
ตำนานความขัดแย้งในวงการสาธารณสุข
ภาพความขัดแย้งในวงการสาธารณสุขดำรงอยู่อย่างต่อเนื่องจนคนจำนวนไม่น้อยรู้สึกระอา และตั้งคำถามว่า เมื่อไรจะสงบกันเสียที
โดย...นพ.วิชัย โชควิวัฒน
ภาพความขัดแย้งในวงการสาธารณสุขดำรงอยู่อย่างต่อเนื่องจนคนจำนวนไม่น้อยรู้สึกระอา และตั้งคำถามว่า เมื่อไรจะสงบกันเสียที
คำถามดังกล่าวเกิดขึ้นจากความเชื่อว่า “ความสงบ” หมายถึง “ความสามัคคี” ซึ่งเป็นสิ่งดีงาม เพราะ “สามัคคีคือพลัง” วงการสาธารณสุขจึงควรสงบและสามัคคี หรือให้สามารถสร้าง “สาธารณสุข” ให้บังเกิดแก่ประชาชน หากไม่สงบและไม่สามัคคี นอกจากไม่สามารถสร้างสาธารณสุขขึ้นได้แล้ว ยังอาจทำให้เกิด “สาธารณทุกข์” ขึ้นด้วย
แต่แท้จริงแล้ว ความขัดแย้งหาใช่สิ่งชั่วร้ายเสมอไปไม่ บ่อยครั้งที่ความขัดแย้งเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ หากต้องการให้เกิดการเปลี่ยนแปลง และการเปลี่ยนแปลงนั้นก่อผลกระทบแก่บุคคลหรือกลุ่มบุคคล บางครั้งหรือบ่อยครั้ง ความขัดแย้งนำไปสู่การแก้ปัญหา หรือนำไปสู่สิ่งที่ดีกว่า
ดังนั้น จึงจำเป็นจะต้องมองปรากฏการณ์ความขัดแย้งอย่างแยกแยะ ไม่อาจเหมารวมว่าความขัดแย้ง คือการแตกสามัคคี และก่อให้เกิดผลเลวร้ายเสมอไป
นอกจากต้องมองปรากฏการณ์ความขัดแย้งอย่างแยกแยะแล้ว สิ่งสำคัญสำหรับผู้มีอำนาจหน้าที่หรือผู้เกี่ยวข้องก็คือจะต้อง “จัดการความขัดแย้งอย่างถูกต้อง” โดยยึดเป้าหมายคือ “ประโยชน์สุข” ของประชาชน นั่นคือจะต้องดำเนินรอยตามพระยุคลบาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ทรงประกาศพระปฐมบรมราชโองการว่า “เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม”
กลับมาที่ความขัดแย้งในวงการสาธารณสุข
ในช่วงสามปีที่ผ่านมา นับตั้งแต่ นพ.ณรงค์ สหเมธาพัฒน์ ได้รับแต่งตั้งเข้ามาดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงสาธารณสุข เมื่อวันที่ 1 ต.ค. 2555 ความขัดแย้งก็ขึ้นสู่กระแสสูง เหตุสำคัญที่ความขัดแย้งขึ้นสู่กระแสสูง เพราะความมุทะลุและกล้าอย่างบ้าบิ่นของ นพ.ณรงค์ ซึ่งผู้มีอำนาจแต่งตั้งรู้หรือควรรู้อยู่แล้วว่า การแต่งตั้ง นพ.ณรงค์ จะทำให้เกิดความขัดแย้งรุนแรง นพ.ณรงค์ จึงมิใช่ตัวเลือกของเจ้ากระทรวงสาธารณสุขในเวลานั้น แต่ผู้มีอำนาจเหนือเจ้ากระทรวงเวลานั้นตัดสินใจเลือก นพ.ณรงค์ ด้วยความอ่อนหัดในเวทีการเมืองและการบริหาร
ผลร้ายเกิดขึ้นทั้งสองด้าน ด้านหนึ่งคือความชอกช้ำใจของผู้มีอำนาจแต่งตั้งตัวเอง อีกด้านหนึ่งคือการเสียเวลาและเสียโอกาสของวงการสาธารณสุขที่ควรแก้ปัญหาของประชาชนได้มากกว่านี้ นับเป็นการสูญเสียโอกาสและเสียเวลาไปอย่างสูญเปล่านานถึงสามปีเต็มๆ
ปัญหาใหญ่ที่สุดของวงการสาธารณสุขไทยในขณะนี้คือปัญหาความไม่เพียงพอของบริการ ทำให้โรงพยาบาลของรัฐแทบทุกแห่งแน่นและแออัดเหมือนตลาดสด คนไข้ล้นทั้งแผนกคนไข้นอก และแผนกคนไข้ใน เรือนพักคนไข้จำนวนมากต้องเสริมเตียงกันจนล้นออกไปตามระเบียง บางตึกล้นออกไปถึงหน้าบันได นอกจากทำให้เกิดความอึดอัด ไม่สะดวกแก่การให้การรักษาพยาบาลแล้ว ยังมีโอกาสแพร่โรคสูงระหว่างคนไข้ด้วยกันเอง
ความแออัดเหล่านี้มิได้เกิดเพราะประชาชนคนไทยป่วยบ่อยกว่าชนชาติอื่น หรือเพราะระบบ “รักษาฟรี” ทำให้ประชาชนไปใช้บริการพร่ำเพรื่อจนโรงพยาบาลต่างๆ แน่นไปหมด แต่ต้นเหตุสำคัญเพราะบริการของเรามีไม่เพียงพอที่จะให้ “บริการที่จำเป็น” แก่ประชาชน ลองเปรียบเทียบกับญี่ปุ่นจะเห็นได้ชัด และสามารถเปรียบเทียบกันได้ เพราะญี่ปุ่นกับไทยมีอะไรคล้ายกันหลายอย่าง
ญี่ปุ่นถูกบังคับให้เปิดประเทศโดยพลเรือจัตวาเปอร์รี เมื่อ พ.ศ. 2397 ประเทศไทยถูกบังคับให้ทำสัญญาเบาริ่ง เมื่อ พ.ศ. 2398 ญี่ปุ่นปฏิรูปประเทศครั้งใหญ่ในรัชสมัยพระจักรพรรดิเมจิ ซึ่งครองราชย์ระหว่าง พ.ศ.2410-2454 ประเทศไทยก็ปฏิรูปประเทศครั้งใหญ่ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งครองราชย์ระหว่าง พ.ศ. 2411-2453
ญี่ปุ่นสร้างระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าจนครอบคลุมประชากรทั้งประเทศเมื่อ พ.ศ. 2504 ไทยก็สร้างหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าสำเร็จเมื่อ พ.ศ. 2544
ข้อแตกต่างที่สำคัญ ณ ปัจจุบัน คือ ญี่ปุ่นมีระบบบริการ คือ โรงพยาบาลและคลินิกให้บริการประชาชนรวมราว 2 แสนแห่ง แต่ประเทศไทยมีน้อยกว่า 10 เท่า
เรามีโรงพยาบาลสังกัดกระทรวงสาธารณสุขในระดับต่างๆ คือ ระดับโรงพยาบาลศูนย์ โรงพยาบาลทั่วไปเกือบร้อยแห่ง โรงพยาบาลชุมชนระดับอำเภอราว 700 กว่าแห่ง โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลราวหมื่นแห่ง แล้วราว 1.1 หมื่นแห่ง มีโรงพยาบาลสังกัดมหาวิทยาลัย กระทรวงกลาโหม และอื่นๆ อีกราวร้อยแห่ง มีคลินิกเอกชนเข้ามาร่วมให้บริการในระบบหลักประกันสุขภาพทุกระบบอีกจำนวนหนึ่ง รวมทั้งหมดราว 1.2 หมื่นแห่งเท่านั้น
จำนวนแพทย์ ทันตแพทย์ เภสัชกร พยาบาล และเจ้าหน้าที่สาธารณสุขอื่นๆ ของญี่ปุ่นมีมากกว่าเรา 6-10 เท่า ขณะที่ญี่ปุ่นมีประชากรมากกว่าเราเพียงเกือบ 2 เท่า เท่านั้น โรงพยาบาลต่างๆ ของญี่ปุ่นจึงไม่มีแห่งใดที่มีสภาพเหมือนตลาดสดอย่างบ้านเรา
อาจมีคำถามว่า คนญี่ปุ่นสุขภาพดีกว่าเราและไปใช้บริการน้อยกว่าเราหรือเปล่า โรงพยาบาลของเขาจึงไม่แออัด คำตอบคือ ตรงกันข้าม ญี่ปุ่นมีคนสูงอายุมากกว่าเรามาก ทำให้ไปใช้บริการบ่อยกว่าของเรา นั่นคือคนญี่ปุ่นไปใช้บริการเฉลี่ยคนละ 12 ครั้ง/ปี ขณะที่คนไข้บัตรทองของเราไปใช้บริการเฉลี่ยคนละ 3.7 ครั้ง/ปีเท่านั้น น้อยกว่าคนญี่ปุ่นกว่า 3 เท่า
น่าเสียดายที่ นพ.ณรงค์ มิได้แก้ปัญหาสำคัญนี้เลย นพ.ณรงค์ เลือกแก้ปัญหาเรื่องแรก คือ บังคับใช้ระบบค่าตอบแทน โดยระบบพีฟอร์พี มุ่งเพิ่มค่าตอบแทนให้แพทย์และเจ้าหน้าที่ในโรงพยาบาลขนาดใหญ่ในเมือง ลดค่าตอบแทนแพทย์ในชนบท ทำให้เกิดการต่อต้านรุนแรง มีการชุมนุมหลายครั้งจนรัฐบาลต้องเข้ามายุติศึกโดยการเปิดเจรจาที่ทำเนียบฯ บังคับให้กระทรวงสาธารณสุข “ถอย” เรื่องพีฟอร์พี
ผลคือความขัดแย้งคลี่คลายลงได้ระดับหนึ่ง แต่ประชาชนไม่ได้อะไรเลย







