
เงินอ่อนไม่กู้ส่งออก ตลาดโลกยังแย่ไร้แรงซื้อ
โดย...ก้องภพ เทอดสุวรรณ
โดย...ก้องภพ เทอดสุวรรณ
ความพยายามในการปรับลดอัตราแลกเปลี่ยนค่าเงินหยวนของทางการจีน ส่งผลให้ค่าเงินของกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ในเอเชียดิ่งลงตามไปด้วย เนื่องจากนักลงทุนไม่ไว้ใจสภาพความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน และถอนเงินทุนไปไว้ในสินทรัพย์ที่มีความปลอดภัย
ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา จีนปรับอัตราแลกเปลี่ยนอ้างอิงสกุลเงินหยวนกับเหรียญสหรัฐถึง 3 ครั้ง จนทำให้ค่าเงินหยวนจากเดิมอยู่ที่ราว 6.12 หยวน/เหรียญสหรัฐ อ่อนค่าลงมาอยู่ที่ 6.40 หยวน/เหรียญสหรัฐเท่านั้น
ความเคลื่อนไหวดังกล่าวกลายเป็นการฉุดค่าเงินของประเทศเพื่อนบ้านจีนอย่างเกาหลีใต้ ญี่ปุ่น ไต้หวัน รวมถึงสกุลเงินสมาชิกของกลุ่มประเทศสมาคมประชาชาติเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) ให้อ่อนค่าลงตามไปด้วย
เห็นได้จากค่าเงินรูเปียห์ที่อ่อนค่าลงเมื่อเปรียบเทียบกับช่วงวันจันทร์ที่ผ่านมาถึง 1.4% อยู่ที่ 13,710 รูเปียห์/เหรียญสหรัฐ ถือเป็นหนึ่งในสกุลเงินที่อ่อนค่าลงมากที่สุดในเอเชีย และมีแค่สกุลเงินริงกิตของมาเลเซียเท่านั้นที่มีผลงานแย่กว่า โดยค่าเงินริงกิตมาเลเซีย อ่อนค่าลงถึงราว 3.8% มาอยู่ที่ 4.080 ริงกิต/เหรียญสหรัฐ ซึ่งถือว่าต่ำที่สุดในรอบ 17 ปี
ขณะที่ค่าเงินวอนของเกาหลีใต้ดิ่งลงถึง 1.4% ลงมาอยู่ที่ 1,179.1 วอน/เหรียญสหรัฐ ส่วนค่าเงินเยนอ่อนค่าลงไปอยู่ที่ราว 124.50 เยน/เหรียญสหรัฐ หลังจากที่ธนาคารกลางจีน (พีบีโอซี) ประกาศ
ส่วนค่าเงินเหรียญไต้หวันอ่อนลงถึง 1.9% ฟิลิปปินส์เปโซอ่อนลง 1.1% และเงินบาทอ่อนค่าลง 0.4%
อย่างไรก็ตาม แม้ค่าเงินของกลุ่มประเทศเหล่านี้จะอ่อนค่าลง แต่กลับไม่สามารถสร้างแรงกระตุ้นการส่งออก ซึ่งถือว่าเป็นภาคส่วนหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศในภูมิภาคนี้ได้เลย
ทั้งนี้ ต้องเข้าใจก่อนว่าหากมองในกรอบของเศรษฐศาสตร์แล้ว เมื่อค่าเงินอ่อนลงจะส่งผลให้สินค้าส่งออกมีราคาถูกลงไปด้วย สายตาต่างชาติเมื่อเทียบกับคู่แข่ง การอ่อนค่าเงินจึงกลายเป็นกลยุทธ์สำคัญสำหรับการกระตุ้นการส่งออกของประเทศที่ต้องพึ่งพาการส่งออก
ทว่า ในปัจจุบันแม้ค่าเงินจะอ่อนลงมาก แต่ตลาดส่งออกหลายแห่งกลับมีสภาพเศรษฐกิจที่อยู่ในภาวะชะลอตัวเช่นกัน
ตลาดส่งออกส่วนใหญ่ของกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่อยู่ที่สหรัฐ จีน และกลุ่มประเทศในสหภาพยุโรป ซึ่งถือเป็นตลาดนำเข้าทั้งการบริโภคและการนำเข้าเพื่อแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่าและส่งออกต่อ ซึ่งถือเป็นเรื่องที่โชคร้ายอย่างมากที่ทั้ง 3 เขตเศรษฐกิจเผชิญกับสภาพชะลอตัวพร้อมกันอย่างเห็นได้ชัด
ยืนยันได้จากความเคลื่อนไหวของเศรษฐกิจสหรัฐที่แม้จะเป็นประเทศเดียวในขณะนี้ที่พอจะพูดได้ว่ากำลัง “ฟื้นตัว” กระนั้นประเด็นความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจสหรัฐก็ยังคงเป็นประเด็นที่ค้างคาใจของหลายฝ่าย โดยเฉพาะธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ที่ยังไม่ยอมปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย เนื่องจากกังวลว่าการตัดสินใจปรับขึ้นดอกเบี้ยในเวลาที่ไม่เหมาะสมอาจไปรบกวนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจได้
ข้ามฟากไปที่ฝั่งยุโรป สภาพเศรษฐกิจยุโรปยังคงอยู่ในสภาพสุ่มเสี่ยง แม้จะได้รับแรงหนุนจากการอัดฉีดเม็ดเงินเพื่อเพิ่มสภาพคล่องจากธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) แล้วก็ตาม เนื่องจากความเสี่ยงจากวิกฤตหนี้กรีซที่ยังคงคุกรุ่น รวมถึงปัญหาที่ยืดเยื้อด้านโครงสร้างเศรษฐกิจ เช่น ปัญหาว่างงานและปัญหาสังคมผู้สูงอายุ รวมไปถึงปัญหาความขัดแย้งกับรัสเซียต่อกรณีวิกฤตยูเครนที่รัสเซียเข้าไปผนวกรวมแคว้นไครเมียกลับมาเป็นส่วนหนึ่งของอธิปไตย
ด้านจีนกลายเป็นหนึ่งในประเทศที่อยู่ในสภาพเศรษฐกิจติดเบรกเช่นกัน เนื่องจากเห็นได้ชัดว่าปีนี้เศรษฐกิจจีนเติบโตต่ำที่สุดในรอบ 20 ปี ขณะที่การค้าระหว่างประเทศมีสัดส่วนที่ลดลง ทั้งการนำเข้าและการส่งออกที่ถือเป็นภาคส่วนสำคัญของเศรษฐกิจ
เท่ากับว่าสภาพเศรษฐกิจของกลุ่มประเทศเหล่านี้ชะลอตัวพร้อมกันถ้วนหน้า เงินที่จะนำมานำเข้าสินค้าจากประเทศตลาดเกิดใหม่ก็ปรับตัวลดลง พูดอีกนัยหนึ่งคือ แม้สินค้าจะราคาถูกลง แต่ก็ไม่สามารถเพิ่มยอดขายได้ เนื่องจากตลาดผู้ซื้อไม่มีกำลังซื้อ
กรณีดังกล่าวพิสูจน์ได้จากสัดส่วนการค้าของกลุ่มเศรษฐกิจรายใหญ่ในช่วงครึ่งปีแรกที่ผ่านมา โดยมูลค่าการค้าของจีนในช่วงครึ่งปีแรกของปีนี้ ตามรายงานของกรมศุลกากร ปรากฏว่าลดลงถึง 6.9% มาอยู่ที่ 11.53 ล้านล้านหยวน (ราว 65.675 ล้านล้านบาท)
ในฐานะที่จีนเป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับที่ 2 ของโลก และถือเป็นประเทศที่เป็นกำลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจของหลายประเทศ การชะลอตัวของเศรษฐกิจจีนกระทบต่อเศรษฐกิจหลายประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศที่เน้นการส่งออกทรัพยากรอย่างออสเตรเลีย
การส่งออกของออสเตรเลียที่มีมูลค่าลดลงตามความเคลื่อนไหวของเศรษฐกิจจีน ส่งผลให้ค่าเงินประจำชาติของแดนจิงโจ้อ่อนค่าลงถึง 81.3 เหรียญออสเตรเลียเมื่อเทียบกับเหรียญสหรัฐ ซึ่งถือว่าต่ำที่สุดในรอบ 5 ปีครึ่ง
ส่วนสหรัฐแม้จะมีสภาพเศรษฐกิจที่อยู่ในทิศทางของการฟื้นตัว ทว่าการนำเข้าของสหรัฐในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ เนื่องจากค่าเงินเหรียญสหรัฐที่แข็งค่าขึ้น อันเป็นผลจากการเล่นสงครามค่าเงินกันทั่วโลก และการเก็งกันว่าสหรัฐจะปรับขึ้นดอกเบี้ยภายในปีนี้ ท่ามกลางการค้าโลกที่ผันผวน โดยการนำเข้าในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ น่าจะเติบโตอยู่ที่ราว 4.2% เท่านั้นจากช่วงเดียวกันของปี 2014 หรือเท่ากับ 18 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 634 ล้านบาท)
ขณะเดียวกัน องค์การการค้าโลก (ดับเบิ้ลยูทีโอ) เปิดเผยรายงานว่า สัดส่วนการค้าโลกปรับตัวลดลงเป็น 2.8% จากเดิมที่ 5.3% ในรายงานเดือน เม.ย. 2014
เช่นเดียวกับทาง พอล กรูนวัลด์ หัวหน้าคณะนักเศรษศาสตร์ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกของสแตนดาร์ด แอนด์ พัวร์ แสดงความเห็นว่า การส่งออกนั้นขึ้นอยู่กับความต้องการซื้อในต่างประเทศเป็นหลัก ส่วนอัตราแลกเปลี่ยนถือเป็นเรื่องที่รองลงมา จึงแทบไม่มีเหตุผลว่าการส่งออกจะดีขึ้นเมื่อค่าเงินอ่อนลง
ในทางกลับกัน สภาพเศรษฐกิจของกลุ่มประเทศเหล่านี้ยังสุ่มเสี่ยงต่อการไหลทะลักของสินค้าต่างชาติอีกด้วย โดยนิกเกอิ เอเชีย รีวิว แสดงทัศนะว่า ค่าเงินหยวนที่อ่อนลงอย่างฮวบฮาบในขณะนี้ ถือเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่อาจทำให้สินค้าจากจีนไหลทะลักเข้ามาแทนที่สินค้าที่ผลิตในประเทศ ซึ่งแน่นอนว่ากรณีดังกล่าวจะทำให้สัดส่วนจีดีพีในปีนี้ปรับตัวลดลงตามไปด้วย
กรณีดังกล่าวเห็นได้ชัดจากสัดส่วนการนำเข้าเหล็กจากจีนของเวียดนามซึ่งเติบโตขึ้นถึง 15% ในช่วงครึ่งแรกของปีนี้ ซึ่งเหล็กจากจีนมีศักยภาพในการแข่งขันสูงขึ้น หลังจากได้รับแรงหนุนจากเงินหยวนที่อ่อนค่าลง
ขณะที่ กรากาเตา รัฐวิสาหกิจผู้ผลิตเหล็กกล้ารายใหญ่ที่สุดในอินโดนีเซีย แสดงความกังวลอย่างยิ่งเกี่ยวกับการการไหลบ่าของสินค้าราคาถูกจากจีน ซึ่งอาจทำให้ยอดจำหน่ายเหล็กกล้าภายในประเทศปรับตัวลดลง
นอกจากนั้น สภาพค่าเงินอ่อนยังทำให้ส่วนต่างของสภาพน้ำมันราคาถูกในปัจจุบันแทบไม่มีผล เมื่อแปลงราคาน้ำมันจากสกุลเงินเหรียญสหรัฐเป็นสกุลเงินท้องถิ่น
เนื่องจากราคาน้ำมันซื้อขายในรูปแบบสกุลเงินเหรียญสหรัฐ เมื่อสกุลเงินท้องถิ่นอ่อนค่าลง ทำให้ใช้เงินจำนวนมากขึ้นเพื่อแลกเป็นเงินเหรียญสหรัฐสำหรับซื้อน้ำมัน เท่ากับไม่ว่าน้ำมันจะราคาถูกลงขนาดไหน ในความเป็นจริงส่วนของค่าเงินก็ทำให้ราคาน้ำมันลดลงเพียงเล็กน้อยเท่านั้น
ดังนั้น สภาวะเงินอ่อนค่าในขณะนี้แทบไม่ช่วยในประเด็นการส่งออก มิหนำซ้ำยังกลายเป็นอุปสรรคสำหรับภาคส่วนนำเข้าอีกด้วย เท่ากับว่านอกจากส่งออกจะย่ำแย่แล้ว นำเข้ายังย่ำแย่อีกด้วย ปิดทางสร้างรายได้ทางเศรษฐกิจทั้งสองทาง
อีกหนึ่งประเด็นที่สำคัญ คือ ค่าเงินที่อ่อนลงอย่างมากจะทำให้ความสามารถในการชำระหนี้ในรูปแบบสกุลเงินตราต่างประเทศปรับตัวลดลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสกุลเงินเหรียญสหรัฐที่แข็งค่าขึ้นมากที่สุดอย่างที่ไม่เคยเป็นในรอบหลายปี ซึ่งกำลังเกิดขึ้นกับสายการบินหลายแห่งในปัจจุบัน ในภูมิภาคอาเซียนหลายภาคธุรกิจต้องถือสัดส่วนหนี้เพิ่มขึ้น ขณะที่รายได้กลับปรับตัวลดลงตามสภาพเศรษฐกิจ
พูดอีกนัยหนึ่ง สภาวะเงินอ่อนค่าที่เกิดขึ้นในเอเชียขณะนี้ แทบไม่ช่วยส่งเสริมการส่งออก เนื่องจากปัจจัยสำคัญอย่างตลาดส่งออกยังอยู่ในภาวะซบเซา ซ้ำร้ายค่าเงินอ่อนอาจจะเป็นผลร้ายต่อเศรษฐกิจอีกด้วย







