
ถึงเวลาตัดสินใจ
การประกาศที่จะเพิ่มการลงทุนของรัฐบาล เพื่อเป็นกำลังสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจ เป็นสิ่งที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรีประกาศมาตลอดต่อนักลงทุนต่างชาติและนักลงทุนในประเทศ ว่าจะเร่งดำเนินการให้ได้ภายในปีนี้สำหรับโครงการที่พร้อมจะลงทุนก่อน
การประกาศที่จะเพิ่มการลงทุนของรัฐบาล เพื่อเป็นกำลังสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจ เป็นสิ่งที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรีประกาศมาตลอดต่อนักลงทุนต่างชาติและนักลงทุนในประเทศ ว่าจะเร่งดำเนินการให้ได้ภายในปีนี้สำหรับโครงการที่พร้อมจะลงทุนก่อน
รัฐบาลประกาศจะลงทุนในโครงการขนาดใหญ่ตั้งแต่ต้นปี แต่เวลาเนิ่นนานมาจนถึงไตรมาส 3 ของปีแล้ว การลงทุนโครงการใหญ่ของรัฐที่จะหยิบยกขึ้นมาอวดว่านี่คือผลงานของรัฐบาลกลับไม่มีอะไร ในขณะที่การส่งออกกลับแย่ลงอย่างต่อเนื่อง และตัวเลขการบริโภคของเอกชนก็ลดลง เห็นได้จากอัตราเงินเฟ้อที่ติดลบต่อเนื่อง 7 เดือน สะท้อนว่าเศรษฐกิจฝืดเคืองเต็มที
สิ่งที่รัฐบาลเร่งรัดมาตลอดตั้งแต่เริ่มปีงบประมาณ คือ ให้หน่วยงานราชการเร่งเบิกจ่ายเงินลงทุน งบใช้จ่ายต่างๆ ให้รวดเร็วยิ่งขึ้น เพื่อให้เกิดเงินหมุนในระบบเศรษฐกิจ และทำให้มีเงินสะพัดออกมาทำให้สภาพคล่องทางเศรษฐกิจดีขึ้น แต่หน่วยงานราชการกลับเบิกจ่ายได้ต่ำกว่าเป้าไปมาก สะท้อนว่าการเร่งรัดผลักดันให้หน่วยงานรัฐและรัฐวิสาหกิจนั้นไม่ได้ผล
การขันนอตให้ข้าราชการเร่งรัดเบิกจ่ายไร้ผล เพราะการดำเนินนโยบายที่มีความขัดแย้งในตัวเองของรัฐบาลที่ต้องการจะขจัดปัญหาคอร์รัปชั่นให้หมดไป จึงมีการออกระเบียบการจัดการพัสดุแบบรัดกุม เพราะไม่ต้องการให้เกิดการรั่วไหล
นอกจากนี้ ทางสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) และกระบวนการตรวจสอบการคอร์รัปชั่นก็เริ่มดำเนินการ เรื่องใดที่มีหลักฐานมูลความผิดชัดเจนขึ้นสู่การพิจารณาของศาลแล้ว หลายคดีมีคำพิพากษาลงโทษเด็ดขาด เพื่อให้ผู้กระทำผิดหลาบจำ เหมือนยิ่งตอกย้ำให้ต้องระมัดระวังการใช้จ่ายเงินของแผ่นดินให้มากขึ้น
ดังนั้น ข้าราชการที่จะต้องเบิกจ่ายงบประมาณทั้งหลายก็เกิดอาการเกร็ง ใช้ความรัดกุมรอบคอบในการใช้เงินให้ละเอียดที่สุด เพราะหากผิดพลาดอาจจะมีโทษทางวินัยที่ทำให้รัฐเสียหาย ข้าราชการทั้งหลายจึงเกียร์ว่างเนื่องจากกลัวความผิดพลาด
สาเหตุนี้เป็นประเด็นที่สำคัญที่สุด ทำให้การเบิกจ่ายงบประมาณของรัฐไม่ออก ไม่มีการจัดซื้อจัดจ้าง ไม่มีการประมูลงานอะไรที่มากมาย นอกจากงานทั่วไปเท่านั้น
เรื่องนี้ได้มีการท้วงติงจากหลายฝ่ายตั้งแต่แรก การทำนโยบายที่สวนทางกับความเป็นจริง ทำให้เกิดการชะงักงันทางเศรษฐกิจ แต่ก็เหมือนไม่ได้รับการสนใจจากคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เพราะมีหลักการและหน้าที่จะขจัดการคอร์รัปชั่นให้หมดไปจากแผ่นดินไทย
ขณะนี้ผลจากนโยบายได้ออกมาเป็นรูปธรรมให้เห็นแล้ว หากรัฐบาลไม่เร่งปลดล็อกให้การเบิกจ่ายงบประมาณและงบลงทุนของรัฐวิสาหกิจคล่องตัวขึ้น โอกาสที่จะเห็นเศรษฐกิจโงหัวขึ้นก็เป็นไปได้ยาก
การทำนโยบายเศรษฐกิจจะมีทั้งคนได้และคนเสีย ถึงเวลาที่ พล.อ.ประยุทธ์ จะต้องเลือกแล้วว่าอยากให้เศรษฐกิจเดินหน้าหรือแก้ปัญหาคอร์รัปชั่น







