posttoday
ปฎิรูปตำรวจตัดอำนาจฝ่ายการเมืองตั้งผบ.ตร.

ปฎิรูปตำรวจตัดอำนาจฝ่ายการเมืองตั้งผบ.ตร.

08 สิงหาคม 2558

สปช.ตัดอำนาจก.ต.ช.ให้ก.ตร.เป็นฝ่ายตั้งผบ.ตร. วางหลักโยกย้ายยึดอาวุโสข้ามหัวต้องมีเหตุผลชัดเสนอถ่ายโอนงานจราจร

สปช.ตัดอำนาจก.ต.ช.ให้ก.ตร.เป็นฝ่ายตั้งผบ.ตร. วางหลักโยกย้ายยึดอาวุโสข้ามหัวต้องมีเหตุผลชัดเสนอถ่ายโอนงานจราจร

นายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธานสภาฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) นัดประชุมสปช.ในวันที่ 11 ส.ค.เพื่อพิจารณาวาระการปฏิรูปที่ 6 เรื่อง การจัดทำแผนการปฏิรูปกิจการตำรวจ ซึ่งจัดทำโดยคณะกรรมการจัดทำแผนปฏิรูปตำรวจ สปช. ที่มีนายธีรยุทธ์ หล่อเลิศรัตน์ สมาชิกสปช.เป็นประธาน โดยในข้อเสนอเพื่อการปฏิรูปมีรายละเอียดดังนี้

1.ปัญหาการแทรกแซงในกิจการตำรวจ จนทำให้เกิดผลกระทบในการบริหารงานภายในองค์กร ทำให้ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติขาดความเป็นอิสระ อยู่ในความครอบงำของฝ่ายการเมืองขาดจุดยืนในการทำงานของตน องค์กรกลางในการบริหารงานบุคคลของสำนักงานตำรวจแห่งชาติถูกครอบงำ ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลต่อการปฏิบัติหน้าที่ของข้าราชการตำรวจในทุกระดับ เกิดผลกระทบต่อประชาชนโดยตรง จึงต้องมีแนวทางการปฏิรูปดังนี้

1.1 ปฏิรูปองค์ประกอบคณะกรรมการข้าราชการตำรววจ (ก.ตร.) องค์ประกอบของก.ตร.ควรมีจำนวน 16 คน ประกอบด้วย 1.ประธานก.ตร. ให้คัดเลือกจากอดีตข้าราชการตำรวจระดับตำแหน่งรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติหรือเทียบเท่าขึ้นไป (ยศพล.ต.อ.) โดยการลงคะแนนเลือกจากข้าราชกการตำรวจระดับตำแหน่งผู้กำกับการหรือเทียบเท่าขึ้นไป (ยศพ.ต.อ.ขึ้นไป) 2.ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และเลขาธิการก.พ. เป็นกรรมการโดยตำแหน่ง 3.จเรตำรวจแห่งชาติ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติหรอเทียบเท่า(ยศพล.ต.อ.) จำนวน 6 คน โดยการลงคะแนนเลือกจากข้าราชการตำรวจระดับตำแหน่งผู้กำกับการหรือเทียบเท่าขึ้นไป (ยศพ.ต.อ.ขึ้นไป) 3.อดีตข้าราชการตำรวจตำแหน่งผู้บัญชาการหรือเทียบเท่าขึ้นไป (ยศพล.ต.ท.ขึ้นไป) จำนวน 3 คน โดยการลงคะแนนเลือกจากข้าราชการตำรวจระดับผู้กำกับการหรือเทียบเท่าขึ้นไป (ยศพ.ต.อ.ขึ้นไป) 4.ผู้ทรงคุณวุฒิจากภายนอกได้แก่ ผู้แทนจากคณะรัฐมนตรี 1 คน ผู้แทนจากวุฒิสภา 1 คน ผู้มีความรู้ในสาขาต่างๆ เช่น นิติศาสตร์ รัฐศาสตร์  เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร เป็นต้น โดยให้กรรมกการก.ตร.สรรหาจำนวน 2 คน

เมื่อพิจารณาจากองค์ประกอบของก.ตร.จะเห็นไดว่าการบริหารงานบุคคลภายในของสำนักงานตำรวจแห่งชาติในอนาคตจะไม่ถูกครอบงำจากฝ่ายการเมือง มีการถ่วงดุลกันที่เหมาะสม

1.2 การปฏิรูปองค์ประกอบคณะกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ (ก.ต.ช.) หากพิจารณาบทบาทของก.ต.ช.ตามที่กำหนดให้พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2557แล้ว จะเห็นได้ว่าก.ต.ช.เป็นองค์กรหนึ่งที่มีส่วนสำคัญในการกำหนดทิศทาง นโยบายการบริหารราชการกิจการตำรวจ และแต่งตั้งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ โดยมีผู้เกี่ยวข้องจากฝ่ายต่างๆ เข้าร่วมเป็นกรรมการ แต่ในข้อเท็จจริงปรากฏว่าฝ่ายการเมืองใช้องค์กรนี้เพียงประโยชน์ในการแต่งตั้งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติเท่านั้น

การทำให้ผู้นำองค์กรตำรวจไม่ถูกแทรกแซงจากฝ่ายการเมืองจำเป็นต้องแก้ไขอำนาจหน้าที่ของก.ต.ช.โดยกำหนดให้การแต่งตั้งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติเป็นอำนาจของคณะกรรมการก.ตร. ซึ่งเป็นองค์กรบริหารงานบุคคลของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ดังนั้น เพื่อสร้างให้ก.ต.ช.เป็นองค์กรในการกำหนดนโยบายให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติปฏิบัติเพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อประชาชนอย่างแท้จริง จึงควรกำหนดองค์ประกอบก.ต.ช.ดังนี้ ให้ก.ต.ช.มีจำนวน11 คน ประกอบด้วย 1.นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน 2.รองนายกฯที่นายกฯมอบหมาย เป็นรองประธาน 3.ปลัดกระทรวงกลาโหม 4.ปลัดกระทรวงมหาดไทย 5.ปลัดกระทรวงยุติธรรม 6.อัยการสูงสุด 7.ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ 8.ผู้แทนจากสภาทนายความ 9.ผู้แทนจากวุฒิสภา 10.ผู้แทนจากกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชน และ 11.ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เป็นกรรมการ

1.3 ปฏิรูปการแต่งตั้งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ควรให้คณะกรรมการก.ตร.แต่เพียงองค์กรเดียวเป็นผู้ดำเนินการ ด้วยการพิจารณาคัดเลือกจากข้าราชการตำรวจตำแหน่ง จเรตำรวจแห่งชาติ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติหรือเทียบเท่า (ยศพล.ต.อ.) จำนวน 3 คน แล้วให้ข้าราชการตำรวจระดับตำแหน่งผู้กำกับการหรือเทียบเท่าขึ้นไป (ยศพ.ต.อ.ขึ้นไป) ลงคะแนนเลือกเหลือจำนวน 1 คน เพื่อเสนอก.ตร.พิจารณานำเสนอนายกฯเพื่อนำความกราบบังคมทูลโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติต่อไป

ผลที่คาดว่าจะได้รับจากการแต่งตั้งในลักษณะรูปแบบเช่นนี้ จะทำให้ผู้มีสิทธิได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติต้องสั่งสมผลงานมาเป็นระยะยาวพอสมควร ต้องประพฤติปฏิบัติตัวดีมาแต่ต้น ไม่เพียงแต่วิ่งเต้นรับใช้ฝ่ายการเมืองเพียงอย่างเดียว การแต่งตั้งจะทำให้ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติมีเสถียรภาพมั่นคงในการดำรงตำแหน่งพอสมควร

2.การวางแนวทางมาตรฐานการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการตำรวจ ให้พิจารณาโดยยึดความอาวุโส ประกอบความรู้ความสามารถตามเกณฑ์มาตรฐานในระดับตำแหน่งของผู้ที่จะได้รับการแต่งตั้งเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ทางราชการ การที่จะพิจารณาแต่งตั้งโดยข้ามอาวุโส จะต้องมีเหตุผลจำเป็นตามข้อมูล ข้อเท็จจริง เฉพาะเรื่องเฉพาะรายที่มีน้ำหนักเหนือกว่าลำดับอาวุโสเท่านั้น โดยให้มีการกำหนดหลักเกณฑ์ในการเพิ่มหรือลดลำดับอาวุโสขณะดำรงตำแหน่งนั้นๆ อันเป็นการลดการใช้ดุลยพินิจในการพิจารณาแต่งตั้งเลื่อนตำแหน่งหรือโยกย้าย

ผลที่คาดว่าจะได้รับจากการวางแนวทางการแต่งตั้ง จะทำให้ข้าราชการตำรวจมีขวัญและกำลังใจในการปฏิบัติหน้าที่ มองเห็นเส้นทางการเจริญเติบโตในหน้าที่ ลดการทุจริตคอรัปชั่นเพื่อนำเงินมาวิ่งเต้นซื้อขายตำแหน่ง หรือเอื้อประโยชน์กับผู้มีอิทธิพลต่างๆเพื่อหวังผลในการเลื่อนตำแหน่งจากอิทธิพลภายนอก

3.การถ่ายโอนภารกิจให้หน่วยงานที่มีภารกิจหน้าที่โดยตรงไปดำเนินการเพื่อแบ่งเบาภาระของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติทำหนาที่ได้อย่างเต็มความสามารถ สมควรให้มีการถ่ายโอนภารกิจให้แก่หน่วยงานอื่นที่มีภารกิจหน้าที่โดยตรงไปดำเนินการ เพื่อลดภาระการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ดังต่อไปนี้

(1) ถ่ายโอนกิจการด้านการอำนวยความสะดวกและความปลอดภัยในการบังคับใช้กฎหมายในงานจราจรไปให้กทม. เมืองพัทยา และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นขนาดใหญ่ที่มีความพร้อม

(2) ถ่ายโอนกิจการด้านการป้องกันปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมไปให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมดำเนินการ

(3) ถ่ายโอนกิจการด้านการอำนวยความสะดวกและความปลอดภัยในงานท่องเที่ยวไปให้กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาดำเนินการ

(4) ถ่ายโอนกิจการด้านการอำนวยความสะดวกและการบริการจัดการจราจรในพื้นที่ทางหลวงไปให้กระทรวงคมนาคมดำเนินการ

(5) ถ่ายโอนกิจการด้านการอำนวยความสะดวกและความปลอดภัยในงานรถไฟไปให้การรถไฟแห่งประเทศไทยดำเนินการ

(6) ถ่ายโอนกิจการด้านการป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดและรักษาความสงบในเขตน่านน้ำไทย (ตำรวจน้ำ) ไปให้กระทรวงคมนาคมดำเนินการ

(7) ถ่ายโอนกิจการด้านการตรวจคนเข้าเมืองไปให้กระทรวงมหาดไทย กระทรวงยุติธรรม หรือกระทรวงการต่างประเทศ ดำเนินการ

 


 

ข่าวล่าสุด

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI