posttoday
ส่วนต่างดอกเบี้ย เผือกร้อนผู้ว่าธปท.คนใหม่

ส่วนต่างดอกเบี้ย เผือกร้อนผู้ว่าธปท.คนใหม่

13 กรกฎาคม 2553

ความสงสัยในเรื่องอัตราดอกเบี้ยเงินกู้และเงินฝากที่ไม่สมดุลกันยังค้างคาใจประชาชนไม่เลิกรา เพราะธนาคารพาณิชย์คิดดอกเบี้ยลูกค้ารายใหญ่ชั้นดี ประเภทเงินกู้แบบมีระยะเวลา หรือเอ็มแอลอาร์ 5.875%


ความสงสัยในเรื่องอัตราดอกเบี้ยเงินกู้และเงินฝากที่ไม่สมดุลกันยังค้างคาใจประชาชนไม่เลิกรา เพราะธนาคารพาณิชย์คิดดอกเบี้ยลูกค้ารายใหญ่ชั้นดี ประเภทเงินกู้แบบมีระยะเวลา หรือเอ็มแอลอาร์ 5.875%

 

ส่วนต่างดอกเบี้ย เผือกร้อนผู้ว่าธปท.คนใหม่

อัตราดอกเบี้ยลูกค้ารายใหญ่ชั้นดี ประเภทเงินเบิกเกินบัญชี หรือเอ็มโออาร์ 6.125% อัตราดอกเบี้ยลูกค้ารายย่อยชั้นดี หรือเอ็มอาร์อาร์ 6.375%

แต่ทางด้านเงินฝากนั้น เงินฝากออมทรัพย์ ธนาคารให้ดอกเบี้ยไว้ที่ 0.5% ส่วนดอกเบี้ยเงินฝากประจำ 12 เดือน อยู่ที่ 1.75% ส่วนที่สูงที่สุดคือเงินฝาก 37 เดือน อยู่ที่ 5% ซึ่งคิดเป็นจำนวนเงินฝากเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

หากคิดคร่าวๆ เอาดอกเบี้ยเงินฝากและดอกเบี้ยเงินกู้มาลบกัน ก็จะเห็นว่าส่วนต่างดอกเบี้ยรับและจ่ายห่างกันมากอย่างน่าเกลียด

เรื่องส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิที่กำลังถกเถียงกันอยู่ตอนนี้ ถ้าเดินไปถามธนาคารพาณิชย์ ซึ่งเปรียบเหมือนพ่อค้า ก็ต้องยืนยันว่าตัวเองไม่ได้เอาเปรียบ เพราะการคิดส่วนต่างดอกเบี้ยรับและจ่ายสุทธิจะต้องนำเอาค่าใช้จ่ายต่างๆ ของธนาคารมารวมก่อนที่จะลบกับรายได้

คนที่รู้ดีที่สุดว่าส่วนต่างดอกเบี้ยรับและจ่ายสุทธิของธนาคารพาณิชย์รับอยู่ คือ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)

ธปท.จึงเป็นที่พึ่งเดียวของประชาชน ในฐานะผู้กำกับดูแลธนาคารพาณิชย์ ต้องสร้างความเป็นธรรมให้เกิดขึ้นกับลูกค้ารายย่อยชั้นดี ภาระนี้ นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย ว่าที่ผู้ว่าการ ธปท.คนใหม่ น่าจะรู้ข้อมูลมากที่สุด

จากข้อมูลของนายประสารที่บอกว่า ปีก่อน ส่วนต่างดอกเบี้ยรับและจ่ายสุทธิของธนาคารพาณิชย์ทั้งระบบเฉลี่ยอยู่ที่ 3.3% ขณะที่ ธปท. บอกว่า อัตราเฉลี่ยอยู่ที่ 2.78% เท่านั้น

ขณะที่ธนาคารพาณิชย์แต่ละแห่งกลับแบ๊ะ แบ๊ะ มีเพียงคำอธิบายการทำธุรกิจธนาคารพาณิชย์ที่ว่า ธุรกิจนี้มีความเสี่ยง ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยที่ได้มา จะต้องนำมาหักความสูญเสียหากลูกค้าเป็นหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) รวมทั้งต้องมีการกันเงินไว้ตั้งสำรองเผื่อหนี้สงสัยจะสูญที่ปล่อยกู้ไปอีกด้วย

การอธิบายในมุมนี้ของนายแบงก์ จึงเท่ากับว่า ธุรกิจธนาคารพาณิชย์จะกลายเป็นธุรกิจเดียวที่ไม่มีความเสี่ยง เพราะต้นทุนทุกอย่างโยนให้กับลูกค้าไว้หมดแล้ว

ฉะนั้นเท่ากับว่า ลูกค้าชั้นดีก็ต้องอุ้มลูกค้าชั้นเลว ทุกวันนี้ลูกค้ารายย่อยชั้นดี จ่ายเงินกู้ตรงเวลา ไม่เคยเบี้ยว ไม่เคยขาดส่ง กลับไม่เคยได้รับการดูแลอย่างเป็นธรรมในเรื่องดอกเบี้ย

ดอกเบี้ยเงินกู้ลูกค้ากลุ่มนี้แพงอย่างไร ก็ยังคงแพงอย่างนั้น ทั้งที่ไม่เคยสร้างภาระให้กับธนาคาร

ในทางตรงกันข้าม ธนาคารยังยืนยันหน้าตาเฉย ลูกค้ามีสิทธิเลือกได้ว่าจะใช้บริการของธนาคารพาณิชย์ใด หากถูกคิดดอกเบี้ยแพง ก็เลือกไปอยู่กับธนาคารใหม่

ทั้งที่ในความเป็นจริง การเป็นลูกค้ารายย่อยกู้เงินจากธนาคารไหนก็ไม่ต่างกัน เพราะโครงสร้างธนาคารพาณิชย์ในบ้านเรา เรียกว่าฮั้วแบบไม่ได้ตั้งใจได้เต็มปาก อำนาจอยู่ในธนาคารขนาดใหญ่ 4 อันดับแรก ธนาคารกรุงเทพ กรุงไทย กสิกรไทย และไทยพาณิชย์

หากทั้งหมดเดินนำขบวนอย่างไร ธนาคารที่เหลือ 10 กว่าแห่ง ก็ต้องเดินตาม

อย่างการจะคิดดอกเบี้ยเงินกู้ หากสมมติวันนี้ธนาคารกรุงเทพ ซึ่งเป็นธนาคารขนาดใหญ่อันดับหนึ่ง ประกาศขึ้นดอกเบี้ยเงินกู้ทันที สิ่งที่จะเห็นตามมาคือ ธนาคารทุกแห่งขึ้นดอกเบี้ยเงินกู้ตามธนาคารกรุงเทพกันเป็นพรวน

ระบบอย่างนี้ไม่ได้เรียกว่าการแข่งขันอย่างเสรี แต่เรียกว่าฮั้วกันอย่างเสรี โดยที่ ธปท.ก็ทำอะไรไม่ได้

ขณะที่ลูกค้าขนาดใหญ่กู้เงินแต่ละที ธนาคารแทบจะให้กู้ฟรี คิดดอกเบี้ยเงินกู้ลูกค้ารายใหญ่ชั้นดี (เอ็มแอลอาร์) ลบ 12% หรืออาจมากกว่านั้น ยังไม่นับรวมการปล่อยกู้ให้กับกลุ่มบริษัทที่มีสายสัมพันธ์อันดี หรือจะกลุ่มธุรกิจเครือข่ายนักการเมือง

เท่ากับทุกวันนี้ ธนาคารพาณิชย์กำลังนำกำไรจากส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยลูกค้ารายย่อยไปอุ้มการขาดทุนการปล่อยกู้ลูกค้ารายใหญ่ ซึ่งธนาคารได้ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยต่ำติดดิน

หรือถ้ามากกว่านั้น ลูกค้ารายย่อยชั้นดีอาจต้องกระเตงความสูญเสียจากการเป็นหนี้เน่าของกลุ่มลูกค้ารายใหญ่ที่ธนาคารพาณิชย์ปล่อยกู้แบบเอาหูไปนาเอาตาไปไร่ ทั้งที่ความเสี่ยงที่เกิดขึ้นก็เกิดขึ้นจากกระบวนการควบคุมความเสี่ยงของธนาคารพาณิชย์ที่หละหลวม หรือปล่อยกู้เพราะโดนการเมืองแทรก

สิ่งที่เกิดขึ้นในระบบธนาคารพาณิชย์ไทย ยังสร้างความแปลกใจให้กับทีมวิจัยจากต่างประเทศ

นายวิลเลม เเวน เดอ กีสท์ ผู้นำทีมวิจัย ECORYS กล่าวว่า ไทยควรให้ใบอนุญาตประกอบกิจการธนาคารเพิ่ม ปล่อยให้ผู้เล่นเข้ามามากขึ้นอย่างไม่เลือกปฏิบัติ เพราะปัจจุบันค่าธรรมเนียมค่อนข้างแพง และส่วนต่างดอกเบี้ยของไทยกว้างมาก เพราะผู้ให้บริการมีน้อยราย ถ้าการแข่งขันสูงขึ้น ผู้บริโภคจะได้ประโยชน์

“ทุกวันนี้ในไทยมีสาขาธนาคารต่างชาติจำนวนไม่น้อย แต่ที่ยังไม่เกิดการแข่งขัน เพราะข้อจำกัดให้เปิดได้เพียง 1 สาขา ขนาดเอทีเอ็มยังนับเป็น 1 สาขา ซึ่งผมไม่เคยเจอที่ไหนมาก่อน ต่างชาติจึงแข่งขันไม่ได้ และสถิติที่ผ่านมา 4 แบงก์รายใหญ่ลดค่าธรรมเนียมลงมาน้อยมาก ส่วนต่างดอกเบี้ยสูง 67% เทียบกับสิงคโปร์ 5% และมาเลเซีย 3% สะท้อนถึงการแข่งขันเกิดขึ้นน้อยมากในภาคการเงินไทย” นายวิลเลม กล่าว

ด้านแหล่งข่าวจาก ธปท. เปิดเผยรายได้ดอกเบี้ยรับและจ่ายสุทธิของธนาคารพาณิชย์ในปี 2553 โดยคาดว่ารายได้ดอกเบี้ยรับและจ่ายสุทธิของธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ 4 แห่ง จะมีการปรับตัวเพิ่มขึ้น

 


รายได้ดอกเบี้ยรับและจ่ายสุทธิของ ธนาคารกรุงเทพ จะอยู่ที่ระดับ 3.13.2% ธนาคารไทยพาณิชย์ จะอยู่ที่ระดับ 3.43.5% ธนาคารกสิกรไทย จะอยู่ที่ระดับ 3.73.8% และธนาคารกรุงศรีอยุธยา จะอยู่ที่ระดับ 5.15.2% โดยธนาคารกรุงศรีอยุธยาจะเป็นธนาคารพาณิชย์ที่มี NIM โดดเด่นมากที่สุด ซึ่งเป็นผลมาจากการควบรวมฐานสินเชื่อของจีอีเข้ามา เพราะฐานสินเชื่อส่วนใหญ่ของจีอีจะเป็นสินเชื่อบุคคล ซึ่งมีส่วนต่างดอกเบี้ยสูงถึงประมาณ 15%

ในส่วนของธนาคารพาณิชย์ที่เน้นสินเชื่อเช่าซื้อ เช่น ทิสโก้ไฟแนนเชียล กรุ๊ป ทุนธนชาต และธนาคารเกียรตินาคินนั้น อาจจะได้รับผลกระทบค่อนข้างมากหากอัตราดอกเบี้ยนโยบายมีการปรับตัวเพิ่มขึ้น เพราะอัตราดอกเบี้ยของสินเชื่อเช่าซื้อจะเป็นแบบคงที่ และมีระยะเวลาค่อนข้างยาว ซึ่งเมื่อมีการปรับเพิ่มขึ้นของอัตราดอกเบี้ยก็จะทำให้ต้นทุนเงินฝากปรับเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ส่วนต่างดอกเบี้ยแคบลง

ทั้งนี้ คาดว่ารายได้ดอกเบี้ยรับและจ่ายสุทธิของทิสโก้ในปีนี้จะอยู่ที่ระดับ 4% ขณะที่ธนชาตนั้น คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 3.7% แต่เชื่อว่าหลังจากควบรวมกิจการกับนครหลวงไทยเสร็จเรียบร้อยจะทำให้ NIM มีการปรับตัวลดลงเล็กน้อย โดย NIM จะอยู่ที่ระดับประมาณ 3.43.5%

ขณะที่ข้อมูลอีกด้านจากบริษัทหลักทรัพย์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) คาดการณ์ รายได้ดอกเบี้ยรับและจ่ายสุทธิ ไตรมาสที่ 2 ของธนาคารพาณิชย์ ได้แก่ ธนาคารกรุงเทพ คาดว่ารายได้ดอกเบี้ยรับและจ่ายสุทธิ ปรับตัวดีขึ้นเล็กน้อยมาอยู่ที่ 2.89% เพราะสินเชื่อที่ฟื้นตัวในไตรมาสที่ 2 ประกอบกับเงินฝากที่ลดลงต่อเนื่องจากไตรมาสแรก และคาดว่า รายได้ดอกเบี้ยรับและจ่ายสุทธิ ในครึ่งปีหลังมีแนวโน้มปรับตัวเพิ่มขึ้นจากสินเชื่อที่มีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่อง ประกอบกับอัตราดอกเบี้ยมีแนวโน้มที่จะปรับตัวขึ้นในช่วงครึ่งปีหลัง

ธนาคารกรุงไทย รายได้ดอกเบี้ยรับและจ่ายสุทธิ ไตรมาส 2 อ่อนตัวลงเมื่อเทียบไตรมาสก่อนหน้า จาก 2.96% มาอยู่ที่ 2.66%

ธนาคารกสิกรไทย รายได้ดอกเบี้ยรับและจ่ายสุทธิ ไตรมาส 2 ปรับตัวเพิ่มขึ้นเล็กน้อยมาอยู่ที่ 3.73%

ธนาคารกรุงศรีอยุธยา รายได้ดอกเบี้ยรับและจ่ายสุทธิ ปรับตัวลดลงจาก 5.03% ในไตรมาสที่ 1 เป็น 4.73% แต่คาด NIM ในช่วงครึ่งปีหลังมีโอกาสปรับตัวเพิ่มขึ้นตามการฟื้นตัวของสินเชื่อและแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยขาขึ้น

ธนาคารทิสโก้ รายได้ดอกเบี้ยรับและจ่ายสุทธิ ไตรมาสที่ 2 ปรับตัวลดลงจาก 5.1% เป็น 4.9% จากการแข่งขันสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ แต่อย่างไรก็ตามคาด NIM จะทรงตัวในระดับสูงในช่วงที่เหลือของปี จากสัดส่วนเงินฝากออมทรัพย์ที่เพิ่มขึ้นช่วยลดความเสี่ยงจากทิศทางอัตราดอกเบี้ยขาขึ้น ส่งผลให้ประมาณการ NIM ปี 53 เพิ่มขึ้นจาก 4.7% เป็น 5%

ทั้งหมดจึงเป็นภาพรวมสะท้อนรายได้ดอกเบี้ยรับและจ่ายสุทธิ ที่สรุปคร่าวๆ ได้ว่า ปัจจุบันธนาคารพาณิชย์ยังกินรายได้ดอกเบี้ยรับและจ่ายสุทธิพุงกาง เกิดจากการคิดดอกเบี้ยเงินกู้สูง และจ่ายดอกเบี้ยเงินฝากต่ำ

นี่คือระบบธนาคารพาณิชย์ไทยที่กำลังง่อยเปลี้ย และล้มเหลวการดูแลลูกค้ารายย่อยชั้นดี ฉะนั้นถึงเวลาผู้ว่าการแบงก์ชาติคนใหม่ ควรสังคายนาความไม่เป็นธรรมที่เกิดจากการทำกำไรสูงสุดของธนาคารพาณิชย์เสียที

...ทีมข่าวการเงิน

ข่าวล่าสุด

เอาท์ซอร์สโปรดักชั่น โกยภาษีบาป 5 ปี 60 ล้าน กำไรต่อเนื่อง สวนทาง ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน

เอาท์ซอร์สโปรดักชั่น โกยภาษีบาป 5 ปี 60 ล้าน กำไรต่อเนื่อง สวนทาง ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน