posttoday
ข้อมูลเพื่อประกอบการพัฒนาการศึกษา

ข้อมูลเพื่อประกอบการพัฒนาการศึกษา

01 กันยายน 2558

ช่วงนี้มีการพูดถึงการปฏิรูปการศึกษาอย่างครึกโครม ประกอบกับผู้เขียนมีบุตรที่กำลังอยู่ในวัยเรียนและอยู่ในระบบการศึกษา

โดย...ปกรณ์ นิลประพันธ์

ช่วงนี้มีการพูดถึงการปฏิรูปการศึกษาอย่างครึกโครม ประกอบกับผู้เขียนมีบุตรที่กำลังอยู่ในวัยเรียนและอยู่ในระบบการศึกษา ผู้เขียนและบุตรจึงนับเป็นผู้มีส่วนได้เสียโดยตรงในประเด็นนี้ จึงขอเสนอข้อมูลและความเห็นเพื่อประกอบการพิจารณาของสาธารณชนและผู้เกี่ยวข้องด้วย

บังเอิญว่าผู้เขียนมีโอกาสอ่านรายงานฉบับหนึ่งของ OECD รายงานฉบับนี้มุ่งเน้นไปที่การพัฒนาการศึกษาโดยเฉพาะ สรุปความได้ว่าโลกในอีก 20 ปีข้างหน้านั้น จะเป็นโลกที่เสมือนไร้สัญชาติ เพราะความก้าวหน้าของระบบการสื่อสารและการคมนาคมทำให้การอพยพย้ายถิ่นเป็นเรื่องที่ง่ายดายมาก

ประกอบกับแรงผลักดันทางเศรษฐกิจที่ทำให้แรงงานเคลื่อนย้ายอยู่ตลอดเวลาตามสภาวการณ์ของสภาพเศรษฐกิจโลกที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็วขึ้น และระบบเศรษฐกิจโลกจะโน้มเอียงไปในทางการให้บริการที่มีมูลค่าเพิ่มสูงผ่านระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ

เมื่อเป็นเช่นนี้ รายงานฉบับนี้จึงเสนอแนะว่าทุกประเทศจึงต้องพัฒนาการศึกษาให้รองรับกับการเปลี่ยนแปลงของโลกที่จะเกิดขึ้นในอนาคตที่ว่า กล่าวคือ ต้องพัฒนาบุคลากรของตนให้มีลักษณะ 3 ประการเรียงตามลำดับดังนี้

(1) มีความคิดสร้างสรรค์ (Creativity) เพราะความคิดสร้างสรรค์จะนำมาซึ่งการพัฒนานวัตกรรม (Innovation) ที่มีมูลค่าเพิ่มสูงมากกว่าการผลิตพื้นฐาน หรือการเป็นโรงงานรับจ้างประกอบ ที่เห็นได้ชัดเจนคือ อุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ และ Digital Contents ทั้งหลาย

(2) มีความสามารถในการอยู่ร่วมกันและทำงานร่วมกับผู้อื่น ซึ่งมีความแตกต่างหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นสัญชาติ ชาติพันธุ์ ศาสนา วัฒนธรรม ความเชื่อ ฯลฯ ได้อย่างดี (Collaboration) ดังนั้นคนยุคหน้าจึงต้องมีความฉลาดทางอารมณ์สูง เข้ากับผู้อื่นได้ดี มีอัตตาต่ำ เข้าใจและยอมรับความคิดเห็นของผู้อื่น

(3) มีความฉลาด (Talent)

สังเกตไหมครับว่าเขาจัดความฉลาดอยู่ในลำดับสุดท้าย เพราะผู้มีความฉลาดหากเข้ากับผู้อื่นไม่ได้ก็ไม่เป็นประโยชน์อันใดแก่การอยู่ร่วมกันและการทำงานเป็นทีม ทั้งยังอาจสร้างปัญหาขึ้นอีก

โดยส่วนตัวผู้เขียนเห็นว่าการพยากรณ์และข้อเสนอแนะของ OECD สอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาของโลก และมีความชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ ประเทศไทยจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเตรียมบุคลากรของเราให้มีคุณลักษณะทั้งสามประการดังกล่าว มิฉะนั้นประเทศไทยเราอาจต้องไปแอบอยู่มุมใดมุมหนึ่งในเวทีโลก

ผู้เขียนสังเกตว่าการศึกษาไทยที่ผู้เขียนประสบมาเอง และที่บุตรชายของผู้เขียนกำลังประสบอยู่นั้นเหมือนกัน เราทั้งสองรุ่นถูกสังคมรายล้อมปลูกฝังให้ต้อง “เรียนเก่ง” ไว้ก่อน เก่งที่ว่านี้คือต้องได้คะแนนสูงๆ เข้าไว้ ประกอบกับหลักสูตรการศึกษายังคงเป็นหลักสูตรที่ถูกกำหนดมาจากเบื้องบน

ดังจะเห็นได้ว่าทุกคนในแต่ละระดับชั้นต้องเรียนเหมือนกันทุกวิชา และแต่ละห้องต้องเรียนโดยใช้ตารางสอนเดียวกันหมดราวกับปลาทูในเข่ง ทั้งๆ ที่ผู้เรียนแต่ละคนมีบุคลิกลักษณะ ทักษะ และความถนัดที่แตกต่างกันตั้งแต่เกิด บางคนไม่ถนัดการคำนวณ บางคนไม่ถนัดภาษา บางคนถนัดพลศึกษา ฯลฯ แต่ทุกคนต้องเรียนเหมือนกันและต้องสอบข้อสอบเดียวกัน คะแนนตัดสินคือคะแนนรวม นัยว่าเพื่อความเป็นธรรม ซึ่งผู้เขียนสงสัยมาตั้งแต่เด็กแล้วว่ามันเป็นธรรมสำหรับผู้เรียนจริงหรือไม่ ในเมื่อทุกคนถนัดแตกต่างกัน

เรื่องความสามารถในการอยู่ร่วมกันและทำงานร่วมกับผู้อื่น ซึ่งมีความแตกต่างหลากหลายไม่ว่าจะเป็นสัญชาติ ชาติพันธุ์ ศาสนา วัฒนธรรม ความเชื่อ ฯลฯ นั้น ผู้เขียนไม่แน่ใจว่าระบบการศึกษาไทยในปัจจุบันนั้นเพียงพอแล้วหรือไม่ ผู้เขียนพบว่าเรายังมีค่านิยมที่ว่าเราไม่เคยตกเป็นเมืองขึ้นของใครอย่างเหนียวแน่น และค่านิยมนี้ทำให้เราไม่สนใจที่จะเรียนรู้และทำความเข้าใจชาติอื่น ไม่ต้องเอาอื่นไกล ประเทศเพื่อนบ้านเราก็ไม่ใส่ใจที่จะรู้

เรามักเรียนรู้เรื่องตะวันตกที่อยู่ห่างไกลมากกว่าเรื่องตะวันออกที่ใกล้กับตัวเรา แต่ก็ไม่แน่ใจว่ารู้ลึกรู้จริงหรือไม่ ผู้เขียนเห็นว่าเรายังไม่ได้เตรียมระบบการเรียนการสอนเพื่อรองรับพหุสังคม (Multicultural Society) เท่าที่ควร คงมีแต่ธงของชาติอาเซียนที่ติดตั้งปลิวไสวในสถานศึกษาเท่านั้น

สำหรับเรื่อง Creativity ผู้เขียนเห็นว่าระบบการศึกษาไทยเน้นความเก่งตามตำรา ทำอย่างไรจะได้คะแนนสูงๆ เป็นเป้าหมายหลัก ผู้เรียนจึงขาดความคิดสร้างสรรค์และจินตนาการอันเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศในอนาคต

ปีก่อนบุตรของผู้เขียนได้รับโอกาสไปเรียนร่วมกับนักเรียนชั้น ม.2 ของออสเตรเลีย เมื่อกลับมาผู้เขียนได้ขอดูสมุดจดวิชาต่างๆ ของเขา และสัมภาษณ์ว่าเขาเรียนอะไรอย่างไรบ้าง พบว่าเขาจัดการศึกษาตามความถนัดของผู้เรียนเป็นหลัก ไม่ใช่ความสะดวกของผู้สอน ผู้เรียนในห้องเดียวกันไม่ต้องเรียนเหมือนๆ กันทุกวิชา แต่ให้เรียนตามความสนใจของตัวเอง เช้าเรียนวิชาการแบบเดินเรียน ช่วงบ่ายเป็นวิชากิจกรรมและพลศึกษาก่อนกลับบ้าน

ว่าด้วยภาควิชาการ ในวิชา Geography ผู้เขียนถึงกับตกใจเมื่อพบว่าเขาสอนนักเรียนเกี่ยวกับ Tokyo Protocol ซึ่งว่าด้วย Carbon Emission ในฐานะที่พลเมืองออสเตรเลียเป็นส่วนหนึ่งของพลเมืองโลก เขามอบให้เด็กไปอ่านหนังสือแล้วมาพูดคุยถกเถียงกันในชั้น ไม่ใช่จดตามที่ครูเขียนบนกระดานดำเพื่อให้ไปท่องมาสอบ ครั้นเมื่อผู้เขียนไปสอนระดับปริญญาโทในสาขาเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติ และนิสิตล้วนแล้วแต่ทำงานมาแล้วไม่น้อยกว่า 5 ปี จึงลองให้นิสิตช่วยกันอธิบายเกี่ยวกับ Protocol ดังกล่าว ปรากฏว่าไม่มีผู้ใดสามารถตอบได้เลย!

ผู้เขียนไม่ใช่นักการศึกษาแต่เป็นนักกฎหมาย จึงไม่รู้ว่าจะพัฒนาการศึกษาท่าไหนดีจึงจะบรรลุถึงสิ่งที่ชาวโลกเขากำลังเดินไป จึงขอฝากข้อมูลเหล่านี้ไว้เพื่อประกอบการพิจารณาของนักปฏิรูปการศึกษาด้วย

เราเหลาะแหละต่อไปไม่ได้แล้ว และช้ากว่านี้อีกไม่ได้แล้ว

ข่าวล่าสุด

EmbeddingGemma 2 โมเดล AI ใหม่จาก Google รันได้บนสมาร์ทโฟน

EmbeddingGemma 2 โมเดล AI ใหม่จาก Google รันได้บนสมาร์ทโฟน