posttoday
พท.อ้างปรองดองไม่ควรถอดถอนอดีตสส.

พท.อ้างปรองดองไม่ควรถอดถอนอดีตสส.

13 สิงหาคม 2558

เพื่อไทยอ้างปรองดองไม่ควรสนช.ถอดถอนอดีตสส. ย้ำศาลรธน.-ปปช.ไร้อำนาจตรวจสอบ สนช.นัดลงมติชี้ชะตา 14 ส.ค.

เพื่อไทยอ้างปรองดองไม่ควรสนช.ถอดถอนอดีตสส. ย้ำศาลรธน.-ปปช.ไร้อำนาจตรวจสอบ สนช.นัดลงมติชี้ชะตา 14 ส.ค.  

เมื่อวันที่ 13 ส.ค. การประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ได้พิจารณารับฟังคำแถลงปิดสำนวนด้วยวาจาในคดีถอดถอนอดีตสส.จำนวน 248 คนจากกรณีการแก้ไขรัฐธรรมนูญพ.ศ.2550เกี่ยวกับที่มาของสว.โดยมิชอบ

นายวิชัย วิวิตเสวี กรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ในฐานะฝ่ายผู้กล่าวหา แถลงว่า เวลานี้มีคำถามว่าเมื่อสนช.มีมติไม่ถอดถอนอดีตสว.ในเรื่องเดียวกันแล้ว ทำไมคณะกรรมการป.ป.ช.ถึงยังจะมาดำเนินการถอดถอนอดีตสส.248 คนอีก ซึ่งขอชี้แจงว่ากระบวนการถอดถอนไม่เหมือนกับกระบวนการของศาล ซึ่งถ้าศาลมีบรรทัดฐานมาแล้วกระบวนการยุติธรรมต้นทางก็ต้องยึดถือและทำตาม แต่สำหรับการถอดถอนมีหลักการคนละแบบกับการพิจารณาของศาล กล่าวคือ การถอดถอนของสนช.เป็นการใช้ดุลพินิจทางการเมือง และมติอย่างใดอย่างหนึ่งของสนช.ไม่มีผลผูกพันกับคดีอื่นๆ จึงเป็นเหตุให้ป.ป.ช.ต้องดำเนินการไต่สวนต่อไป แม้ว่าสนช.จะมีมติไม่ถอดถอนอดีตสว.ไปแล้ว

"ในทางวิชาการแล้ว การถอดถอนหรือไม่ถอดถอนเป็นภารกิจโดยแท้ของวุฒิสภา แต่ป.ป.ช.เป็นเพียงกลไกหนึ่งในการทำหน้าที่ให้กระบวนการถอดถอนเดินหน้าไปได้ ซึ่งป.ป.ช.จะต้องเคารพการปฏิบัติหน้าที่ของสนช. นอกจากนี้ การถอดถอนไม่ได้มีความมุ่งหมายเฉพาะเอาบุคคลออกจากตำแหน่งทางการเมืองเท่านั้น แต่มีหน้าที่ให้ความรู้การเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตยแก่ประชาชน เพื่อให้ได้รู้ว่าระบอบประชาธิปไตยจะมีแต่เพียงเสียงข้างมากอย่างเดียว แต่เสียงข้างน้อยต้องได้รับหลักประกันด้วย และหลักประกันนี้จะไม่ทำให้เกิดวัฒนธรรมทางการเมืองที่ว่าด้านได้อายอด"นายวิชัย กล่าว

กรรมการป.ป.ช.กล่าวอีกว่า สำหรับการถอดถอนอดีตสส.248 คนนั้น จากการตรวจสอบพบว่าการเสนอญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญที่มาของสว.ต่อสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรเป็นไปอย่างถูกต้องตามกระบวนการเมื่อปี 2556 แต่มีปัญหาต่อมาตรงที่รัฐสภาไม่ได้นำร่างรัฐธรรมนูญที่เสนอต่อสำนักงานเลขาธิการสภาฯมาพิจารณาลงมติ เนื่องจากได้นำร่างรัฐธรรมนูญฉบับอื่นที่มีการแก้ไขเกี่ยวกับการให้สว.สามารถลงสมัครสว.ได้อีกครั้งมาให้รัฐสภามาพิจารณาลงมติแทน

