
น้ำมันโลกส่อลงยาว ซัพพลายทะลัก-ดีมานด์ไม่แรงพอ
ยังคงไม่มีแนวโน้มว่าราคาน้ำมันโลกจะฟื้นตัวขึ้นมาได้แต่อย่างใด
โดย...ก้องภพ เทอดสุวรรณ
ยังคงไม่มีแนวโน้มว่าราคาน้ำมันโลกจะฟื้นตัวขึ้นมาได้แต่อย่างใด หลังจากที่เผชิญกับภาวะขาลงยืดเยื้อมาตั้งแต่ช่วงกลางปีที่แล้ว เนื่องจากในปัจจุบันปัจจัยซึ่งมีอิทธิพลต่อการกำหนดราคาน้ำมันล้วนเป็นปัจจัยในแง่ลบยังคงกดดันไม่ให้ราคาน้ำมันสามารถดีดกลับได้
ปัจจัยในการกำหนดความเคลื่อนไหวราคาน้ำมันว่าจะขึ้นหรือลง โดยหลักๆ แล้วจะอยู่ที่กำลังการผลิต หากช่วงไหนกำลังการผลิตสูงราคาน้ำมันจะต่ำ แต่เมื่อใดก็ตามที่กำลังการผลิตต่ำราคาน้ำมันจะปรับตัวสูงขึ้น
ภาวะราคาน้ำมันขาลงในปัจจุบันมีจุดเริ่มต้นจากกระแสการโหมจุดเจาะน้ำมันจากชั้นหินดินดาน (เชลออยล์) ในสหรัฐ ซึ่งทำให้ผู้นำเข้าน้ำมันอันดับหนึ่งของโลกสามารถผลิตน้ำมันได้เองในอัตราที่ต่ำกว่านำเข้า ส่งผลให้เกิดสภาพน้ำมันล้นตลาดในที่สุด
อย่างไรก็ตาม ทุกวันนี้ไม่เพียงแต่กำลังผลิตเท่านั้นที่เป็นตัวกำหนดราคา แต่ยังรวมถึงความต้องการของตลาดโลก ซึ่งชะลอตัวลงตามสภาพเศรษฐกิจก็กลายเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อการความเคลื่อนไหวในตลาดน้ำมันเช่นกัน
และในปัจจุบันโลกกำลังเผชิญกับสถานการณ์ที่กลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (โอเปก) เอาน้ำมันทุ่มตลาด ขณะที่จีนซึ่งเป็นประเทศผู้บริโภคพลังงานรายใหญ่ที่สุดในโลกมีสภาพเศรษฐกิจที่ซบเซาลง เหมือนการเอาน้ำทั้งเขื่อนมาเทลงแก้ว จึงไม่ต้องสงสัยเลยว่าจะทำให้เกิดภาวะน้ำมันล้นตลาดโลกและกลายเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้น้ำมันยังคงดิ่งตัวลงต่อเนื่อง
สัญญาณว่าราคาน้ำมันจะต่ำลง เริ่มจากการที่ธนาคารกลางจีน (พีบีโอซี) ประกาศปรับลดอัตราแลกเปลี่ยนอ้างอิงรายวันราว 1.9% และในวันต่อมายังปรับลงอีก 1.62% จนเงินหยวนอ่อนค่าลงมาอยู่ที่ราว 6.3306 หยวน/เหรียญสหรัฐ โดยในระยะเวลา 2 วันของการดำเนินนโยบายของพีบีโอซี ทำให้สกุลเงินหยวนอ่อนค่าลงถึง 2% เลยทีเดียว
ความเคลื่อนไหวดังกล่าวจะทำให้สินค้านำเข้ามีราคาแพงขึ้นในสายตาชาวจีนและส่งผลให้ความต้องการนำเข้าสินค้าลดลง และด้วยปริมาณการบริโภคน้ำมันของจีนที่มากขึ้น 10.5 ล้านบาร์เรล/วัน ซึ่งถือเป็นสัดส่วนที่ใหญ่มากสำหรับการบริโภคน้ำมันโลก การชะลอการนำเข้าจะกระทบต่อตลาดน้ำมันโลกไม่น้อย
อีกทั้งจีนยังนำเข้าน้ำมันในปริมาณที่สูงมากก่อนหน้านี้ เพื่อเติมเต็มคลังสำรองน้ำมันฉุกเฉินในช่วงน้ำมันราคาถูก โดยกรมศุลกากรจีน เปิดเผยว่า จีนนำเข้าน้ำมันสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในเดือน ก.ค.ที่ผ่านมา ที่ 30.71 ล้านตัน ซึ่งเท่ากับ 7.3 ล้านบาร์เรล/วัน นอกจากนี้ยอดการกลั่นน้ำมันจากบรรดาโรงกลั่นของภาคเอกชนในจีนยังเพิ่มขึ้นเป็น 43.54 ล้านตันอีกด้วย ปรับเพิ่มสูงขึ้นถึง 4.3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว
ส่งผลให้จีนไม่จำเป็นต้องเพิ่มสัดส่วนการนำเข้าในช่วงที่เหลือของปีนี้ นอกจากนั้นในปีนี้ถือเป็นปีที่เศรษฐกิจจีนชะลอตัวอย่างมากอีกด้วย สัดส่วนผลผลิตภาคอุตสาหกรรมยังเติบโตขึ้นเพียง 6% เท่านั้น ซึ่งถือเป็นสัดส่วนที่ต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดไว้
กรณีนี้เป็นผลกระทบหนึ่งจากการส่งออกจีนที่ชะลอตัวตามสภาพเศรษฐกิจโลก เมื่อการส่งออกชะลอตัว การนำเข้าน้ำมันและสินค้าโภคภัณฑ์อื่นๆ ซึ่งเป็นวัตถุดิบและเป็นปัจจัยสำคัญในการผลิตจึงชะลอตัวตามไปด้วย
ไม่เฉพาะจีนเท่านั้นซึ่งเผชิญกับสภาพดังกล่าว สหภาพยุโรป (อียู) ญี่ปุ่น และเขตเศรษฐกิจขนาดใหญ่อื่นๆ ก็เผชิญกับสภาพเศรษฐกิจซบเซากันอย่างถ้วนหน้า ทำให้ความต้องในการบริโภคน้ำมันชะลอตัวลง
กรณีดังกล่าวสวนทางกับกำลังการผลิตน้ำมันของกลุ่มประเทศโอเปกและกลุ่มประเทศนอกโอเปก โดยเมื่อไม่นานมานี้โอเปกตัดสินใจปรับเพิ่มเพดานการผลิตน้ำมันอีก 1.007 แสนบาร์เรล/วัน เป็น 31.5 ล้านบาร์เรล/วัน เพื่อรองรับกำลังการผลิตน้ำมันที่เพิ่มขึ้นจากทางอิหร่าน ที่ได้รับการปลดล็อกการส่งออกจากการผ่อนคลายการคว่ำบาตรของกลุ่มหาอำนาจทั้ง 6
ทั้งนี้ บิจาน มันดาร์ ซันกาเนห์ รัฐมนตรีน้ำมันอิหร่าน ประกาศกร้าวว่าอิหร่านมีศักยภาพในการส่งออกน้ำมันได้ 5 แสนบาร์เรล/วัน ในทันทีหลังจากผ่อนคลายการคว่ำบาตร และยังสามารถส่งออกน้ำมันเพิ่มได้อีก 5 แสนบาร์เรล/วัน ในอีก 6 เดือนหลังจากนี้ เท่ากับว่าอิหร่านมีศักยภาพจะสามารถส่งออกน้ำมันดิบได้ถึง 1 ล้านบาร์เรล/วัน เลยทีเดียว
ขณะเดียวกัน อัตราการผลิตน้ำมันในสหรัฐยังเพิ่มขึ้นเป็น 6 แสนบาร์เรล/วัน และยังน้ำมันสำรองถึงราว 9.4 ล้านบาร์เรล แม้ก่อนหน้านี้จะมีข่าวว่าราคาน้ำมันที่เตี้ยต่ำกำลังทำให้อุตสาหกรรมการขุดเจาะน้ำมันจากชั้นหินดินดาน (เชลออยล์) กำลังจะตายเพราะไม่ได้กำไร แต่กำลังการผลิตกลับไม่ได้ลดลงเลย
ความเคลื่อนไหวดังกล่าวส่งผลให้ ล่าสุดเมื่อวัน 11 ส.ค.ที่ผ่านมา ราคาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (ดับเบิ้ลยูทีไอ) ย่อตัวลงถึง 4% ภายในวันเดียวมาอยู่ที่ 43.26 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ถือเป็นระดับราคาที่ต่ำที่สุดในรอบ 6 ปีเลยทีเดียว
ด้านนักวิเคราะห์หลายสำนักคาดการณ์ตรงกันว่า ราคาน้ำมันจะอยู่ในทิศทางขาลงเช่นนี้ต่อไปอีกจนกว่าจะมีปัจจัยอื่นมาทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงด้านกำลังผลิตหรือการบริโภคนั่นคือ มีการเปลี่ยนแปลงทำให้ความต้องการน้ำมันเพิ่มสูงขึ้น หรือทำให้กำลังการผลิตน้ำมันลดต่ำลง
จอห์น คิลดัฟฟ์ หนึ่งในผู้ก่อตั้ง อะเกน แคปิตัล ธุรกิจการลงทุนทางเลือก ซึ่งเชี่ยวชาญการทำกำไรจากสินค้าโภคภัณฑ์แสดงความเห็นว่า ราคาน้ำมันดิบที่เวสต์เท็กซัสอาจร่วงลงต่ำได้ถึง 30 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล หรือที่ 42.03 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล
ขณะที่สำนักงานสารสนเทศด้านพลังงาน (อีไอเอ) ปรับลดอัตราเฉลี่ยของราคาน้ำมันลงอยู่ที่ราว 54 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ในปีนี้ และ 59 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ในปีหน้า
สอดรับกับรายงานของ คาเมส แคปิตัล ซึ่งระบุว่าจุดสมดุลของราคาน้ำมันในปีนี้อยู่ที่ 40-65 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ซึ่งหมายความว่าน้ำมันไม่ใช่ตัวเลือกที่ดีสำหรับการลงทุนในปีนี้ และคาดว่าราคาน้ำมันเบรนต์น่าจะอยู่ที่ 54.50 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ส่วนดับเบิ้ลยูทีไอน่าจะอยู่ที่ราว 48.50 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล
องค์กรพลังงานระหว่างประเทศ (ไออีเอ) แถลงว่า ในช่วงครึ่งปีหลังอัตราการผลิตน้ำมันจะอยู่ที่ราว 1.4 ล้านบาร์เรล/วัน โดยในไตรมาส 2 มีอัตราการผลิตอยู่ที่ 3 ล้านบาร์เรล/วัน ซึ่งสูงที่สุดในรอบ 17
แน่นอนว่า หากปัจจัยด้านตลาดยังคงอยู่ในสภาพนี้ต่อไป ราคาน้ำมันก็อาจจะไม่มีวันฟื้นขึ้นมาอีกก็เป็นได้ ปัจจัยสำคัญที่อาจทำให้ราคาน้ำมันปรับขึ้นในขณะนี้ จึงเหลือเพียงทางเดียวเท่านั้นคือ เกิดความรุนแรงในตะวันออกกลางจนกระทบต่อแหล่งการผลิตน้ำมัน
ทั้งนี้ จะลืมไม่ได้อันขาดว่าตะวันออกกลางเป็นหนึ่งในภูมิภาคที่มีความขัดแย้งการแตกแยกภายในสูง มีความพร้อมที่ความรุนแรงจะอุบัติขึ้นได้ทุกเมื่อ และเมื่อเกิดความรุนแรงขึ้นในภูมิภาคที่เป็นแหล่งผลิตน้ำมันของโลกย่อมทำให้ราคาน้ำมันปรับสูงขึ้น







