
เศรษฐกิจโลกถดถอย?
ผมเพิ่งเขียนบทความนี้ตอนเช้าวันจันทร์ที่ผ่านมา ปรากฏว่าดัชนีตลาดหลักทรัพย์ได้ลดลงไปแล้ว 52 จุด ตามการลดลงของตลาดหลักทรัพย์ทั่วโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในจีนและสหรัฐอเมริกา
ผมเพิ่งเขียนบทความนี้ตอนเช้าวันจันทร์ที่ผ่านมา ปรากฏว่าดัชนีตลาดหลักทรัพย์ได้ลดลงไปแล้ว 52 จุด ตามการลดลงของตลาดหลักทรัพย์ทั่วโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในจีนและสหรัฐอเมริกา
ในขณะเดียวกันราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกก็ลดลงต่ำสุดในรอบ 6 ปี ใกล้จะหลุดระดับ 40 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล และมีคนทำนายว่าอาจลดลงต่ำถึง 30 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ถ้าผู้ผลิตน้ำมันยังผลิตน้ำมันออกมาแข่งกันขายเพื่อรักษาส่วนแบ่งตลาดที่ลดลงเพราะความต้องการในตลาดโลกลดลง
นอกจากนั้น วันนี้ยังมีข่าวว่าเวียดนามได้ประกาศลดค่าเงินด่องลงเพื่อรักษาตลาดส่งออกไม่ให้ถูกจีนแย่งไป เพราะได้ลดค่าเงินหยวนลงไปก่อน ส่วนประเทศเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซียก็มีปัญหาทำให้เงินริงกิตอ่อนค่าลงอยู่ที่ 3.56 ริงกิต/เหรียญสหรัฐ ต่ำสุดในรอบ 6 เดือนที่ผ่านมา คือด้อยค่าลงไป 10.8% และมีแนวโน้มที่จะอ่อนค่าลงต่อไป
ส่วนเงินบาทของไทยเมื่อเทียบกับเงินเหรียญสหรัฐก็อ่อนค่าลงไปเหลือ 35.74 บาท/เหรียญสหรัฐ อ่อนสุดในรอบ 6 ปี เพราะปัญหาการส่งออกหนี้ครัวเรือน ฯลฯ ที่ทำให้เศรษฐกิจไม่ขยายตัวตามเป้าหมายที่ลดลงแล้วลดลงอีกหลายครั้ง
ปัญหาทั้งหลายทั้งปวงนี้ ผมหยิบมาพูดให้ท่านผู้อ่านได้เห็นภาพกว้างๆ ว่า เรากำลังอยู่ในสถานการณ์อย่างไร จะได้เตรียมตัวรับได้ถูกต้องอย่างมีสติ
น่าคิดว่าขณะนี้โลกกำลังเข้าสู่ภาวะถดถอยอีกครั้งหนึ่งหรือไม่ หลังจากภาวะเศรษฐกิจตกต่ำที่เกิดขึ้นระหว่างปี 1971-1982 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่เกิดวิกฤตตลาดน้ำมันแพงอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน และหลังจากนั้นได้มีการปรับตัวจนฟื้นขึ้น จนถึงประมาณปี 2007 ที่ได้เกิดวิกฤตการเงินขึ้นในสหรัฐและระบาดไปทั่วโลก รัฐบาลอเมริกันต้องใช้เงินจำนวนมหาศาลเข้าไปช่วยเพิ่มทุนในสถาบันการเงินต่างๆ ที่ได้รับความเสียหายจากการปล่อยสินเชื่อเข้าสู่ระบบซับไพรม์ หรือการปล่อยสินเชื่อโดยมีสัญญาจำนองรองรับเป็นทอดๆ กันหลายทอดจากสัญญาจำนองพื้นฐานเพียงสัญญาเดียว และเป็นต้นกำเนิดของการอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบของธนาคารกลางอเมริกาที่เรียกว่าคิวอี ซึ่งขยายตัวขึ้นเรื่อยๆ และหลายประเทศเริ่มใช้มาตรการเดียวกันเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจของตัวเอง จนปัจจุบันมีผู้ประมาณว่าได้มีการอัดฉีดเงินกว่า 28 ล้านล้านเหรียญสหรัฐเข้าสู่ระบบ
คำถามที่น่าคิด คือ ทำไมเม็ดเงินจำนวนมหาศาลที่อัดฉีดเข้าไปในระบบ จึงไม่สามารถทำให้เศรษฐกิจขยายตัวตามเป้าหมาย แต่กลับทำให้เศรษฐกิจโลกถดถอย ความต้องการในตลาดโลกลดลง ประเทศที่ต้องพึ่งพาอาศัยรายได้จากการส่งออกเพื่อสร้างความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ กลับส่งออกได้น้อยลงและมีรายได้ลดลง เพราะราคาสินค้าส่งออกลดลง โดยเฉพาะสินค้าเกษตรและสินค้า
โภคภัณฑ์อื่นๆ
ความจริงถ้าได้เหตุผลง่ายๆ คือ เมื่อมีเม็ดเงินมหาศาลไหลเข้าระบบผ่านระบบธนาคารและตลาดทุน ก็มีการใช้เงินประเภทนี้สร้างอินฟราสตรัคเจอร์ต่างๆ ศูนย์การค้าคอนโดมิเนียม และบ้านจัดสรรกันอย่างก้าวกระโดด จนถึงระดับหนึ่งก็จะเกิดสภาพที่เรียกว่าฟองสบู่ ทำให้เศรษฐกิจหยุดขยายตัวอย่างกะทันหัน ความต้องการวัตถุดิบเพื่อใช้และเพื่อการบริโภคหดตัวลงอย่างที่เป็นอยู่
ว่ากันตามความจริงแล้ว ปัญหาเศรษฐกิจโลกหดตัวนั้นล้วนแล้วแต่มีจุดกำหนดขึ้นในสหรัฐอเมริกาทั้งสิ้น ตั้งแต่ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ในปี 1930 ที่เรียกว่า The Great Depression ภาวะเงินฝืดในปี 1970 จนส่งให้ภาวะเศรษฐกิจถดถอยในปัจจุบันที่ถือกำเนิดมาจากวิกฤตการเงินซับไพรม์ในสหรัฐในปี 2007 ซึ่งแต่ละครั้งเมื่อเกิดภาวะเงินฝืดจะกินเวลานานหลายปี เช่น ถ้านับว่าภาวะเศรษฐกิจโลกในปัจจุบันเป็นส่วนหนึ่งของปัญหาวิกฤตการเงินในปี 2007 ก็นับเวลาได้เกือบ 8 ปีแล้ว
ท่านผู้อ่านอาจสงสัยว่าเศรษฐกิจโลกกำลังเข้าสู่ภาวะถดถอยจนถึงระดับที่เรียกว่า เงินฝืดจริงหรือไม่
ผมคิดว่าไม่มีใครยืนยันได้ว่าอะไรจะเกิดขึ้น แต่ถ้าลองเอาสภาวะเงินฝืดที่เคยเกิดขึ้นในอดีตมาเทียบเคียงกับสถานการณ์ในปัจจุบัน จะเห็นความใกล้เคียงของสภาพการณ์จนน่าตกใจ
ผมคัดประวัติศาสตร์ว่าด้วยเรื่องภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ หรือ The Great Depression มาจาก Wikipedia เพราะไม่มีเวลาหาข้อมูลจากแหล่งอื่นมาเล่าสู่กันฟัง
ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่นั้นเกิดขึ้นระหว่างปี 1930 มีผลทำให้จีดีพีรวมของโลกลดลงร้อยละ 15 โดยเริ่มขึ้นจากการที่ราคาหุ้นในสหรัฐตกอย่างกะทันหันและรุนแรง และขยายตัวไปทั่วโลกในวันที่ 24 ต.ค. 1929 ที่เรียกว่า Black Tuesday
เศรษฐกิจตกต่ำครั้งนั้นทำให้เศรษฐกิจทั้งของประเทศที่พัฒนาแล้วและประเทศที่กำลังพัฒนาได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง รายได้ของประชากร รายรับภาษีของรัฐบาล กำไรของบริษัท และระดับราคาสินค้าลดลง มูลค่าการค้าระหว่างประเทศลดลงกว่า 50% อัตราการว่างงานในสหรัฐพุ่งสูงขึ้น 25% และในบางประเทศสูงขึ้น 33%
นอกจากนั้น ภาคการอุตสาหกรรม การก่อสร้าง และภาคการเกษตรหยุดชะงัก ราคาสินค้าเกษตรลดลงถึง 60% ทุกประเทศทั่วโลกได้รับผลกระทบโดยทั่วหน้ากัน
เหตุการณ์ครั้งนั้นกว่าจะผ่อนคลายความรุนแรงลง กินเวลาประมาณ 5 ปี หรือในบางประเทศถึง 10 ปี ก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 จะเกิดขึ้น
ผมคัดข้อความเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงเศรษฐกิจโลกตกต่ำมาให้ท่านผู้อ่านลองพิจารณาดูว่ามีอะไรใกล้เคียงกับสถานการณ์ในปัจจุบันหรือไม่ เช่น ราคาหุ้นตก ราคาสินค้าเกษตรและสินค้าโภคภัณฑ์ตก การค้าระหว่างประเทศลดลง รัฐบาลเก็บภาษีได้น้อยลง รายได้ที่แท้จริงของประชากรลดลง บริษัทมีกำไรลดลง ท่านลองเปรียบเทียบดูเอาเองก็แล้วกันว่ามีอะไรคล้ายหรือแตกต่างกันบ้าง
ถ้าท่านไม่เชื่อว่าโลกกำลังก้าวเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอยตามวงจรเศรษฐกิจที่อาจเป็นโอกาสอันงามที่จะเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาสได้ซื้อสินทรัพย์ราคาถูก ยิ่งถ้าสามารถกู้เงินมาลงทุนได้ก็ถือว่าเป็นโอกาสอันงาม เพราะอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ยังอยู่ในระดับต่ำสุดในรอบหลายสิบปี
แต่ถ้าท่านคิดว่ามีโอกาสที่เศรษฐกิจโลกจะถดถอย และทำให้เศรษฐกิจใกล้ตัวท่านถดถอยไปด้วย วิธีดีที่สุดคือการป้องกันตัวโดยถือเงินสดไว้ก่อน เพราะในยามวิกฤตเงินสดคือพระเจ้า หรือ Cash is King หรือลงทุนในสินทรัพย์ที่มีค่าในตัวเองและมีสภาพคล่องสูงพอสมควร เช่น ทองคำ หางานสำรองไว้บ้าง ในกรณีที่จำเป็นลดค่าใช้จ่ายให้มากที่สุด และที่สำคัญที่สุดคืออย่าก่อหนี้โดยเด็ดขาด เพราะถ้าเกิดวิกฤตเศรษฐกิจจริง อัตราดอกเบี้ยจะพุ่งทะยานขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะการกู้ยืมในเมืองไทย ซึ่งส่วนใหญ่คิดอัตราดอกเบี้ยแบบลอยตัว
จะคิดอย่างไรเป็นสิทธิของท่านครับ







