posttoday
กฎหมายการจดทะเบียนสิทธิบัตร ในประเทศอาเซียน (ตอนจบ)

กฎหมายการจดทะเบียนสิทธิบัตร ในประเทศอาเซียน (ตอนจบ)

02 กันยายน 2558

โดย...พวงรัตน์ อัศวพิศิษฐ์

โดย...พวงรัตน์ อัศวพิศิษฐ์

ในฉบับที่ผ่านมาได้เขียนความเหมือนและต่างกันของกฎหมายการจดสิทธิบัตรในแต่ละประเทศสมาชิกอาเซียนไปแล้ว ซึ่งความเหมือนกันนั้น เป็นหลักใหญ่ๆ ที่ประเทศที่เป็นสมาชิกอนุสัญญาองค์กรระหว่างประเทศ หรือความตกลงทั้งหลายที่เกี่ยวกับทรัพย์สินทางปัญญา จะต้องยึดถือปฏิบัติตาม หรือกำหนดไว้ในกฎหมายของประเทศตน สำหรับส่วนที่แตกต่างกันนั้น มักจะเป็นความแตกต่างที่ความตกลงระหว่างประเทศเปิดทางไว้ให้ เพราะถือเป็นประเพณีที่เคยปฏิบัติกันมา หรือเป็นบริบทเกี่ยวกับวัฒนธรรมประเพณีของประเทศนั้นๆ เช่น ทุกประเทศสมาชิกอาเซียนจะระบุไว้ชัดเจนว่าสิ่งประดิษฐ์ที่ขัดต่อศีลธรรมอันดีนั้นจดสิทธิบัตรไม่ได้

นอกจากนี้ ยังมีการกำหนดเงื่อนไขในเรื่องของการรับจดสิทธิบัตรยาแตกต่างกันออกไปบ้าง ทั้งนี้อาจเป็นเพราะระบบของกฎหมายของแต่ละประเทศไม่เหมือนกัน เช่น กฎหมายของประเทศบรูไนดารุสซาลาม จะค่อนข้างไปทางประเทศอังกฤษ ที่เคยมาวางรากฐานต่างๆ ไว้ จึงเป็นระบบที่เรียกว่า First-to-file ส่วนกรณีของประเทศไทย อินโดนีเซีย หรือแม้แต่ฟิลิปปินส์ ก็เป็นเรื่องของการจดทะเบียนก่อน

อย่างไรก็ตาม ความแตกต่างที่เห็นได้ชัดก็คือ ประเทศบรูไนดารุสซาลามได้ระบุไว้ชัดเจนในกฎหมายว่า การจดทะเบียนสิทธิบัตรต้องใช้เวลา 4 ปี การใช้เวลาจดสิทธิบัตรที่เกินกว่า 4 ปี ถือเป็น “Unreasonable delay” อย่างไรก็ตามโดยทั่วไปสิทธิบัตรที่ได้รับการจดทะเบียนแล้วจะต้องจ่ายเงินเป็นค่าต่ออายุทุกปี ยกเว้นจะใช้เวลาในการจดทะเบียนนานเกินสมควรดังกล่าวข้างต้น หรือกรณีของยา หากใช้เวลาในการให้ Marketing approval นานเกินไป ก็จะไม่ต้องจ่ายค่าต่ออายุทุกปี แต่จ่ายค่าธรรมเนียมเป็น 20 ปี ได้ในทีเดียว เป็นต้น

กรณีของประเทศสิงคโปร์นั้น หน่วยงานที่รับผิดชอบของเรื่องทรัพย์สินทางปัญญา หรือที่เรียกว่า IPOS (Intellectual PropertyOffice of Singapore) ไม่ได้ทำการตรวจสอบสาระสำคัญของการประดิษฐ์มาก่อนในอดีต เพียงแต่เมื่อมีผู้ยื่นขอจดสิทธิบัตรการประดิษฐ์ สำนักงานจะทำการตรวจสอบเบื้องต้น และเมื่อครบกำหนดเวลาที่ระบุไว้ในกฎหมาย ก็จะมีการประกาศโฆษณา ส่วนการตรวจสอบรายละเอียดของการประดิษฐ์ที่เรียกว่า Substantial examination นั้น IPOS จะใช้วิธีจ้างตรวจ หรือที่เรียกว่า Outsource ซึ่งต้องจ่ายค่าจ้างในการตรวจสาระสำคัญของการประดิษฐ์ อย่างไรก็ตาม ในที่สุด หรือเพิ่งมาระยะหลังนี้เองที่ IPOS หันมาตรวจสอบสาระสำคัญเอง ซึ่งเป็นเช่นเดียวกับประเทศสมาชิกอื่นๆ ของอาเซียน ยกเว้นเป็นกรณีที่มีการจดสิทธิบัตรผ่าน PCT (Patent Cooperation Treaty) ซึ่งประเทศสมาชิก PCT รวมทั้งประเทศไทยด้วย จะต้องแสดงเจตจำนงหรือตั้ง (designate) ประเทศที่ต้องการให้ตรวจสอบ การประดิษฐ์ ซึ่งจะตั้งไว้หลายประเทศก็ได้ ผลของการตรวจสอบนี้ส่วนใหญ่จะเป็นที่ยอมรับแล้วนำมาเป็นสิ่งอ้างอิง สำหรับผู้ตรวจสอบสาระสำคัญ พูดง่ายๆ ก็คือ เหมือนกับมีคนที่เชี่ยวชาญมาตรวจไว้ให้ชั้นหนึ่งก่อน ผู้ตรวจสอบจะลดความยุ่งยากไปมาก และลดภาระงานลงไปมาก รวมถึงระยะเวลาในการตรวจสอบด้วย

เมื่อพูดถึงตรงนี้ ทำให้ผู้เขียนนึกถึงกรณีของประเทศไทยได้ว่า การจดสิทธิบัตรนั้นล่าช้ามาก แม้ตามทฤษฎีจะแจ้งแล้วว่าไม่เกิน 5-6 ปี แต่บางราย การใช้เวลาไป 10 ปี แล้วยังไม่ได้ผลตรวจสอบว่าจะจดสิทธิบัตรได้หรือไม่ เนื่องจากทั้งความสามารถ คุณภาพ และจำนวนผู้ตรวจสอบสิทธิบัตรของไทยมีจำกัดมาก ไม่ว่าจะเทียบกับประเทศไหนในอาเซียน จนมีคำถามมาตลอดว่าทำไมไม่ “Outsource” แต่ก็ปรากฏว่า ทำไม่ได้ เพราะมีปัญหา Conflict of Interest เนื่องจากผู้ที่จะทำการตรวจสอบสาระสำคัญได้ก็คือ อาจารย์ในมหาวิทยาลัย ที่ต้องทราบเรื่องในสาขานั้นๆ ดี และส่วนใหญ่ก็ทำวิจัยเองด้วย การเข้าเป็นสมาชิก PCT จึงเท่ากับเป็นการ Outsource ไปส่วนหนึ่ง แค่ผู้ที่จะได้ส่งตรวจสอบก็เป็นพวกที่มีความสามารถในการจ่ายเงิน นักวิจัยไทยตาดำๆ นั้นต้องเข้าคิวกันต่อไป ลองถามดูสิว่าในกรมทรัพย์สินทางปัญญา มีใครตรวจสอบสาระสำคัญของไบโอเคมิสตรีได้ไหม จะหาคนยกมือคงยาก เหมือนงมเข็มในมหาสมุทร เวลาบอกว่าหมอขาดแคลน คนจะเข้าใจ แต่เวลาที่บอกว่าผู้ตรวจสอบเคมี ชีวะ ไบโอเคม ขาดแคลน จะได้ยินคำถามกลับมาว่า “แล้วไง” ก็ Outsource สิ ท่านทราบไหมว่าเมื่อสิบปีที่แล้วก่อนที่จีนจะประกาศตนเป็น Innovation Economy มีคำสั่งลงมาให้เพิ่มผู้ตรวจสอบปีละ 800 คน

สำหรับประเทศไทยเพียงแค่จะดึงเรื่องการกำหนดอัตรากำลัง และเงินเดือนของผู้ตรวจสอบมากำหนดเอง โดยกรมทรัพย์สินทางปัญญา เหมือนที่หลายๆ ประเทศในอาเซียนเขาทำกัน ที่เรียกว่า “Autonomous” ก็ยังทำไม่ได้ สรุปแล้ว เรื่องของการจดทะเบียนสิทธิบัตรของไทยนั้นถูกบอนไซ โดยผู้บริหารกระทรวงพาณิชย์เอง ที่ขาดความเข้าใจ บวกกับการหวงอำนาจของหน่วยงานที่กำหนดอัตรากำลัง ช่างเป็นเรื่องที่น่าเศร้าใจสำหรับประเทศไทยเหลือเกิน ยิ่งเมื่อเปิดเป็น AEC เขาก็จะไปจดทะเบียนสิทธิบัตรที่ประเทศอื่นๆ กันแล้วจึงนำหลักฐานมาจดทะเบียนในประเทศไทย ถึงตอนนั้นประเทศไทยก็แทบจะเป็นได้แค่ตรายาง แล้วประเทศไทยที่พูดว่า จะเป็นเศรษฐกิจฐานความรู้ จะแข่งขันกับชาวโลก จะเพิ่ม Competitiveness ก็คงต้องหมกมุ่นอยู่กับสินค้าเดิมๆ ค่อนไปในทางรับจ้างผลิต เพราะแม้แต่เพียงแค่นี้ ก็ยังไม่สามารถก้าวขึ้นจากหล่มได้ แล้วจะไปทำอะไร

ข่าวล่าสุด

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI