posttoday
รัฐธรรมนูญกับความจริงของสังคมไทย (5)

รัฐธรรมนูญกับความจริงของสังคมไทย (5)

06 กันยายน 2558

วันนี้ต้องลุ้น สปช. “รับหรือไม่รับ” ร่างรัฐธรรมนูญ ถ้า สปช.ลงมติว่า “รับ” ก็แสดงว่าบทความ “รัฐธรรมนูญกับความจริงของสังคมไทย”

โดย...ทวี สุรฤทธิกุล

วันนี้ต้องลุ้น สปช. “รับหรือไม่รับ” ร่างรัฐธรรมนูญ

ถ้า สปช.ลงมติว่า “รับ” ก็แสดงว่าบทความ “รัฐธรรมนูญกับความจริงของสังคมไทย” ที่ได้เขียนมา 4 ตอนแล้วนั้นสะท้อนความจริงของสังคมไทยได้อย่างถูกต้อง แม้ความจริงนั้นจะไม่น่าอภิรมย์ และก็ต้องยอมรับด้วยความขื่นขม แต่ครรลองของสังคมไทยก็ต้องเป็นไปแบบนี้

รัฐธรรมนูญฉบับที่กำลังเสนอให้ สปช.ลงมติรับรองนี้ เป็นรัฐธรรมนูญที่มีการ “ต่อท่ออำนาจ” ยุ่บยั่บไปหมด ทั้งที่ต่ออำนาจให้กับชนชั้นปกครองและที่ต่ออำนาจให้ชนชั้นกลางและล่าง

ความจริงได้เปิดเผยออกมาเมื่อสัปดาห์ก่อนว่า รัฐบาลคือผู้ยื่นข้อเสนอเรื่องการตั้งคณะกรรมการยุทธศาสตร์การปฏิรูปและการปรองดองแห่งชาติ (คปป.) “ซูเปอร์ ครม.” ที่มีอำนาจมหาศาล ให้คณะกรรมาธิการยกร่างฯ นำไปใส่ไว้ในรัฐธรรมนูญ รวมถึงการให้ระบบราชการมีอำนาจเหนือคนในท้องถิ่นเพื่อบริหารจัดการการปกครองท้องถิ่นให้อยู่ในกำมือ ซึ่งกลายเป็นประเด็นใหญ่ให้มีการโต้เถียงขึ้นในสังคมคอการเมืองอย่างรุนแรงและกว้างขวาง โดยเฉพาะในฟากฝ่ายของนักการเมือง ถึงขั้นที่จะไม่ให้ประชาชนยอมรับร่างรัฐธรรมนูญนี้หากจะต้องไปถึงวันลงประชามติ

ในขณะที่ สปช.บางคนก็ออกมาแย้มๆ เอาใจประชาชนว่า ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้สร้าง “ช่องทาง” ต่างๆ ในการที่ประชาชนจะเข้าไปมีส่วนร่วมทางการเมืองในหลายๆ รูปแบบ ตั้งแต่ที่ได้
เพิ่มเติมสิทธิและเสรีภาพให้มีมากกว่ารัฐธรรมนูญ 2540 และ 2550 การออกกฎหมายก็ใช้แค่ 1 หมื่นคน ถอดถอนนักการเมืองก็แค่ 2 หมื่นคน ทั้งยังจะมีกระบวนการตรวจสอบ (จับผิด) นักการเมือง ข้าราชการ และผู้บริหารท้องถิ่น อย่างเข้มข้น รวมถึงกิจกรรมที่จะเปิดกว้างให้ภาคประชาชนเข้ามาทำงานการเมืองได้อย่างใกล้ชิด จนเกือบจะเป็นประชาธิปไตยทางตรง โดยสรุปอย่างภูมิใจมากว่า ต่อไปนี้เราไม่ใช่ประชาชนธรรมดา แต่จะเป็น “พลเมือง”!

ถ้าท่านผู้อ่านเคยอ่านบทความของผู้เขียนตอนต้นปีเกี่ยวกับ “จริยรัฐศาสตร์” (เขียนไว้รวม 10 ตอน) เนื้อหาโดยสรุปก็คือ การเมืองที่ดีต้องเริ่มจากผู้นำที่ดี เพื่อเป็นแบบอย่างให้ประชาชนเชื่อในคุณประโยชน์ของความดี ตอนหนึ่งได้ยกตัวอย่างการปฏิรูปประเทศในสมัยรัชกาลที่ 5 ที่ทรงเปลี่ยนแปลงประเทศด้วยความอดทน ไม่หักด้ามพร้าด้วยเข่า โดยเฉพาะเรื่องการปกครองแบบมณฑลเทศาภิบาล ที่ให้อำนาจแก่ท้องถิ่นเพื่อเชื่อมโยงความจงรักภักดีเข้าสู่ส่วนกลาง ถ้ายังมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องตามแนวพระราโชบายและไม่ล้มไปเสียในตอนเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 ประเทศไทยจะมีประชาธิปไตยที่ดีกว่านี้ นั่นก็คือความเข้มแข็งของประชาชนรากหญ้า เพราะท้องถิ่นจะเป็นแกนหลักในการปกครองประเทศ ไม่ใช่นักการเมืองจากส่วนกลางไปกำกับและชี้นำอยู่อย่างเช่นในปัจจุบัน

รัฐธรรมนูญฉบับนี้อาจจะมีข้อดีมากมายอย่างที่คณะผู้ยกร่างและคนที่เชียร์รัฐธรรมนูญฉบับนี้เขาโฆษณากันอยู่ และรวมถึงหลักการหลายๆ อย่างที่ผู้เขียนเห็นว่าเหมาะสมกับสังคมไทย แต่ในทางยุทธวิธีหรือวิธีการที่จะสร้างให้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นที่ยอมรับของทุกฟากฝ่ายยังมีข้อบกพร่องหลายประการ

ประการแรก คสช.เริ่มต้นก็ก้าวพลาดด้วยการสร้างความร้าวฉานในหมู่พันธมิตรของตนเอง นั่นคือ สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ที่ คสช.ให้ความสำคัญน้อยกว่าคณะกรรมาธิการยกร่างฯ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) และคณะรัฐมนตรี แม้รองนายกฯ เจ้าปัญญาท่านหนึ่งจะมาชี้แจงว่า นี่คือ “แม่น้ำ 5 สาย” ที่จะต้องร่วมเกิดร่วมตาย ดำเนินงานต่างๆ ไปอย่างสอดคล้องกัน รวมทั้งที่รัฐธรรมนูญชั่วคราว 2557 ก็เขียนไว้ว่า สปช.นี้มีความสำคัญยิ่งนัก การร่างรัฐธรรมนูญต้องฟังเสียง สปช.นี้เป็นหลัก แต่เมื่อ คสช.เห็นว่า สปช.เริ่มจะเอาไม่อยู่และทะเลาะกับคณะกรรมาธิการยกร่างฯ มากขึ้น ก็แก้ไขรัฐธรรมนูญเสียให้ถูกยุบทันทีที่รับหรือไม่รับรัฐธรรมนูญก็ตาม แถมหลอกล่อต่อไปอีกว่าถ้า สปช.คนใดอยาก “เสพตำแหน่ง” ต่อไปอีก ก็ต้องเชียร์ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ แล้วจะให้ตำแหน่งในสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศเป็นการตอบแทน

ประการต่อมา ผู้เขียนในฐานะที่เป็นนักวิชาการที่อาจจะพอมีประสบการณ์จริงทางการเมืองมาบ้าง ค่อนข้างจะเห็นด้วยกับข้อเสนอหลายๆ เรื่องของ สปช. ทั้งการเลือกนายกรัฐมนตรีโดยตรง (แต่ก็แพ้นายกฯ คนนอกของคณะยกร่างฯ ที่คิดเองชงเองโดยไม่เอาของ สปช.ที่รัฐธรรมนูญบอกว่า “เป็นหลัก”) การปฏิรูปตำรวจ (ที่นายกฯ ขวัญใจคนไทยใจสะออนยืดอกนำเสนอเองว่าให้รอรัฐบาลใหม่มาทำ) การปฏิรูปพลังงาน (ที่ไม่ใช่แต่อดีตนายกฯ หนีคดีและบริวารที่ยังคงครองหุ้นใหญ่อยู่ในกิจการนี้ แต่ชนชั้นปกครองของไทยจำนวนมากก็ยังไม่อยากทุบหม้อข้าวของตนเอง) รวมถึงการปฏิรูปท้องถิ่น (ซึ่งที่สุดถูกฮุบเข้าไปไว้ใต้กำกับของมหาดไทย) แต่ความคิดเหล่านั้นไม่ได้ถูกนำไปใช้ในรัฐธรรมนูญ แถมยังตอบโต้ด้วยการสร้างกลไก “ซูเปอร์สภา” คือ คณะกรรมการยุทธศาสตร์การปฏิรูปและการปรองดองแห่งชาติ มา “โชว์กล้าม” ข่มๆ ไว้เสียอีก จึงเหมือนว่า คสช.นี้ต้องการที่จะเข้าไปควบคุมประชาชนให้หนักมือยิ่งขึ้น

อีกประการหนึ่ง ผู้เขียนแม้จะเชื่อว่าคนที่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้มีกรอบคิดแบบเดียวกันกับคณะที่ร่างรัฐธรรมนูญ 2521 ที่รักษาอำนาจชนชั้นปกครองคือ ระบบราชการ (โดยเฉพาะทหาร) นั้นไว้ในวุฒิสภา ซึ่งทำให้รัฐบาลในช่วงนั้นอยู่มาได้อย่างยาวนานแม้นักการเมืองในสภาผู้แทนราษฎรจะทะเลาะกันทุกวัน แต่ด้วยผู้นำทหารที่มีบารมี (ทั้งนอกและในกองทัพ) อย่าง พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ จึงสามารถเอาอยู่ แต่กระนั้นเมื่อถึงเวลาหนึ่งที่สุกงอมก็จำต้องประกาศลาไป ด้วยความวุ่นวายในกองทัพที่เพิ่มขึ้นสูงในตอนท้ายๆ นั้น

แต่คณะผู้ยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันนี้แม้จะพยายามคิดลึกสร้างกลไกอย่าง คปป.ขึ้นมา แต่ด้วยบารมีของผู้นำเหล่าทัพไม่ได้มีสภาพเหมือนยุค พล.อ.เปรม ที่มี “บารมีอื่น” เหนือกว่าผู้นำทหารยุคนี้มากมายยิ่งนัก ผู้เขียนจึงคิดว่า ทหารสมัยนี้จะ “เอาไม่อยู่” ทั้งนี้คงจะต้องพิสูจน์ในการทำประชามติ ถ้าหากว่าเป็นไปโดยราบรื่น ก็แสดงว่าสังคมไทยยอมรับในอำนาจของผู้ปกครองชุดนี้ และพร้อมที่จะยินยอมให้ “ปกป้องดูแล” ประเทศไทยนี้ต่อไป

อยากให้ คสช.ประเมินสถานการณ์ในการลงประชามตินั้นให้ดี ถ้าเกิดประชาชนไม่รับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ก็อย่าดีใจว่าจะได้เริ่มต้นใหม่และอยู่ยาวต่อไปอีก

ถ้าเป็นไปได้ วันนี้ สปช.อย่ารับร่างรัฐธรรมนูญเลยครับ

ข่าวล่าสุด

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI