
กมธ.ยกร่างฯย้ำรธน.ใหม่เพิ่มอำนาจพลเมือง
กรรมาธิการยกร่างฯยืนยันรัฐธรรมนูญใหม่เพิ่มอำนาจพลเมืองให้มีส่วนร่วมการเมืองมากขึ้น
กรรมาธิการยกร่างฯยืนยันรัฐธรรมนูญใหม่เพิ่มอำนาจพลเมืองให้มีส่วนร่วมการเมืองมากขึ้น
เมื่อวันที่ 27 ส.ค. คณะกรรมาธิการ(กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญ จัดกิจกรรม "กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูฐพบสื่อมวลชน" เป็นวันที่ 2 โดยวัตถุประสงค์เพื่อเปิดโอกาสให้สื่อมวลชนสามารถซักถามประเด็นสำคัญเกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งวันนี้มีวาระอธิบายถึงสาระสำคัญของร่างรัฐธรรมนูญว่ามีความก้าวหน้ามากกว่ารัฐธรรมนูญปี 2540 และ 2550 อย่างไรบ้าง
นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธานกมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ กล่าวว่า ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เป็นร่างที่สามารถแก้ไขปัญหาในอดีตได้ เนื่องจากได้เพิ่มพลังอำนาจให้แก่ประชาชน ในการบังคับวิถีประชาธิปไตย โดยให้สิทธิเสรีภาพ และการมีส่วนร่วมของประชาชนมากกว่ารัฐธรรมนูญ 2540 และ 2550 โดยเฉพาะด้านการสร้างความเป็นพลเมือง
นายบวรศักดิ์ กล่าวว่า ซึ่งเป็นรากฐานในการขจัดการซื้อสิทธิขายเสียง และการเป็นพลเมืองนั้น จะช่วยสร้างจิตสำนึกรวมถึงความรับผิดชอบต่อบ้านเมือง ชุมชน รวมทั้งจิตสำนึกที่ดี ในการปฏิบัติหน้าที่รักษากฎหมาย มีจิตสาธารณะที่เหมาะสมในการบริหารราชการแผ่นดินทุกระดับ ด้วยการมีส่วนร่วม รับรู้ ให้ความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องในชุมชน สังคม ตลอดจนการกำหนดนโยบายสาธารณะ และร่วมตรวจสอบการทำงาน เพื่อให้มีความโปร่งใส และมีความเหมาะสม
จากนั้น นายปกรณ์ ปรียากร โฆษกกมธ.ยกร่างฯ กล่าวว่า เจตนารมณ์ของร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้มีความพยายามในการสร้างพลเมืองให้เป็นใหญ่ ทำให้ประชาชนมีความพร้อมที่จะมีบทบาทสำคัญในการบริหารราชการแผ่นดินในเชิงการทำหน้าที่ขั้นพื้นฐาน มีบทบาทและมีส่วนร่วมทางการเมืองทางการเมืองและการบริหารราชการแผ่นดิน ไม่อยากให้ประชาชนมีบทบาทและอำนาจแค่วันเลือกตั้งเท่านั้น แต่พอหลังจากนั้นอำนาจก็ไปสู่นักการเมืองและข้าราชการประจำ
อย่างไรก็ตาม รัฐธรรมนูญฉบับใหม่จึงเพิ่มพลังอำนาจประชาชน บังคับวิถีประชาธิปไตยไม่ใช่นักการเมืองบังคับวิถีประชาธิปไตย โดยเจตนารมณ์ที่แท้จริง คือ ให้ประชาชนเป็นฐานพลังในการสรรสร้างการเมืองไทยและบ้านเมืองไทย อีกทั้งในหมวดสิทธิและเสรีภาพของประชาชนนั้นก็ได้ให้ความคุ้มครองกับสื่อมวลชน ในฐานะที่เป็นพลังของการสร้างสติในสังคม โดยร่างรัฐธรรมนุญฉบับนี้จะช่วยให้สื่อมวลชนมีสิทธิและเสรีภาพในการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารปราศจากการครองงำจากฝ่ายต่างๆได้
นอกจากนี้ ยังเพิ่มอำนาจให้กับประชาชนด้วยการให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวนไม่น้อยกว่า 1 หมื่นคน สามารถเสนอร่างกฎหมายเกี่ยวกับสิทธิเสรีภาพและแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ และเปิดให้ประชาชนเข้ามานำเสนอกฎหมายในสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาได้ และให้ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งไม่น้อยกว่า2 หมื่นคนเข้าชื่อถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้ นับว่าเป็นการยกระดับของภาคประชาชนซึ่งเป็นความหวังของการสรรสร้างประชาธิปไตยให้มีความก้าวหน้ามากยิ่งขึ้น
"ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้เกิดขึ้นจากการเรียกร้องให้มีการปฏิรูป จึงนำมาสู่การมีบทบัญญัติในภาคที่ 4 ว่าด้วยการปฏิรูปและการสร้างความปรองดอง กำหนดให้มีคณะกรรมการยุทธศาสตร์การปฏิรูปและการปรองดองแห่งชาติ (คปป.) เข้ามาทำหน้าที่กำกับและควบคุมการปฏิรูปช่วงประชาธิปไตยในระยะเปลี่ยนผ่าน ดังนั้นจึงเชื่อว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นรัฐธรรมนูญที่แตกต่างจากรัฐธรรมนูญที่ผ่านมาโดยสิ้นเชิง"นายปกรณ์ กล่าว
ขณะที่ น.ส.สุภัทรา นาคะผิว โฆษกกมธ.ยกร่างฯ กล่าวว่า การปกป้องสิทธิเสรีภาพเป็นพลังพื้นฐานของความเข้มแข็ง เมื่อดูควบคู่ทั้งหมวดสิทธิเสรีภาพและแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ จะพบว่ามีการวางหลักประกันส่งเสริมคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นตั้งแต่เด็กจนถึงคนวัยชรา มีระบบการเงินการคลังที่ลดความเหลื่อมล้ำในสังคม อีกทั้งประชาชนจำนวนหนึ่งหมื่นรายชื่อสามารถยื่นเสนอร่างกฎหมายได้
ด้าน น.ส.สมสุข บุญญะบัญชา กมธ.ยกร่างฯ กล่าวว่า ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้เปิดโอกาสให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมทางการเมืองมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะการกำหนดให้มีสมัชชาพลเมืองเปิดโอกาสให้พลเมืองสามารถมาสร้างเวทีร่วมกันและพัฒนาพื้นที่ เช่นเดียวกับบทบัญญัติในส่วนที่มาของสมาชิกวุฒิสภา ที่กำหนดให้สว.สรรหามีตัวแทนจากพหุนิยม อาทิ ตัวแทนเกษตรกร แรงงาน ปราชญ์ชาวบ้าน เข้ามามีส่วนร่วมในการตัดสินใจในพื้นที่ทางการเมือง
ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวได้สอบถามกรณีที่มีสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) เรียกร้องให้กมธ.ยกร่างฯที่เป็นสปช.ทบทวนการลงมติรับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญในวันที่ 6 ก.ย.นี้ เนื่องจากเกรงว่าจะเข้าข่ายผลประโยชน์ทับซ้อน โดยนายมานิจ สุขสมจิตร รองประธานกมธ.ยกร่างฯ ระบุว่า รัฐธรรมนูญไม่ได้มีข้อห้ามในเรื่องดังกล่าวไว้ จากนั้นได้เชิญให้สื่อมวลชนออกจากห้องประชุม โดยไม่เปิดโอกาสให้ซักถามต่อ พร้อมให้เหตุผลว่ากมธ.ยกร่างฯมีวาระที่คั่งค้างโดยต้องรีบพิจารณาให้แล้วเสร็จ







