
รัฐระวังกับดักเศรษฐกิจ กระตุ้นบริโภคจนลืมลงทุน
โดย...เสาวรส รณเกียรติ
โดย...เสาวรส รณเกียรติ
จุดเด่นของคณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดประยุทธ์ 3 ที่เพิ่งคลอดออกมา เห็นจะเป็นเรื่องการให้พลเรือนเข้ามาเป็นรัฐมนตรีเพื่อแก้ไขในกระทรวง หรือจุดที่กำลังเป็นปัญหาสำคัญของประเทศ
ทั้งกระทรวงพาณิชย์ที่ได้ อภิรดี ตันตราภรณ์ มือหนึ่งด้านเจรจาการค้า มาเปิดท่อการค้าระหว่างประเทศที่เคยตันมาเป็นเวลากว่า 1 ปีให้ไหลลื่นขึ้น ขณะเดียวกันก็ดัน ดอน ปรมัตถ์วินัย จาก รมช.ต่างประเทศ ขึ้นมาเป็น รมว.ต่างประเทศ ซึ่งจะทำให้ 2 กระทรวงนี้ สามารถร่วมมือกันเปิดตลาดการค้าใหม่ๆ ในยามที่ประเทศคู่ค้าหลักที่นำเข้าสินค้าจากไทยยังอยู่ในภาวะซบเซา
คาดหมายได้ว่าหลังจากนี้ อภิรดี และดอน จะเดินหน้าการเจรจาความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก (TPP) ที่สหรัฐพยายามอย่างหนักในการผลักดันให้กลุ่มประเทศเอเชีย รวมถึงไทยเข้าร่วม ที่สำคัญคือ น่าจะมีการเดินหน้าเจรจาการค้าอาเซียนบวก 3 ที่เพิ่มจีน เกาหลีใต้ และญี่ปุ่น รวมทั้งต่อยอดไปถึงอาเซียนบวก 6 ที่จะมีออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และอินเดียเข้าร่วมวง ซึ่งจะทำให้ไทยได้ประโยชน์จากวงเจรจานี้มากที่สุด
ขณะเดียวกัน การให้พลเรือนอย่าง อาคม เติมพิทยาไพสิฐ ขึ้นนั่งตำแหน่ง รมว.คมนาคม ที่กุมงบประมาณด้านการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานไว้จำนวนมาก ก็น่าจะทำให้มีความคืบหน้าในการดำเนินการโครงการขนาดใหญ่ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นการลงทุนของภาคเอกชนได้
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าในกระทรวงที่เป็นจุดอับของเศรษฐกิจ จะมีการดึงพลเรือนมาเป็นรัฐมนตรีเพื่อปลดล็อกการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจ แต่รัฐบาลและทีมเศรษฐกิจประยุทธ์ 3 ก็ต้องระวังที่จะไม่ก้าวไปสู่กับดักเดิมๆ เหมือนรัฐบาลในอดีตก่อนเปลี่ยนการปกครอง ที่มุ่งแต่จะแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แก้ปัญหาระยะสั้น และละเลย ละทิ้งการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจเพื่อแก้ปัญหาในระยะยาว
ขณะเดียวกัน ก็ต้องเห็นใจทีมเศรษฐกิจประยุทธ์ 3 ที่ก้าวเข้ามาทำหน้าที่ภายใต้สถานการณ์ที่รับมือได้ยากยิ่ง โดยเฉพาะภาวะเศรษฐกิจที่ซบเซามายาวนานกว่าที่คาดไว้ จากการส่งออกที่ทรุดตัว ขณะที่การบริโภคภายในประเทศก็มีปัญหา เพราะหนี้ครัวเรือนสูงแตะ 80% ของจีดีพี ตามมาด้วยเกษตรกรที่เป็นผู้บริโภคกลุ่มใหญ่มีรายได้ต่ำลงจากราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ ทำให้แทบไม่เหลือรายได้ให้จับจ่ายใช้สอยได้ตามปกติ
จึงไม่น่าแปลกใจที่ภาคธุรกิจและประชาชนส่วนใหญ่จะมีความคาดหวังและมุ่งให้ทีมเศรษฐกิจประยุทธ์ 3 เร่งออกมาตรการเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการกระตุ้นการบริโภค เพราะเชื่อว่าจะทำให้เงินหมุนเวียนมากขึ้น สามารถลืมตาอ้าปากได้ทั้งประชาชนและผู้ประกอบธุรกิจ
ส่วนรัฐบาลเองก็เพิ่งปรับเปลี่ยน ครม.มา ก็ต้องเร่งสร้างผลงานด้านเศรษฐกิจให้เห็นผลเป็นรูปธรรมและจับต้องได้ จึงน่าจะได้เห็นการออกมาตรการเพื่อหวังผลระยะสั้น สร้างความยอมรับต่อประชาชน
อย่างไรก็ตาม กอบศักดิ์ ภูตระกูล ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ เห็นว่าหากรัฐบาลจะกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการบริโภค ก็ไม่ควรเน้นมาก ควรทำเพียงเพื่อให้ประชาชน โดยเฉพาะภาคเกษตรหรือรากหญ้าที่รายได้ลดลงจากราคาสินค้าเกษตรพออยู่ได้ หรือผ่อนหนักให้เป็นเบา แต่ไม่ควรจะเน้นกระตุ้นให้มากเกินไป เพราะกลุ่มนี้มีหนี้ครัวเรือนจำนวนมาก เหมือนคนป่วย ไม่ควรฝืนให้มีการใช้จ่ายมาก และยากที่จะทำให้การบริโภคมาขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้
กอบศักดิ์ มองว่าสิ่งที่รัฐบาลต้องทำ คือ หาทางเพิ่มรายได้ให้คนในประเทศด้วยการส่งสัญญาณเรื่องการลงทุนภาครัฐ ทั้งรถไฟทางคู่ช่วงชุมทางถนนจิระ-ขอนแก่น สนามบินสุวรรณภูมิระยะที่ 2 สวนมักกะสัน การประมูล 4จี ซึ่งจะทำให้ภาคเอกชนเริ่มมีการใช้จ่าย มีการจ้างงาน รายได้ประชาชนก็จะเพิ่มขึ้นตาม
กอบศักดิ์ ระบุว่า นี่คือหัวใจของการเพิ่มรายได้ให้ประชาชน รัฐบาลต้องลงทุนโครงการเหล่านี้ให้ได้ภายในครึ่งแรกของปีหน้า ไม่ใช่แค่เซ็นเอ็มโอยูเท่านั้น
ขณะเดียวกัน ด้านการส่งออกนั้น กอบศักดิ์ ระบุว่า ถ้าเป็นไปได้รัฐบาลควรหาทางส่งเสริมการค้าของไทยในกลุ่มประเทศซีแอลเอ็มวี (กัมพูชา ลาว เมียนมา เวียดนาม) โดยขจัดปัญหาที่เป็นอุปสรรคต่างๆ ออกไป เพราะมูลค่าการส่งออกไปประเทศเหล่านี้มีเกือบ 90% ของมูลค่าที่ส่งออกไปสหรัฐแล้วในปัจจุบัน และยังมีอัตราเติบโต 6-7% ต่อปีอีกด้วย รวมทั้งควรเปิดตลาดไปยังจีนตะวันตก หรือคุนหมิง ที่เศรษฐกิจภูมิภาคนี้ยังขยายตัวได้ 9% ต่อปีอีกด้วย เพราะทำใจได้เลยว่าตลาดจีนโดยรวมและยุโรปจะชะลอตัวไปอีกอย่างน้อย 5 ปี กว่าที่จะฟื้นตัวขึ้นมาได้
เช่นเดียวกับ อมรเทพ จาวะลา ผู้อำนวยการสำนักวิจัย สายบริหารความเสี่ยง ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย ที่เห็นว่ารัฐบาลจะต้องทำควบคู่กันไป ทั้งการปฏิรูปเศรษฐกิจและการช่วยเหลือเยียวยากลุ่มผู้มีรายได้น้อย กลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ
“แต่การช่วยเหลือต้องระวัง อย่าไปสร้างความหวังให้กับคนกลุ่มนี้ว่าจะอยู่ได้ด้วยการสนับสนุนจากรัฐ โดยไม่คิดจะปรับเปลี่ยนวิธีการเพาะปลูก ไม่ปรับเปลี่ยนการผลิต เพราะฉะนั้นหากรัฐบาลจะช่วยคนกลุ่มนี้ ก็จะต้องสื่อสารและสร้างแรงจูงใจให้มีการปรับเปลี่ยนการเพาะปลูกด้วย เพราะหากอุดหนุนภาคเกษตรอย่างยืดเยื้อ สุดท้ายจะต้องใช้เวลานานในการปฏิรูป” อมรเทพ ระบุ
จะเห็นได้ว่าไม่มีใครปฏิเสธเรื่องการช่วยเหลือกลุ่มรากหญ้า เพราะต่างเข้าใจดีว่ารัฐบาลประยุทธ์ 3 เข้ามาในสถานการณ์ความคาดหวังที่สูงยิ่ง ว่าจะสร้างบรรยากาศเศรษฐกิจใหม่ๆ ที่สดใสดีกว่าเดิมได้ แต่สิ่งที่ทั้ง กอบศักดิ์ และอมรเทพ เตือนก็คือ การดูแลต้องเป็นไปเพื่อผ่อนหนักเป็นเบา หรือเป็นการเยียวยาเท่านั้น การอัดฉีดเงินจนก่อให้เกิดกำลังซื้อเพื่อให้เศรษฐกิจโตคงยาก
ขณะเดียวกัน การกระตุ้นกำลังซื้อโดยภาครัฐนั้น หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องใช้เม็ดเงินงบประมาณจำนวนมาก ซึ่งในสถานการณ์ที่การจัดเก็บรายได้ไม่สมดุลกับรายจ่ายในปัจจุบันนี้ ประกอบกับมีโครงการลงทุนขนาดใหญ่ที่รอจะใช้เงินงบประมาณจำนวนมาก รัฐบาลจึงจำเป็นต้องจัดสรรทรัพยากรที่มีอยู่ใช้ให้คุ้มค่า
นอกจากนี้ หากรัฐหวังที่จะใช้เงินนอกงบประมาณ โดยให้ธนาคารเฉพาะกิจของรัฐมาช่วยเหลือก็ต้องระมัดระวังมากขึ้น เพราะปัจจุบันได้มีการโอนการกำกับดูแลธนาคารเฉพาะกิจของรัฐไปที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) แล้ว แม้จะไม่มีการใช้กฎเกณฑ์ที่เข้มงวดเหมือนธนาคารพาณิชย์ แต่ธนาคารเฉพาะกิจของรัฐก็ปล่อยกู้ตามนโยบายไม่คล่องตัวเหมือนที่ผ่านมา
และการใช้สินเชื่อ หรือให้ผู้บริโภคเป็นหนี้เพื่อกระตุ้นกำลังซื้อ ก็ไม่น่าจะใช่แนวทางที่ถูกต้องมากนัก เมื่อคิดถึงวิธีการบริหารเศรษฐกิจของรัฐบาลในอดีต ที่มุ่งเน้นให้คนเป็นหนี้ ทั้งหนี้รถคันแรก หนี้บัตรเครดิต
สินเชื่อบุคคล สุดท้ายก็สร้างปัญหาให้ผู้กู้ จนกำลังซื้อหดหายอยู่ในปัจจุบัน
การบริหารเศรษฐกิจท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจและตลาดเงินโลก แม้จะเป็นสิ่งท้าทายสำหรับทีมเศรษฐกิจชุดใหม่นี้ แต่การบริหารที่สามารถปฏิรูประบบเศรษฐกิจไทย และโครงสร้างพื้นฐานของไทยให้รับมือกับปัญหาในอนาคต น่าจะเป็นสิ่งที่สำคัญยิ่งกว่า
มิฉะนั้น เศรษฐกิจไทยก็ตกอยู่ภายใต้กับดักเดิมๆ ไม่สามารถหลุดพ้นออกมาได้