"ป.ป.ช.จึงเห็นว่าเป็นการพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ไม่ถูกต้องตามรัฐธรรมนูญพ.ศ.2550 มาตรา 291 ดังนั้น การใช้อำนาจหน้าที่สมาชิกรัฐสภาของอดีตสส.248 คน เป็นการใช้อำนาจหน้าที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญและเป็นองค์ประกอบความผิดที่ครบบริบูรณ์แล้ว เฉกเช่นเดียวกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ"นายวิชัย กล่าว

จากนั้น นายสามารถ แก้วมีชัย อดีตสส.เชียงราย พรรคเพื่อไทย ในฐานะตัวแทนฝ่ายผู้ถูกกล่าวหา ได้แถลงว่า กระทำของอดีตสส.ทุกคนเป็นโดยสุจริตทุกประการ แต่ในทางกลับกันกระบวนการพิจารณาของป.ป.ช.และศาลรัฐธรรมนูญมีข้อบกพร่องบางประการ รวม 5 ประเด็น ดังนี้

1.การเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นไปตามรัฐธรรมนูญพ.ศ.2550 และข้อบังคับการประชุมร่วมกันของรัฐสภา โดยมีสมาชิกรัฐสภาเข้าชื่อเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญครบตามเงื่อนไขของรัฐธรรมนูญ และเนื้อหาในการเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่ได้ขัดต่อรัฐธรรมนูญพ.ศ.2550ที่กำหนดว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่เปลี่ยนรูปของรัฐสภาไม่สามารถกระทำได้ ดังนั้น การเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญจึงมีความถูกต้อง

ส่วนข้อหาเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงเนื้อหาในร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้นยืนยันว่าเป็นกระบวนการปรับปรุงเนื้อหาในร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ให้สอดคล้องกับหลักการให้สว.มาจากการเลือกตั้งเท่านั้น ไม่ได้เป็นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ปลอมแปลงขึ้นมา ที่สำคัญในระหว่างที่รัฐสภาได้พิจารณาในชั้นคณะกรรมาธิการวิสามัญก็ไม่ปรากฏว่ามีสมาชิกรัฐสภาในขณะนั้นท้วงติงแต่อย่างใด

2.เรื่องการอ้างคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ คณะกรรมการป.ป.ช.อ้างว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่มาของสว.ขัดต่อรัฐธรรมนูญหลายมาตราโดยอ้างถึงคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในหลายประเด็น ทางฝ่ายผู้ถูกกล่าวหาเห็นว่าแม้ว่าคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญจะมีผลผูกพันทุกองค์กร แต่เห็นว่ากรณีนี้ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยตามมาตรา 68 ที่เกี่ยวกับการใช้อำนาจเพื่อเปลี่ยนแปลงการปกครอง ไม่ได้วินิจฉัยตามมาตรา 270 ว่าด้วยการถอดถอนบุคคลออกจากตำแหน่งทางการเมือง จึงเห็นว่าจะนำมาอ้างอิงไม่ได้           

ที่สำคัญ ศาลรัฐธรรมนูญไม่มีอำนาจตรวจสอบการกระบวนการการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพราะศาลรัฐธรรมนูญมีเพียงอำนาจในการตรวจสอบความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของร่างพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญเท่านั้น ขณะเดียวกัน การกระทำของผู้ถูกกล่าวหาเป็นการดำเนินการในนามสถาบันนิติบัญญัติและมีอำนาจตามรัฐธรรมนูญพ.ศ.2550 ทุกประการ

3.การไต่สวนของป.ป.ช.ไม่ถูกต้องและเที่ยงธรรม เริ่มตั้งแต่กระบวนการยื่นเรื่องให้ถอดถอนต่อวุฒิสภา โดยฝ่ายค้านในขณะนั้นไม่ได้ยื่นหลักฐานสำคัญที่แสดงให้เห็นถึงความผิดในการยื่นคำร้อง แต่ป.ป.ช.ก็รับเรื่องไว้พิจารณา นอกจากนี้ สังคมยังกังขาคุณสมบัติการดำรงตำแหน่งป.ป.ช.ของนายภักดี โพธิศิริ ว่าถูกต้องหรือไม่จากการที่ยังไม่ได้ลาออกจากบริษัทบางแห่ง ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องตรวจสอบต่อไป ขณะเดียวกัน กรรมการป.ป.ช.ก็มีอคติผ่านการแสดงความคิดเห็นต่อสื่อมวลชนด้วย

4.อำนาจของป.ป.ช.ในการส่งเรื่องให้สนช.ถอดถอน ภายหลังคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)ได้เข้ามายึดอำนาจเมื่อวันที่ 22 พ.ค.2557 ต่อมาได้มีประกาศคสช.ฉบับที่ 11/2557 ที่ให้ยกเลิกรัฐธรรมนูญพ.ศ.2550 ซึ่งเท่ากับว่าผลของการบังคับใช้รัฐธรรมนูญได้สิ้นสุดลงแล้ว ดังนั้น การจะกล่าวหาและส่งเรื่องมาให้สนช.ไม่สามารถทำได้ เนื่องจากไม่มีกฎหมายรองรับ แม้ว่าจะอ้างถึงพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต แต่กฎหมายนี้บัญญัติถึงการถอดถอนว่าจะดำเนินการได้ก็ต่อเมื่อมีการกระทำที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ ดังนั้น เมื่อไม่มีรัฐธรรมนูญ2550 แล้วจะมากล่าวอ้างเพื่อลงโทษผู้ถูกกล่าวหาไม่ได้

ไม่เพียงเท่านี้ ศาลรัฐธรรมนูญ มีคำวินิจฉัย 53-58/2557 เมื่อวันที่ 6 ส.ค.2557 เกี่ยวกับกรณีให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ และผู้ที่เข้าชื่อเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ กระทําการขัดต่อรัฐธรรมนูญ 2550 มาตรา 68 หรือไม่ ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญลงมติได้จําหน่ายคําร้อง โดยให้เหตุผลว่ารัฐธรรมนูญได้ยกเลิกไปแล้วไม่มีประโยชน์ที่จะพิจารณาคดีต่อไป  ประกอบกับผู้ถูกกล่าวหาทุกคนได้พ้นจากตำแหน่งสส.ด้วยเหตุของการยุบสภาผู้แทนราษฎรไปแล้ว จึงไม่มีตำแหน่งใดๆเหลือให้ถอดถอนอีก

5.กรณีนี้เป็นกรณีเดียวกันกับการถอดถอนอดีตสว.จำนวน 39 คนทุกประการ จึงหวังว่าสนช.จะได้นำบรรทัดฐานการลงมติเกี่ยวกับอดีตสว.มาพิจารณาด้วย ทั้งนี้ อดีตสส.ทุกคนในขณะนั้นเป็นตัวแทนของประชาชน สิ่งใดที่เห็นว่าจะเป็นประโยชน์ต่อประเทศ เราก็พยายามทำ ไม่ได้มีเจตนาใดๆแอบแฝงทั้งสิ้น ซึ่งเราเคยมีสว.จากการเลือกตั้งมาแล้วตามรัฐธรรมนูญพ.ศ.2540

"ทุกสิ่งทุกอย่างได้ดำเนินการมาถูกต้องตลอด แต่มาวันนี้เมื่อเกิดปัญหาขึ้น อาจจะเพราะบรรยากาศทางการเมืองที่ผ่านมาที่ไม่ปกติ ก็ฝากท่านทั้งหลายว่าวันนี้เรากำลังเข้าสู่ความปรองดองสมานฉันท์ สิ่งที่่ต่างๆทั้งหลายที่ท่านจะวินิจฉัยในวันที่ 14 ส.ค.จะเป็นบรรทัดฐานที่จะได้นำไปใช้เป็นประวัติศาสตร์ที่จะบันทึกให้ลูกหลานในอนาคตต่อไป" นายสามารถ กล่าว

ต่อมานายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธานสนช.คนที่ 1 ในฐานะประธานการประชุม แจ้งว่า กำหนดให้สนช.ลงมติว่าจะถอดถอนหรือไม่ในวันที่ 14 ส.ค.เวลา 10.00น.

ข่าวล่าสุด

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI