
เช็กกำลังภายในสปช. เกมคว่ำร่างรธน.ฝุ่นตลบ
บรรยากาศในสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) เวลานี้ถือว่าฝุ่นตลบ
โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์
บรรยากาศในสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) เวลานี้ถือว่าฝุ่นตลบ เพราะมีการเคลื่อนไหวระหว่างกลุ่มสนับหนุนกับกลุ่มให้โหวตคว่ำร่างรัฐธรรมนูญกันคึกคัก สองฝ่ายเกทับบลัฟแหลกถึงคะแนนเสียงสนับสนุนที่จะลงมติเห็นชอบหรือไม่ชอบกับร่างรัฐธรรมนูญ ในวันที่ 6 ก.ย.
ทั้งนี้ จำนวนเสียงที่จะตัดสินว่าร่างรัฐธรรมนูญผ่าน สปช.หรือไม่ อยู่ที่ 124 เสียง และเมื่อไล่เรียงความเคลื่อนไหวในช่วง 4-5 วันที่ผ่านมา เรียกได้ว่าฝ่ายสนับสนุนและฝ่ายคัดค้านต่างอ้างความได้เปรียบกันเต็มที่ และกว่าจะถึงวันลงมติโหวตร่างรัฐธรรมนูญ ยังมีผลให้บทสรุปออกได้ทุกหน้า “คว่ำ-ไม่คว่ำ”
เช็กกำลัง กลยุทธ์ของทั้งสองฝ่ายล่าสุด นั้นเริ่มจากฝ่ายให้คว่ำร่างรัฐธรรมนูญครั้งนี้ นำโดยกลุ่ม กมธ.ปฏิรูปการเมือง มี “สมบัติ ธำรงธัญวงศ์” เป็นแกนนำ และ กมธ.ปฏิรูปกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม ซึ่งมี “เสรี สุวรรณภานนท์” เป็นหัวหอก
การเคลื่อนไหวโค้งสุดท้ายของกลุ่มนี้ คือพุ่งเป้าหาเสียงกับ สปช.สายนักวิชาการและข้าราชการ พร้อม ยกจุดอ่อนของรัฐธรรมนูญมาถล่ม อาทิ เรื่องคณะกรรมการยุทธศาสตร์การปฏิรูปและการปรองดองแห่งชาติ (คปป.) ว่าจะเป็นปัญหาและเป็นการสืบทอดอำนาจ และย้ำว่าหาก สปช.โหวตผ่านร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้จะทำให้ สปช.เป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างปัญหาใหม่ในอนาคต จึงเห็นว่า สปช.ควรตัดไฟตั้งแต่ต้นลม
ขณะเดียวกัน “นิรันดร์ พันทรกิจ” ยังได้งัดประเด็นจำนวนเสียงประชามติว่า รัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) ปี 2557 แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 37 วรรค 7 ซึ่งระบุว่า “ถ้าผู้มีสิทธิออกเสียงประชามติโดยเสียงข้างมากเห็นชอบด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญ ให้นายกรัฐมนตรีนำร่างรัฐธรรมนูญขึ้นทูลเกล้าฯ ภายใน 30 วัน นับแต่วันประกาศผลการออกเสียงประชามติ” หมายความว่า การคำนวณคะแนนประชามติที่ผ่านความเห็นชอบจากประชาชนต้องมีเสียงเกินกึ่งหนึ่งของผู้มีสิทธิลงคะแนน ไม่ใช่ผู้มาใช้สิทธิลงคะแนน
ขณะนี้มีจำนวนผู้มีสิทธิทั้งหมด 47 ล้านคน หากจะให้ร่างรัฐธรรมนูญผ่านความเห็นชอบจากประชาชนจะต้องได้คะแนนเห็นชอบ 23.5 ล้านเสียง หากเทียบกับผลการทำประชามติเมื่อปี 2550 พบว่ามีประชาชนเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญเพียง 14 ล้านเสียงเท่านั้น ดังนั้นหากใช้เงื่อนไขการทำประชามติ โอกาสที่ร่างรัฐธรรมนูญจะผ่านประชามติไม่มีเลย 1,000%
ขณะที่ความเคลื่อนไหวของกลุ่มสมาชิก สปช.ที่สนับสนุนร่างรัฐธรรมนูญก็มีเป็นระยะ แม้ว่าส่วนหนึ่งจะกุมความได้เปรียบไว้พอสมควร แต่เพื่อความไม่ประมาท จึงจำเป็นต้องเดินสายทำความเข้าใจต่อไป เพื่อรวบรวมเสียงให้ได้มากกว่า 150 เสียง
ขุมกำลังหลักของการเดินสายพูดคุยกับสมาชิก สปช. คือ กมธ.ยกร่างฯ ที่เป็นสมาชิก สปช.จำนวน 20 คน ซึ่งต่างแยกย้ายทำความเข้าใจกับสมาชิก สปช. ทั้งกลุ่มจังหวัดและกลุ่มวิชาชีพ โดยพยายามอธิบายให้เห็นถึงข้อดีของร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ พร้อมกับยอมรับแบบตรงๆ ว่าร่างรัฐธรรมนูญอาจมีเนื้อหาที่ไม่เป็นที่พอใจทั้งหมด แต่ในภาพรวมโดยเฉพาะเรื่องสิทธิและเสรีภาพของประชาชนได้รับการพัฒนามากกว่ารัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 และ พ.ศ. 2550
ไม่เพียงเท่านี้ ยังทำความเข้าใจอีกว่าหาก สปช.ตัดสินใจลงมติคว่ำร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ จะมีผลให้ข้อเสนอต่างๆ ในร่างรัฐธรรมนูญที่มาจาก สปช.ต้องมีอันเป็นไปตามไปด้วย ซึ่งไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ในทางปฏิบัติ เนื่องจากการปฏิรูปประเทศในอนาคตจะไม่มีพิมพ์เขียวที่มาจากกฎหมายสูงสุดของประเทศ
ธีรยุทธ์ หล่อเลิศรัตน์ สมาชิก สปช.ในฐานะประธานคณะ กมธ.ปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดิน ยอมรับว่า อาจมี สปช.สายนักวิชาการและนักกฎหมายบางส่วนลงมติไม่เห็นด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญ แต่เชื่อว่าเสียงส่วนใหญ่ของ สปช.สายวิชาการและกฎหมายคงไม่ไปถึงขั้นคว่ำร่างรัฐธรรมนูญ เพราะมองว่าการร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นการร่างในสภาวะไม่ปกติ จึงมีความจำเป็นต้องมี คปป.มาเป็นองค์กรป้องกันความขัดแย้งไม่ให้มีการทำรัฐประหารอีก
“มั่นใจว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้จะผ่านความเห็นชอบจากที่ประชุม สปช.ในวันที่ 6 ก.ย. แต่เสียงคงไม่ขาดลอย” ธีรยุทธ์ ระบุ
“อมร วาณิชวิวัฒน์” สมาชิก สปช.ด้านการเมือง กล่าวว่า เนื้อหาในร่างรัฐธรรมนูญไม่มีปัญหา ดีพอจะรับได้ เช่น เรื่องอำนาจของ คปป.ก็เห็นว่าไม่ใช่ปัญหาใหญ่ หากไม่มีการนำไปตีความเพื่อหาผลประโยชน์ส่วนตน
“กรณีมีบางคนออกมาระบุว่าเสียงโหวตผ่านรัฐธรรมนูญมีถึง 200 เสียงนั้น คงเป็นแค่เรื่องโจ๊ก วันนี้ไม่มีทางเป็นไปได้แล้ว เพราะจากการนัดพบปะสมาชิก สปช.บางส่วน ที่โรงแรมดุสิตธานี เมื่อวันที่ 1 ก.ย.ที่ผ่านมานั้น ได้พูดคุยปัญหาบ้านเมือง โดยประเมินกันว่าเสียงโหวตน่าจะสูสีคู่คี่ เสียงไม่รับร่างอาจจะเกือบ 130 เสียงด้วยซ้ำไป เพราะล่าสุด สปช.สายปกครอง สายต่างจังหวัดบางส่วน เริ่มหันมาเทคะแนนทางไม่รับร่างมากขึ้นเรื่อยๆ แล้ว” อมร กล่าว
ด้าน “สุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย” รองประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ระบุว่า การตีความของ “นิรันดร์” ว่าการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญจะต้องใช้เสียงของผู้มีสิทธิออกเสียง ไม่ใช่ผู้มาใช้สิทธินั้น ตามรัฐธรรมนูญชั่วคราวฉบับแก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 37 วรรค 7 ระบุให้ยึดเสียงข้างมากเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญ แต่การตีความของนิรันดร์อาจทำให้ประเทศเดินหน้าไม่ได้ แต่ยังไม่เป็นปัญหา ขอให้ สปช.ได้ลงมติรับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญในวันที่ 6 ก.ย.ไปก่อน
ทุกความเห็นทั้งหมดอาจเป็นเพียงแค่การคาดการณ์และวิเคราะห์ตามสถานการณ์ แต่ของจริงจะปรากฏออกมาให้คนไทยทั้งประเทศได้เห็นอย่างเป็นทางการ 6 ก.ย.







