
หวังไตรมาส4ฟื้นตัว ช่วยรากหญ้า-เอสเอ็มอี
แม้สถานการณ์เศรษฐกิจไทยจะมีปัญหาหนัก สะท้อนผ่านหนี้ครัวเรือนที่เพิ่มสูงสุดในรอบ 10 ปี ประกอบกับดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือน ส.ค.ที่ต่ำสุดในรอบ 15 เดือน แต่หลังจากได้ทีมเศรษฐกิจชุดใหม่ที่มี สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เร่งออกมาตรการอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบเพื่อให้เศรษฐกิจหมุน ทำให้เศรษฐกิจไทยในช่วง 4 เดือนสุดท้ายของปีนี้มีความหวัง
แม้สถานการณ์เศรษฐกิจไทยจะมีปัญหาหนัก สะท้อนผ่านหนี้ครัวเรือนที่เพิ่มสูงสุดในรอบ 10 ปี ประกอบกับดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือน ส.ค.ที่ต่ำสุดในรอบ 15 เดือน แต่หลังจากได้ทีมเศรษฐกิจชุดใหม่ที่มี สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เร่งออกมาตรการอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบเพื่อให้เศรษฐกิจหมุน ทำให้เศรษฐกิจไทยในช่วง 4 เดือนสุดท้ายของปีนี้มีความหวัง
ธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า หลังรัฐบาลปรับทีมเศรษฐกิจชุดใหม่ ที่มีสมคิดเป็นหัวหน้าทีม จะทำให้เศรษฐกิจไทยมีโอกาสขยายตัวดีขึ้น หลังจากมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจอัดฉีดเม็ดเงินเข้าสู่ระบบกว่า 1.36 แสนล้านบาท น่าจะทำให้การบริโภคเริ่มฟื้นตัวในช่วงกลางไตรมาส 4 โดยจะเริ่มเห็นสัญญาณที่ชัดเจนได้ในเดือน ก.ย.นี้
“ถ้าพิจารณาจากดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในกรุงเทพฯ มีแนวโน้มฟื้นตัวดีขึ้นและพร้อมจะกลับมาจับจ่ายบริโภค หากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเห็นผลชัดเจนซึ่งมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลที่ออกมาเป็นมาตรการที่ตรงจุด โดยเฉพาะกองทุนหมู่บ้านจะจัดสรรเงินลงสู่ตำบล ตำบลละ 5 ล้านบาท จะทำให้เกิดการจ้างงานในท้องถิ่น คาดว่าเม็ดเงินจะทยอยเข้าสู่ระบบได้ภายในเดือน ก.ย.-ต.ค.นี้ สิ่งสำคัญจะต้องมีการควบคุมการใช้เงินให้ลงสู่ท้องถิ่นจริงๆ” ธนวรรธน์ กล่าว
ทั้งนี้ ในสัปดาห์หน้าศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจฯ จะพิจารณาปรับตัวเลขประมาณการอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ ที่เดิมคาดว่าจะขยายตัว 2.5-2.9% โดยจะนำมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลมาใช้ในการประเมินด้วย ซึ่งคาดว่าจะมีผลต่ออัตราการขยายตัวเศรษฐกิจ (จีดีพี) ได้ 0.7-1% รวมถึงนำปัจจัยลบเหตุการณ์ระเบิดที่ราชประสงค์ ที่ทำให้การท่องเที่ยวหายไป 7 หมื่นล้านบาท และผลกระทบปัญหา
ภัยแล้งอีก 4 หมื่นล้านบาท
อภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง กล่าวว่า สาเหตุที่ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคลดลงอย่างต่อเนื่อง เพราะสิ่งที่คนคาดหวังไม่ได้เท่าที่คาดหวัง เช่น เรื่องการลงทุนคิดว่าจะออกมามาก แต่การลงทุนขนาดใหญ่มีระยะยาว ทำให้เงินภาครัฐออกมาไม่มาก ทำให้คนรู้สึกไม่ดี ซึ่งมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในเฟสแรก ทั้งการปล่อยกู้กองทุนหมู่บ้าน การแจกเงินตำบลละ 5 ล้านบาท และการเร่งลงทุนโครงการขนาดเล็กที่มีเงินรวมกัน 1.36 แสนล้านบาท จะดำเนินการได้เสร็จภายใน 3 เดือน จะช่วยเติมเต็มในสิ่งที่ขาดหายไปและทำให้ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคกลับฟื้นตัวมากอีกครั้ง
ชาติชาย พยุหนาวีชัย ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน กล่าวว่า ในวันที่ 15 ก.ย.นี้ จะประชุมคณะกรรมการธนาคารอนุมัติวงเงินปล่อยสินเชื่อให้กองทุนหมู่บ้าน 3 หมื่นล้านบาท ไม่คิดอัตราดอกเบี้ย 2 ปีแรก และจะปล่อยให้กองทุนหมู่บ้านทั้งหมดได้ภายใน 3 เดือน คาดว่าจะมีหนี้เสียจากการปล่อยกู้นี้ 1%
ขณะเดียวกัน รัฐบาลเร่งสนับสนุนผู้ประกอบการเอสเอ็มอีอย่างเต็มที่ โดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธานเปิดตัวโครงการสุดยอดเอสเอ็มอีระดับจังหวัด คัดเลือก
ผู้ประกอบการ 230 ราย เพื่อให้การสนับสนุนอย่างตรงความต้องการ โดยแบ่งเป็น 3 กลุ่ม กลุ่มเริ่มต้นทำธุรกิจ กลุ่มที่มีศักยภาพ และกลุ่มที่อยู่ในช่วงฟื้นตัว เพื่อสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนให้กับเอสเอ็มอีที่มีส่วนสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศ
“การจะพัฒนาเศรษฐกิจสำคัญต้องพัฒนาให้เอสเอ็มอีเติบโตจากขนาดเล็กเป็นขนาดกลาง ขนาดกลางเป็นขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และยกระดับเศรษฐกิจของประเทศให้ก้าวสู่การเป็นประเทศที่มีรายได้สูงต่อไป” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว







