posttoday
ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ คิดได้แต่ทำยาก

ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ คิดได้แต่ทำยาก

12 สิงหาคม 2558

เศรษฐกิจไทยเริ่มเข้าสู่ภาวะถดถอยไม่ต่ำกว่า 5 ปี หลังจากเกิดวิกฤตการเมืองทำให้รัฐบาลที่บริหารประเทศที่ผ่านมาไร้เสถียรภาพ

โดย...ชลลดา อิงศรีสว่าง

เศรษฐกิจไทยเริ่มเข้าสู่ภาวะถดถอยไม่ต่ำกว่า 5 ปี หลังจากเกิดวิกฤตการเมืองทำให้รัฐบาลที่บริหารประเทศที่ผ่านมาไร้เสถียรภาพ รัฐบาลมัวแต่เอาเวลาไปใช้กับการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าโดยเฉพาะด้านการเมือง ทำให้การวางนโยบายพัฒนาเศรษฐกิจระยะยาวถูกพับเก็บใส่แฟ้มไว้

ภาวะเศรษฐกิจที่ทุกภาคส่วนคิดว่าจะดีขึ้น หลังจากคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เข้ายึดอำนาจและตั้งรัฐบาลชั่วคราวขึ้นบริหารประเทศ โดยมี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช.เป็นนายกรัฐมนตรี เป็นความหวัง แต่ปีกว่าที่รัฐบาล คสช.เข้าบริหารประเทศ ประชาชนเริ่มไม่แน่ใจ จนดัชนีความเชื่อมั่นของเอกชน การลงทุน ตกต่ำลงเรื่อยๆ

เกิดคำถามขึ้นมากมายว่าเกิดอะไรขึ้นในระบบเศรษฐกิจไทย เพราะการส่งออกติดลบต่อเนื่องมา 6-7 เดือน การลงทุนขยายตัวต่ำมากจนแทบไม่มี การบริโภคในประเทศก็ลุ่มๆ ดอนๆ ทำให้ตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ขยายตัวต่ำ และรัฐบาลเร่งกระตุ้นอย่างไรก็ไม่สามารถจะทำให้สถานการณ์เศรษฐกิจดีขึ้นได้

สิ่งที่นักธุรกิจเรียกร้องให้รัฐบาลช่วยเหลือเมื่อการส่งออกชะลอตัวลง คือการขอให้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ผู้ดูแลนโยบายการเงินทำให้ค่าเงินบาทอ่อน เพื่อหวังให้ราคาสินค้าถูกทำให้การส่งออกขยายตัวได้

แต่การส่งออกหดตัวลง เป็นผลมาจากวิกฤตเศรษฐกิจโลก จนประเทศคู่ค้าอย่างสหภาพยุโรป อเมริกา และญี่ปุ่น ลดการบริโภคลงมากและหันมาใช้นโยบายค่าเงินอ่อนเพื่อที่จะพยุงเศรษฐกิจ ส่งผลให้ค่าเงินทุกสกุลในโลกนอกจากเงินเหรียญสหรัฐอ่อนค่าลงมาก ดังนั้นการพยายามกดค่าเงินบาทให้อ่อนค่าลงก็ไม่ได้ช่วยให้ส่งออกได้มากขึ้น เพราะประเทศคู่แข่งอย่างมาเลเซีย อินโดนีเซีย เวียดนาม ก็มีค่าเงินอ่อนเช่นกัน

เมื่อการส่งออกใช้กระตุ้นเศรษฐกิจไม่ได้ รัฐบาลก็หันมาใช้การกระตุ้นเศรษฐกิจจากภายในด้วยการคิดจะเร่งการลงทุนภาครัฐ เร่งรัดการเบิกจ่าย แก้ไขหนี้เกษตรกร ให้ประชาชนเข้าถึงแหล่งเงินมากขึ้น เรียกร้องให้ลดดอกเบี้ย แต่ก็ไม่ได้ทำให้สถานการณ์เศรษฐกิจดีขึ้น ตัวเลขจีดีพีโดนปรับลดลงครั้งแล้วครั้งเล่า

โฆสิต ปั้นเปี่ยมรัษฎ์ ประธานกรรมการบริหาร ธนาคารกรุงเทพ กล่าวว่า ถึงเวลาที่ประเทศไทยจะต้องปรับโครงสร้างของเศรษฐกิจแล้ว เพราะโครงสร้างเศรษฐกิจที่ใช้มานานกว่า 20 ปี ที่อาศัยการลงทุนของต่างชาติ (เอฟดีไอ) เริ่มใช้ไม่ได้อีกต่อไป

นอกจากนี้ การค้าของโลกเริ่มปรับเปลี่ยนทิศทาง เริ่มเห็นเค้าลางว่ามีทิศทางโครงสร้างการผลิตของแต่ละประเทศเริ่มผลิตของที่ใช้ชิ้นส่วนที่ผลิตในประเทศตัวเองมากขึ้น ไม่เน้นการนำเข้า ฉะนั้นตลาดจะเริ่มหายไป ประเทศที่เน้นส่งออกจะลำบากขึ้น ซึ่งไทยเองก็พึ่งพาการส่งออกเป็นสัดส่วนที่สูงของจีดีพี แต่ขณะนี้มาถึงจุดเปลี่ยนเมื่อเงินบาทอ่อนค่าลงมาแล้ว ก็ยังส่งไม่ออก เราส่งออกมากเราก็นำเข้ามาก เพราะเราเป็นแค่โรงงานประกอบสินค้า วันหนึ่งที่เจ้าของโรงงานเขาย้ายฐานไปอยู่ที่อื่นเราก็ไม่เหลืออะไร

“ขณะนี้เรามีคู่แข่งเกิดขึ้นรอบบ้าน การลงทุนของต่างชาติในคลื่นลูกที่ 4 จะไปยังเวียดนามหรืออินโดนีเซีย จะไม่กลับมาที่ไทย เพราะประเทศเหล่านั้นมีแรงงานราคาถูกและให้สิทธิประโยชน์มากมายกว่า” โฆสิต กล่าว

สำหรับการเน้นการบริโภคในประเทศทดแทนการส่งออกนั้น ก็เป็นแนวทางที่ใช้ไม่ได้อีกต่อไป ทุกรัฐบาลใช้แนวทางนี้มานานแล้ว จนทำให้หนี้ครัวเรือนของไทยสูงกว่า 85% ของจีดีพี หมดความสามารถจะก่อหนี้ได้อีกแล้ว จนกว่าหนี้ครัวเรือนจะลดลง การบริโภคใหม่จึงจะเพิ่มกลับมาได้

หากโครงสร้างเศรษฐกิจไทยที่พึ่งพาการส่งออก 60% การท่องเที่ยว 10-15% การลงทุนภาครัฐ 16-17% ของจีดีพี และที่เหลือคือการบริโภคและอื่นๆ ไม่เหมาะสมกับประเทศไทยแล้ว ก็จะต้องกลับมานั่งคิดใหม่ว่าสัดส่วนจีดีพีที่เหมาะสมควรจะเป็นอย่างไร

เรื่องนี้หน่วยงานเศรษฐกิจทั้งหลายอย่างกระทรวงการคลัง ธปท. สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) จะต้องช่วยกันศึกษาและวางแผนว่าควรจะพัฒนาประเทศไปในแนวทางใด

การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ที่รัฐบาลได้ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาดูแล โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานก็เห็นภาพใหญ่ว่าขีดความสามารถแข่งขันลดลงเรื่อยๆ จากสาเหตุใด และจะแก้ไขอย่างไร ทุกคนคงรู้ดี ซึ่งเป็นหนึ่งในการปฏิรูปประเทศที่ คสช.กำลังดำเนินการอยู่

แต่ด้วยสถานการณ์เฉพาะหน้าที่เป็นอยู่ทำให้การแก้ไขปัญหาระยะยาวอาจจะไม่ได้รับความสนใจจากรัฐบาลมากนัก

โฆสิต ระบุว่า กับดักเศรษฐกิจที่เราเผชิญในขณะนี้เป็นเรื่องปัญหาโครงสร้างที่ต้องเปลี่ยน ถ้าไม่เปลี่ยนอนาคตประเทศจะลำบาก การจะเปลี่ยนได้ต้องเริ่มที่ผู้นำต้องมองเห็นว่าหากเรายังทำอยู่อย่างนี้ คิดแต่เรื่องเดิมๆ แก้ปัญหาแบบเดิมๆ เราก็จะติดกับดักประเทศที่มีรายได้ปานกลางต่อไป ทางออกคือผู้ดำเนินนโยบายต้องไม่ติดกับดักความคิด

“สิ่งที่รัฐบาลควรจะต้องปฏิรูปเป็นสิ่งแรก คือ การปฏิรูปการศึกษา เริ่มจากสิ่งที่อ่อนที่สุดในภูมิภาค คือการศึกษาเรามีคุณภาพต่ำสุดในอาเซียน เป็นเรื่องที่รัฐบาลควรจะซีเรียสและรีบแก้ไขเพื่อให้คุณภาพคนเรามีทักษะสูงขึ้น สามารถรับการถ่ายทอดเทคโนโลยีที่สูงขึ้นได้” ประธานกรรมการบริหาร ธนาคารกรุงเทพ กล่าว

ข้อแนะนำของโฆสิตนั้น เป็นเพราะเห็นว่าไทยผลิตคนเข้าสู่ตลาดแรงงานไม่ตรงกับความต้องการของสาขาที่ขาดแคลน โดยเฉพาะสาขาวิทยาศาสตร์ สาขาคอมพิวเตอร์ ขาดนักวิจัย นางพยาบาลก็ขาด ส่วนอาชีวะที่เป็นที่ต้องการของตลาดแรงงานเป็นอาชีวะสมัยใหม่ที่จะต้องมีทักษะพิเศษ ไม่ใช่อาชีวะทั่วไป

นอกจากนี้ ไทยจะต้องลดการนำเข้าชิ้นส่วนและวัตถุดิบ หันมาใช้ของในประเทศที่ผลิตได้มาตรฐานเป็นที่ยอมรับในตลาดโลก เช่น ผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับการก่อสร้าง วัสดุก่อสร้างต่างๆ ปลาทูน่า และยังมีอีกหลายสินค้า ควรจะส่งเสริมให้ใช้เป็นวัตถุดิบผลิตเพื่อส่งออกหรือใช้เองในประเทศให้มากขึ้น แบบไทยทำไทยใช้

แม้จะชี้ให้เห็นปัญหาแล้ว แต่รัฐบาลก็อาจจะไม่สามารถดำเนินการแก้ไขกับดักเศรษฐกิจได้อย่างรวดเร็ว เพราะยังมีปัญหาเฉพาะหน้าอีกมากมายที่จะต้องแก้ไข

หากการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจทำได้ช้า หรือไม่อาจจะทำได้เลย อนาคตเศรษฐกิจไทยจะเป็นอย่างไร

โฆสิต กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยก็จะอยู่อย่างนี้ต่อไป หากเรายังทำอยู่แบบนี้ เศรษฐกิจโต 1-3% ก็ถือว่าดีแล้ว อย่าหวังจะโต 5-6% มันเป็นไปไม่ได้ในโครงสร้างปัจจุบัน

ข่าวล่าสุด

"วัส" ชี้ปมยุบภูมิใจไทย ต้องพิสูจน์ที่มาเงินบริจาคสุชาดา

"วัส" ชี้ปมยุบภูมิใจไทย ต้องพิสูจน์ที่มาเงินบริจาคสุชาดา