
ตลาดหุ้นช็อก!! เผาหลอกหรือเผาจริง? (ตอนที่ 1)
และแล้วสิ่งที่นักลงทุนกลัวกันมากที่สุดก็เกิดขึ้น นั่นคือ เหตุการณ์ “ตลาดหุ้นช็อก” ที่ทำให้ตลาดหุ้นไทยตกลงมาแตะระดับต่ำกว่า 1,300 จุด และตกต่ำที่สุดในรอบกว่า 18 เดือน
และแล้วสิ่งที่นักลงทุนกลัวกันมากที่สุดก็เกิดขึ้น นั่นคือ เหตุการณ์ “ตลาดหุ้นช็อก” ที่ทำให้ตลาดหุ้นไทยตกลงมาแตะระดับต่ำกว่า 1,300 จุด และตกต่ำที่สุดในรอบกว่า 18 เดือน
ที่สำคัญคือ คงไม่มีใครสามารถฟันธงลงไปได้ว่า เมื่อใด? ตลาดหุ้นจะหยุดช็อก และดัชนีตลาดหุ้นจะหยุดปรับฐานและไม่มีการปรับตัวย่อลงไปอีกแล้ว เหตุการณ์ตลาดหุ้นช็อกในครั้งนี้ มันไม่ได้เกิดขึ้นตามธรรมชาติ แต่มันมีสาเหตุที่มาที่ไปในระดับที่มีนัยสำคัญทีเดียว ผมจึงอยากมาคุยให้ผู้อ่านได้เข้าใจดังนี้ครับ
หนึ่ง ตลาดหุ้นทั่วโลกอยู่ในขาขึ้นมาแล้วกว่า 6 ปี
ในปี 2551 เกิดวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ วันที่ 15 ก.ย.ของปีนั้น สถาบันการเงินยักษ์ใหญ่ของสหรัฐอเมริกา “เลห์แมน บราเธอร์ส” ขอยื่นล้มละลาย ส่งผลทางจิตวิทยาอย่างรุนแรงต่อตลาดหุ้นทั่วโลก และตลาดหุ้นไทยก็ได้ซึมซับรับพิษไปอย่างแสนสาหัสด้วยเช่นกัน โดยดัชนีมาแตะในระดับต่ำสุดที่ 380.05 จุด ในวันที่ 26 พ.ย.ของปีเดียวกัน หลังจากนั้นหลายปีหุ้นไทยก็สามารถไต่ระดับขึ้นไปสูงกว่า 1,650 จุดทีเดียว
ส่วนตลาดหุ้นต่างประเทศ หลังเกิดวิกฤตต่างก็ฟื้นตัวกลับขึ้นมาอย่างรวดเร็ว โดยพบว่าดัชนีตลาดหุ้นนิวยอร์กเพิ่มขึ้น 165% ดัชนีแนสแด็กที่เป็นศูนย์กลางการซื้อขายหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีของสหรัฐอเมริกา เพิ่มขึ้นกว่า 275% และดัชนีหลักตัวสำคัญ 2 ตัวก็คือ ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์ก ก็เพิ่มขึ้นมากว่า 175% ดัชนีเอสแอนด์พี 500 ก็ขยับขึ้นมาอย่างมาก โดยขึ้นมากว่า 210% และทะลุจุดสูงสุดในระดับสูงกว่า 2,000 จุด
คุณผู้อ่านคงพอจะเห็นภาพบ้างแล้วนะครับว่า ดัชนีหุ้นหลายตัวต่างพากันไต่ระดับขึ้นกันอย่างแข็งแกร่ง ผมกำลังหมายถึงว่า ถ้าคุณผู้อ่านลงทุนสัก 1 ล้านบาท ในดัชนีหุ้นตัวใดตัวหนึ่ง ภายในระยะเวลาเพียง 6 ปี จะได้เงินคืนมาประมาณ 3 ล้านบาท กำไร 2 ล้านบาท ทำไม? ถึงได้มีผลตอบแทนที่ดีได้มากมายเช่นนี้ หรือว่า “ราคาหุ้น” เพิ่มขึ้นเกินพื้นฐานของตัวมันเองไปหรือเปล่า?
สอง มาตรการ QE ตัวกระตุ้นตลาดหุ้นทั่วโลกปิดฉากลงแล้ว
ในปี 2551 ธนาคารกลางของสหรัฐอเมริกาได้ออกมาตรการผ่อนคลายทางการเงิน (Quantitative Easing – QE) โดยการอัดฉีดเงินเข้าไปในตลาดเป็นเงินหลายล้านล้านดอลลาร์โดยผ่านตราสารทางการเงิน เพื่อทำให้อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ระยะสั้นต่ำลงเป็นอย่างมาก โดยหวังว่าภาคเอกชนจะสามารถเข้ามากู้เงินในอัตราดอกเบี้ยต่ำเหล่านี้เพื่อไปลงทุน
ผลที่ออกมาก็คือ มีเม็ดเงินลงทุนที่มีอัตราดอกเบี้ยต่ำกระจายปกคลุมไปทั่วโลก และทำให้เกิดปรากฏการณ์ขึ้น 3 เหตุการณ์ด้วยกันคือ
มีการนำเม็ดเงินออกมาจากตลาดตราสารหนี้ครั้งใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นพันธบัตร หุ้นกู้ อื่นๆ
การกู้ยืมเงินทำได้ง่ายที่สุด เท่าที่เคยกู้เงินกันมา
การลงทุนใน “ตลาดหุ้น” ได้กลายเป็นหนทางที่สดใส ที่จะสามารถทำกำไรได้อย่างมโหฬาร
ทุกวันนี้ธนาคารกลางสหรัฐอเมริกาได้ยกเลิกมาตรการ QE ไปแล้ว จากเดิมที่ราคาหุ้นขึ้นเพราะมีเม็ดเงินขนาดใหญ่ที่มีต้นทุนต่ำเข้ามาเก็งกำไร ก็ได้แปรเปลี่ยนไปเป็นราคาหุ้นจะต้องสะท้อนมาจากผลประกอบการที่แท้จริงของบริษัทของหุ้นนั้นๆ ถ้ามีกำไรดีหุ้นก็จะขึ้น ถ้ากำไรไม่ดีหุ้นก็จะตก จึงเป็นเรื่องที่ไม่น่าแปลกใจว่า ทำไมราคาหุ้นจึงตกต่ำลงเมื่อขาดเม็ดเงินในการเก็งกำไร
สาม “น้ำมัน” หนึ่งในตัวชี้วัดเศรษฐกิจโลก
“ตลาดหุ้นช็อก” ของเดือน ส.ค.ในครั้งนี้ อาจกล่าวได้ว่ามาจากคำสองคำ นั่นคือ “น้ำมัน” และ “จีน” เรามาคุยกันถึงคำแรกกันก่อน หลายคนอาจกล่าวว่า ปัญหาน้ำมันมาจากเรื่องความต้องการของน้ำมันที่แท้จริงต่างหาก ไม่น่าจะนำมาโยงกับปัญหาเศรษฐกิจที่เป็นอยู่ในขณะนี้
แต่ความเป็นจริงแล้ว “พลังงาน” ก็คือเศรษฐกิจ การชะลอตัวของราคาหุ้นและราคาสินทรัพย์ทั่วโลก ก็เริ่มทำให้ความต้องการสินค้าต่างๆ ทั่วโลกลดลง เศรษฐกิจทั่วโลกก็เริ่มที่จะไม่ดี เศรษฐกิจโลกเริ่มชะลอตัวลง ส่งผลให้ความต้องการน้ำมันลดลงไปทั่วโลก ประกอบกับผู้ผลิตน้ำมันส่วนใหญ่ไม่ยอมลดกำลังการผลิต ก็ทำให้เกิดภาวะ “น้ำมันล้นตลาด”
สิ่งที่เกิดขึ้นในเวลานี้คือ ไม่ใช่ “น้ำมันล้นตลาด” เท่านั้น สินค้าโภคภัณฑ์หลากหลายประเภทพลอยมีราคาตกต่ำตามไปอีกด้วย ไม่ว่าจะเป็นเหล็ก ทองแดง หรือสินแร่อื่นๆ นอกจากนั้นยังรวมไปถึงสินค้าเกษตร ปริมาณน้ำมันและสินค้าโภคภัณฑ์จำนวนมหาศาลที่ล้นตลาดเหล่านี้ ก็เป็นเหตุทำให้เศรษฐกิจโลกปรับตัวลง ส่งผลให้มีการลดปริมาณการผลิตน้ำมันและสินค้าโภคภัณฑ์ เพื่อปรับตัวเข้าสู่ภาวะสมดุล
ดังนั้น หากเศรษฐกิจโลกยังไม่มีแนวโน้มดีขึ้น เราก็คงจะไม่ได้เห็นราคาน้ำมันเพิ่มขึ้นอย่างมากเป็นแน่
วันนี้เราคุยกันไปแล้วถึงสาเหตุ “ตลาดหุ้นช็อก” กันมาแล้ว 3 ข้อ ในวันต่อไปเราจะคุยกันที่เหลืออีก 3 ข้อ อย่าลืมนะครับว่าการลงทุนมีความเสี่ยง โปรดใช้วิจารณญาณก่อนการตัดสินใจลงทุน







