษีเงินได้ของเอสเอ็มอีลง และจะให้ธนาคารของรัฐปล่อยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำเป็นพิเศษให้แก่เอสเอ็มอี
ซึ่งปรากฏตามข่าวว่า อาจจะลดอัตราภาษีลงจากร้อยละ 15 เหลือร้อยละ 10 และให้ธนาคารของรัฐปล่อยสินเชื่อให้เอสเอ็มอีรวมกันประมาณ 1 แสนล้านบาท เท็จจริงคงต้องรอดูมติคณะรัฐมนตรีในวันพุธที่ 9 ก.ย.นี้
แต่ที่น่ายินดีคือ ข่าวที่รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจให้สัมภาษณ์ว่า มาตรการทั้งหลายข้างต้นจะเป็นมาตรการชุดแรก โดยหลังจากนั้นจะมีมาตรการอื่นๆ จากกระทรวงการคลัง กระทรวงอุตสาหกรรม และกระทรวงพาณิชย์ออกมา
ตรงนี้อยากเสนอเพิ่มเติมว่า กระทรวงอื่นๆ เช่น กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และหน่วยราชการบางแห่ง เช่น สถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน สถาบันส่งเสริมการออกแบบและนวัตกรรมเพื่อการค้า สถาบันพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ฯลฯ ก็น่าจะเข้ามามีบทบาทเชิงรุกในการพัฒนาเอสเอ็มอีไทยด้วย
ทั้งนี้ เพราะถ้าเอสเอ็มอีไม่สามารถเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน โดยการพัฒนาสินค้าและบริการ พัฒนาการตลาด ลดต้นทุนการผลิตให้เป็นที่ยอมรับของตลาด มาตรการทางภาษีและการเงินที่ไม่มีประโยชน์ เพราะถ้าเอสเอ็มอีไม่มีกำไรก็ไม่ต้องเสียภาษีอยู่แล้ว ส่วนมาตรการให้เอสเอ็มอีเข้าถึงสินเชื่อนั้น ถ้าได้มาแล้วยอดขายไม่เพิ่ม ส่วนต่างกำไรไม่เพิ่ม เพราะสินค้าขาดการพัฒนาคุณภาพหรือรูปแบบสินค้าและบรรจุภัณฑ์ การสร้างหนี้เพิ่มขึ้นกลับจะยิ่งทำให้ปัญหาทางการเงินที่มีอยู่แล้วขยายตัวเพราะธุรกิจขาดทุน
เพราะฉะนั้นการที่รองนายกฯ ฝ่ายเศรษฐกิจบอกว่าจะมีมาตรการอื่นออกมาจากกระทรวงพาณิชย์และอุตสาหกรรมนั้น คงตระหนักดีถึงปัญหาเหล่านี้ และมาตรการที่จะตามมาภายหลังน่าจะเป็นมาตรการที่ช่วยลดต้นทุนการผลิต ลดขั้นตอนระเบียบต่างๆ ของทางราชการที่เป็นอุปสรรคในการประกอบการ ซึ่งถ้าเป็นไปได้การให้บริการของหน่วยราชการทั้งหลายน่าจะรวมศูนย์เป็นการให้บริการ ณ จุดเดียวครบถ้วน หรือที่นิยมเรียกว่าให้บริการแบบหน้าต่างเดียว หรือ Single Window ให้ได้จริงจังกว่าที่เป็นอยู่เสียที
การให้ความรู้และความช่วยเหลือแก่เอสเอ็มอีด้านนวัตกรรมใหม่ๆ จะทำให้เอสเอ็มอีสามารถผลิตสินค้าใหม่ๆ ที่มีคุณภาพออกมาแข่งขันในตลาดที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วได้ ไม่ยืนต้นตายช้าเพราะผลิตสินค้าที่ล้าสมัย คุณภาพและรูปแบบไม่เป็นที่ต้องการของตลาดเหมือนในอดีต
ส่วนทางด้านกระทรวงพาณิชย์แน่นอนว่าคงจะต้องเข้ามามีส่วนในการหาตลาดให้เอสเอ็มอี ซึ่งจะเห็นผ่านตาว่าจะมีการสร้างจุดขายใหม่ๆ ให้กับธุรกิจเอสเอ็มอีในสถานที่ราชการและศูนย์การค้าต่างๆ เพิ่มขึ้น เห็นด้วยครับ เพราะมีปัจจัยสำคัญมากที่จะทำให้เอสเอ็มอีอยู่รอด ถ้ากู้มาแล้ว ผลิตสินค้าออกมาแล้วแต่ขายไม่ได้ หรือไม่มีที่ที่จะวางขาย เอสเอ็มอีก็ไปไม่ได้อยู่ดี
ผมมีความเห็นต่างกับนักวิชาการหรือภาคราชการอย่างหนึ่งที่อยากให้เอสเอ็มอีทำบัญชีชุดเดียวเหมือนธุรกิจขนาดใหญ่ในตลาดหลักทรัพย์
ในหลักการการให้เอสเอ็มอีทำบัญชีชุดเดียวถูกต้องหรือไม่ คงไม่มีใครปฏิเสธว่าเป็นสิ่งที่ดีถ้าทำได้ แต่การนำประเด็นนี้ขึ้นมาพูดตอกย้ำอาจทำให้เอสเอ็มอีจำนวนมากเกิดความหวาดระแวงว่าทางการต้องการเข้ามาส่งเสริมให้ธุรกิจพัฒนาเติบโตต่อไป หรือต้องการเข้ามาตรวจสอบภาษีกันแน่
ความจริงประเด็นเรื่องการทำบัญชีให้ถูกต้องมีผู้ตรวจสอบรับรองของเอสเอ็มอี เป็นประเด็นที่พูดกันมานานมากแล้ว แต่ไม่เกิดผลเป็นรูปธรรม สาเหตุหลักน่าจะได้แก่กระบวนการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มยังทำได้ไม่สมบูรณ์ เอสเอ็มอีขาดอำนาจต่อรองให้คู่ค้าที่มีขนาดใหญ่กว่าออกใบรับรองการหักภาษีมูลค่าเพิ่มให้ ถ้าไม่สามารถขอคืนภาษีนี้ได้ รายได้สุทธิจากการขายสินค้าของเอสเอ็มอีซึ่งบางมาก ย่อมไม่พอจ่ายภาษีมูลค่าเพิ่มได้
ส่วนอีกประเด็นหนึ่ง คือ การทำบัญชีให้ครบถ้วนอย่างละเอียดนั้นมีค่าใช้จ่ายในการทำบัญชีและตรวจบัญชีสูงจนเอสเอ็มอีขนาดเล็กรับไม่ได้
สำหรับสถาบันการเงินส่วนใหญ่นั้นมีวิธีการประเมินฐานะการเงินและความเสี่ยงด้านธุรกิจของเอสเอ็มอีอยู่แล้วหลากหลายวิธี เรื่องของบัญชีนั้นเป็นแค่ส่วนหนึ่งของหลักฐานหรือข้อมูลในการพิจารณาวงเงินสินเชื่อเท่านั้น
ที่พูดมานี้ไม่ใช่ไม่อยากให้เอสเอ็มอีทำบัญชีที่ถูกต้องสมบูรณ์แบบ แต่คิดว่าปัญหานี้ยืดเยื้อมานานมาก การเปลี่ยนแปลงคงต้องใช้เวลา และจะโยนให้เอสเอ็มอีรับผิดชอบฝ่ายเดียวคงไม่ถูกต้อง โดยเฉพาะในเวลาที่เศรษฐกิจมีปัญหา เอสเอ็มอีต้องปากกัดตีนถีบเพื่อความอยู่รอด อย่าเพิ่งไปเพิ่มภาระให้ผู้ประกอบการน่าจะถูกต้องกว่า รอให้เศรษฐกิจฟื้นตัว เอสเอ็มอีแข็งแรงขึ้นมาแล้วค่อยมาพูดเรื่องนี้กันดีกว่าการไปสร้างความหวาดระแวงให้ผู้ประกอบการไม่ดีกว่าหรือครับ
มาตรการที่สำคัญอีกมาตรการหนึ่งที่ไม่ทราบว่าเกิดผลเป็นรูปธรรมหรือยัง คือ การจัดตั้งกองทุนร่วมทุนเอสเอ็มอี ซึ่งน่าจะเป็นมาตรการที่มีผลระยะยาวในทางที่เป็นบวกกับเอสเอ็มอี เพราะเป็นการเข้าถึงแหล่งทุนที่ไม่มีดอกเบี้ยและไม่มีภาระต้องจ่ายคืนเงินต้นเหมือนเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ มาตรการพัฒนาเอสเอ็มอีที่จะออกเพิ่มเติม น่าจะทบทวนหรือเร่งรัดการดำเนินการให้กองทุนร่วมทุนเกิดและมีบทบาทในการพัฒนาเอสเอ็มอีไทย เพื่อให้เกิดผลเป็นรูปธรรมครบวงจรโดยเร็ว
ท้ายสุด นอกจากภาครัฐแล้ว ควรสร้างจิตสำนึกให้ประชาชนทั่วไปเห็นความสำคัญและช่วยกันส่งเสริมธุรกิจเอสเอ็มอีใกล้บ้าน ผมเองยอมซื้อน้ำดื่มขวดละ 10 บาท เวลาออกกำลังกายตอนเช้าจากร้านค้าเล็กๆ หลังหมู่บ้านทุกวัน แทนที่จะซื้อเป็นแพ็กจากร้านสะดวกซื้อเฉลี่ยราคาขวดละ 7 บาท เพราะอยากอุดหนุนเจ้าของร้านที่มีอัธยาศัยดี มีเวลาออกมาเปิดจุกขวดพร้อมเทน้ำจากขวดใส่ขวดที่แขวนติดรถจักรยานให้โดยผมไม่ต้องลงจากอานรถ ในต่างประเทศจะมีการรณรงค์ให้ซื้อของในท้องถิ่นเป็นการเป็นงาน ซึ่งบ้านเรายังไม่เคยมีการรณรงค์ลักษณะนี้
นอกจากประชาชนทั่วไปแล้ว รัฐน่าจะขอร้องให้ผู้ประกอบการรายใหญ่ทั้งหลายเว้นช่องว่างไว้ให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีหายใจบ้าง อะไรที่พอจะปล่อยให้เอสเอ็มอีทำได้ก็ปล่อยให้เข้ามาในซัพพลายเชนบ้าง แทนที่จะผลิตเอง ขายเอง ปิดช่องทางทำมาหากินเสียทั้งหมด จนคนไทยด้วยกันหายใจไม่ออกตายไปทีละรายสองราย
รัฐบาลมาถูกทางแล้วครับ







