posttoday
อาเซียนยังไม่กล้าชนจีน เสี่ยงเจ็บเอง-การค้าค้ำคอ

อาเซียนยังไม่กล้าชนจีน เสี่ยงเจ็บเอง-การค้าค้ำคอ

05 สิงหาคม 2558

โดย...ก้องภพ เทอดสุวรรณ

โดย...ก้องภพ เทอดสุวรรณ

ต้องเรียกว่าเป็นการเพิ่มดีกรีความร้อนระอุของข้อพิพาทเขตแดนในทะเลจีนใต้ระหว่างจีนกับสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) เลยทีเดียว หลังจากร่างแถลงการณ์ของที่ประชุมว่า
ด้วยความมั่นคงในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (เอเอาร์เอฟ) มีการระบุแสดงความกังวลต่อพฤติกรรมของจีนในการเข้าไปสร้าง “เกาะเทียม” ในพื้นที่พิพาทดังกล่าว ซึ่งกลายเป็นการเติมเชื้อไฟให้กับความขัดแย้งที่มีอยู่แล้วระอุขึ้นไปอีก

อย่างไรก็ตาม เกียวโด รายงานว่า แม้แถลงการณ์จะแสดงความกังวลว่า การสร้างเกาะเทียมบริเวณพื้นที่พิพาทอาจเป็นบ่อนทำลายเสถียรภาพในพื้นที่แถบนี้ อย่างไรก็ตามแถลงการณ์ดังกล่าวกลับไม่ยอมระบุถึงชื่อจีนโดยตรง แม้จะเป็นที่รู้อยู่แก่ใจว่าจีนเป็นผู้ที่เข้าไปสร้างเกาะเทียมในบริเวณดังกล่าว

นับเป็นการฉายภาพให้เห็นได้ชัดถึงสภาพ “กลืนไม่เข้าคายไม่ออกของอาเซียน” ในการดำเนินนโยบายกับจีนอย่างเป็นเอกภาพ ทั้งนี้เนื่องจากแม้บางประเทศในอาเซียนจะมีความขัดแย้งกับจีนในทะเลจีนใต้ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า ในปัจจุบันเศรษฐกิจอาเซียนทั้งภูมิภาคต้องพึ่งพาจีน

การผงาดขึ้นมาของแดนมังกรในฐานะประเทศเศรษฐกิจชั้นนำของโลก ทำให้มุมมองของอาเซียนต่อจีนเปลี่ยนจากคู่แข่งในการส่งออก เป็นคู่ค้าที่มีตลาดรองรับการส่งออกขนาดใหญ่ และก้าวขึ้นมาอยู่ในฐานะคู่ค้าอันดับหนึ่งของอาเซียนในที่สุด

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวส่งผลให้เศรษฐกิจของอาเซียนยึดโยงกับจีนมากขึ้น หากจะพูดให้ชัดเจนคือ เศรษฐกิจของอาเซียนต้องพึ่งพาตลาดจีนในปัจจุบัน ทั้งในฐานะตลาดที่มีผู้บริโภคจำนวนมากรองรับสินค้าภาคการผลิต และตลาดรองรับสินค้าโภคภัณฑ์ซึ่งจีนนำไปแปรรูปและส่งออกต่อให้กับกลุ่มโลกพัฒนาแล้ว

ยืนยันได้จากความเคลื่อนไหวทางด้านตัวเลขการส่งออกของสมาชิกอาเซียนเศรษฐกิจชั้นนำ 5 ชาติ ได้แก่ ไทย มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และสิงคโปร์ โดยทั้ง 5 ชาติมีสัดส่วนการส่งออกไปจีนที่เพิ่มสูงถึง 44.7% ในปี 2010 แต่กลับถล่มลงมา -0.7% ในปี 2012 ซึ่งเป็นปีที่เศรษฐกิจจีนชะลอตัว

และต่อมาในปี 2014 การส่งออกของอาเซียนไปจีนชะลอตัวมาที่ 4.3% และดิ่งลงมาอยู่ที่ -12.5% ในช่วง 4 เดือนแรกปีนี้

ดังนั้น ท่าทีของสมาชิกอาเซียนต่อความขัดแย้งในทะเลจีนใต้จึงออกมาในรูปแบบอิหลักอิเหลื่อ ในมุมหนึ่งก็ต้องพยายามแสดงความแข็งกร้าวในการรักษาผลประโยชน์แห่งชาติ อีกมุมหนึ่งก็ต้องรักษาความสัมพันธ์ทางการค้ากับจีน

รูปแบบดังกล่าวเห็นได้อย่างชัดเจนในกรณีของทั้งเวียดนามและฟิลิปปินส์ ซึ่งถือเป็นสองชาติที่มีปัญหากรณีพิพาทกับจีนมากที่สุด โดยจะเห็นภาพข่าวประชาชนของทั้งสองประเทศประท้วงอยู่เป็นระยะๆ เพื่อแสดงความไม่พอใจพฤติกรรมอหังการของกองทัพเรือแดนมังกรในทะเลจีนใต้

ในกรณีของเวียดนาม จีนถือเป็นคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่ปี 2007 โดยมีสัดส่วนคิดเป็น 12% ฉะนั้นแม้เวียดนามจะแสดงท่าทีแข็งกร้าวอย่างมากกับจีนในข้อพิพาทหมู่เกาะพาราเซลในทะเลจีนใต้ แต่เวียดนามยังพยายามรักษาความสัมพันธ์ทางการค้าและการลงทุนกับจีนไว้

สำหรับปี 2014 ซึ่งเป็นปีที่ความขัดแย้งระหว่างจีนกับเวียดนนามร้อนระอุอย่างมาก จนถึงขั้นมีการประท้วงเผาทำลายโรงงานจีนในเวียดนาม แต่สัดส่วนการส่งออกของเวียดนามไปจีนยังกลับทำสถิติใหม่เพิ่มขึ้นถึง 18.9% ในปีเดียวกัน

นอกจากนี้ ท่ามกลางบรรยากาศของความขัดแย้ง เวียดนามกับจีนกลับมีแผนที่จะเพิ่มมูลค่าการค้าขายระหว่างกันให้ถึง 6 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ในปี 2015 อีกด้วย

เช่นเดียวกับทางฟิลิปปินส์ ซึ่งแสดงออกอย่างชัดเจนต่อการที่จีนเข้าไปสร้างเกาะเทียมในหมู่เกาะสแปรตลีย์ซึ่งใกล้กับชายแดนฟิลิปปินส์ อีกทั้งยังเสริมความแข็งแกร่งให้กับของทัพเพื่อป้องปรามจีนโดยเฉพาะ กลับมีสัดส่วนการส่งออกไปจีนเพิ่มขึ้นถึง 12.4% เมื่อปีที่ผ่านมา และยังคงสถานะคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดอันดับสามของฟิลิปปินส์

อย่างไรก็ตาม ในอีกมุมหนึ่งก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า จีนก็ต้องรักษาความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกับอาเซียนด้วยเช่นกัน โดยถือเป็นหนทางหนึ่งสำหรับการขยายอิทธิพลในอาเซียน

ทั้งนี้ จีนยังถือเป็นต้นทางของแหล่งทุนโดยตรง (เอฟดีไอ) รายใหญ่ของหลายชาติในอาเซียน ทั้งกัมพูชา ลาว และเมียนมา และเป็นตลาดส่งออกขนาดใหญ่ของประเทศเหล่านี้ด้วยเช่นกัน จึงไม่น่าแปลกใจที่ชาติสมาชิกอาเซียนบางประเทศจะค่อนข้างเอนเอียงไปทางจีนต่อกรณีทะเลจีนใต้

แม้แต่ประเทศที่ค่อนข้างมีท่าทีไม่รุนแรงมากนักในข้อพิพาททะเลจีนใต้อย่าง ไทย มาเลเซีย อินโดนีเซีย และสิงคโปร์ ก็มีจีนเป็นคู่ค้ารายใหญ่ที่ไม่สามารถปฏิเสธอิทธิพลด้วยเช่นกัน

สภาพดังกล่าวทำให้โครงสร้างทางเศรษฐกิจของอาเซียนกลับมีศูนย์กลางอยู่ที่จีนและจะอยู่ที่กลุ่มอาเซียนด้วยกันเอง

นิโคลัส เจนนี คอลัมนิสต์จากเว็บไซต์ โกลบอล ริสก์ อินไซด์ ผู้ให้บริการข้อมูลวิเคราะห์ความเสี่ยงด้านการเมืองเพื่อประกอบการตัดสินใจของนักลงทุน กล่าวว่า หากสถานะความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างจีนกับอาเซียนยังเป็นเช่นนี้ต่อไป ในไม่ช้าจีนจะประสบความสำเร็จในการใช้อิทธิพลทางเศรษฐกิจ เพื่อบรรลุเป้าหมายทางการเมือง

หมายความว่า จีนไม่ได้ใช้การขยายกำลังทางทหารสำหรับการขยายอิทธิพลในทะเลจีนใต้ และจะใช้อิทธิพลทางเศรษฐกิจ ทางการค้าการลงทุนเป็นเครื่องมือในการดำเนินนโยบายทางประเทศสำหรับทะเลจีนใต้

เพราะฉะนั้น สำหรับกรณีความขัดแย้งในทะเลจีนใต้ ต้องเรียกว่าจีนมีความได้เปรียบทั้งด้านการทหารและด้านเศรษฐกิจ ขณะที่อาเซียนตกเป็นรองทั้งสองด้าน ดังนั้นมีทางเดียวที่อาเซียนจะสามารถมีกำลังต่อรองกับจีนใต้ คือ ต้องกระชับความร่วมมือระหว่างกันให้แน่นแฟ้น และต้องรู้จักที่จะ “พูดให้เป็นเสียงเดียวกัน”

ข่าวล่าสุด

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI