posttoday
รอลงอาญา...ดุลพินิจที่มีหลักเกณฑ์

รอลงอาญา...ดุลพินิจที่มีหลักเกณฑ์

03 สิงหาคม 2558

เรียบร้อยโรงเรียนกฎหมายไปแล้ว สำหรับคำพิพากษาศาลฎีกาที่พิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ ไม่รอลงอาญา เป็นผลให้วันนี้ทั้งเสด็จพี่ พร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ และเกียรติอุดม เมนะสวัสดิ์ อดีต สส.พรรคเพื่อไทย ที่ไปหมิ่นประมาทท่านวสันต์ สร้อยพิสุทธิ์ อดีตประธานศาลรัฐธรรมนูญ ในระหว่างการพิจารณาคดียุบพรรคประชาธิปัตย์ เมื่อปี 2553 ซึ่งคอการเมืองวิเคราะห์กันว่า ทั้งสองคนในฐานะ สส.พรรคเพื่อไทย ต้องการให้ถูกฟ้องเพื่อให้มีข้อพิพาทกับท่านวสันต์ อันจะเข้าเหตุที่จะต้องถอนตัวจากการพิจารณาคดี เนื่องจากมีคดีพิพาทกับ สส.พรรคเพื่อไทย ซึ่งการทำครั้งนั้นได้ผลตามที่ต้องการ แต่ไม่อาจเปลี่ยนผลคำวินิจฉัยตามที่ตนเองต้องการได้   

เรียบร้อยโรงเรียนกฎหมายไปแล้ว สำหรับคำพิพากษาศาลฎีกาที่พิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ ไม่รอลงอาญา เป็นผลให้วันนี้ทั้งเสด็จพี่ พร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ และเกียรติอุดม เมนะสวัสดิ์ อดีต สส.พรรคเพื่อไทย ที่ไปหมิ่นประมาทท่านวสันต์ สร้อยพิสุทธิ์ อดีตประธานศาลรัฐธรรมนูญ ในระหว่างการพิจารณาคดียุบพรรคประชาธิปัตย์ เมื่อปี 2553 ซึ่งคอการเมืองวิเคราะห์กันว่า ทั้งสองคนในฐานะ สส.พรรคเพื่อไทย ต้องการให้ถูกฟ้องเพื่อให้มีข้อพิพาทกับท่านวสันต์ อันจะเข้าเหตุที่จะต้องถอนตัวจากการพิจารณาคดี เนื่องจากมีคดีพิพาทกับ สส.พรรคเพื่อไทย ซึ่งการทำครั้งนั้นได้ผลตามที่ต้องการ แต่ไม่อาจเปลี่ยนผลคำวินิจฉัยตามที่ตนเองต้องการได้   

ในวันนี้ ทั้งพร้อมพงศ์และเกียรติอุดมได้เข้าไปนอนมุ้งสายบัวที่ไม่ต้องเสียค่าเช่า มีข้าวกินฟรีอยู่ในเรือนจำ เป็นเวลา 1 ปี ชดใช้กรรมที่ได้ทำไว้ 

การไม่รอลงอาญาของศาลในคดีนี้ เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ทั้งผู้ที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย แน่นอนว่า ผู้ไม่เห็นด้วยก็คือคนฟากฝั่งพรรคเพื่อไทย

ในอดีตที่ผ่านมา มีคดีนักการเมืองถูกฟ้องร้องในความผิดฐานหมิ่นประมาทมากมายในศาล ส่วนใหญ่ศาลท่านเมตตารอการลงโทษไว้ โดยหวังว่าคนเหล่านี้จะเข็ดหลาบมีความสำนึกในการกระทำความผิด และน่าจะระมัดระวังไม่กระทำความผิดต่อไปอีก

แต่ในความเป็นจริงหาเป็นเช่นนั้นไม่ ทุกคนทราบกันดีว่านักการเมืองทาสเงินทั้งหลายไม่ได้มีความสำนึกในสิ่งที่ตนเองทำ แม้อยู่ต่อหน้าศาลจะทำเซื่องซึม เป็นเหมือนสัตว์ใกล้ตายก็ตาม แต่เมื่อออกจากศาล วิญญาณผีบ้าจะเข้าสิงให้เป็นพวกผีเจาะปากมาพูด พูดอะไรก็ได้ที่ทำลายผู้อื่นแล้วทำให้ตนเองเด่นดัง ความเมตตาของศาลจึงดูเหมือนจะสูญเปล่า

จริงอยู่ แม้ความผิดฐานหมิ่นประมาทจะเป็นความผิดเล็กน้อย ผู้ที่ได้รับผลจากการทำผิดไม่ได้เสียเลือดเนื้อแต่อย่างใด ทำให้ดูเหมือนจะเป็นเรื่องไม่ร้ายแรง แต่ในความเป็นจริง การใช้คำพูดทำร้ายกัน สร้างความเสียหายในวงกว้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการมีสื่อเป็นของตนเอง หรือเป็นบุคคลสาธารณะที่นักข่าวให้ความสนใจ การใช้ข้อมูลอันเป็นเท็จกล่าวหาผู้อื่น จึงเป็นสิ่งที่ไม่ควรให้อภัย

การที่กฎหมายกำหนดบทลงโทษสำหรับผู้กระทำความผิดอาญา ไม่ว่าจะเป็นประหารชีวิต จำคุก ปรับ ก็ตาม ก็เพื่อมุ่งหวังให้สังคมอยู่กันด้วยความสงบสุข การลงโทษสูงสุดถึงขั้นประหารชีวิต จะลงโทษกับผู้ที่ทำผิดร้ายแรง เป็นภัยต่อความสงบสุข โทษประหารชีวิตจึงมักจะเป็นโทษสำหรับการฆ่าคนตายเป็นพื้นฐาน แต่ต่อมาในระยะหลัง คดียาเสพติด กฎหมายกำหนดโทษถึงประหารชีวิต นั่นเป็นเพราะความร้ายแรงของยาเสพติดที่ไม่ได้ฆ่าคนเพียงคนเดียว แต่ฆ่าทั้งครอบครัว ฆ่าทั้งสังคม ล่าสุดอัตราโทษประหารชีวิตได้นำมาใช้กับการทุจริตคอร์รัปชั่นในวงราชการ

เหตุผลที่ผู้ร่างวางอัตราโทษถึงประหารชีวิต ก็น่าจะมีเหตุผลอันเนื่องมาจากการทุจริตคอร์รัปชั่นในบ้านเมืองเราขยายวงออกไปในทุกหน่วยงาน มีการทุจริตฉ้อราษฎร์บังหลวงเป็นเงินจำนวนมาก อันทำให้ประเทศชาติเสียหายอย่างมาก 

การลงโทษโดยการรอลงอาญาก็เช่นเดียวกัน กฎหมายมีเจตนาเพื่อให้โอกาสผู้กระทำความผิดที่ได้ทำผิดในความผิดไม่ร้ายแรง ได้มีโอกาสกลับตัวเป็นคนดีของสังคมต่อไป โดยประมวลกฎหมายอาญาได้บัญญัติให้ดุลพินิจศาลในการรอการลงโทษไว้ในมาตรา 56

“ผู้ใดกระทำความผิดซึ่งมีโทษจำคุก และในคดีนั้นศาลจะลงโทษจำคุกไม่เกินสามปี ถ้าไม่ปรากฏว่าผู้นั้นได้รับโทษจำคุกมาก่อน หรือปรากฏว่าได้รับโทษจำคุกมาก่อน แต่เป็นโทษสำหรับความผิดที่ได้กระทำโดยประมาท หรือความผิดลหุโทษ เมื่อศาลได้คำนึงถึงอายุ ประวัติ ความประพฤติ สติปัญญา การศึกษาอบรม สุขภาพ ภาวะแห่งจิต นิสัยอาชีพ และสิ่งแวดล้อมของผู้นั้น หรือสภาพความผิดหรือเหตุอื่นอันควรปรานีแล้ว เห็นเป็นการสมควร ศาลจะพิพากษาว่าผู้นั้นมีความผิดแต่รอการกำหนดโทษไว้ หรือกำหนดโทษแต่รอการลงโทษไว้แล้วปล่อยตัวไป เพื่อให้โอกาสผู้นั้นกลับตัวภายในระยะเวลาที่ศาลจะได้กำหนด แต่ต้องไม่เกินห้าปีนับแต่วันที่ศาลพิพากษา โดยจะกำหนดเงื่อนไขเพื่อคุมความประพฤติของผู้นั้นด้วยหรือไม่ก็ได้”

หลักเกณฑ์สำคัญของการรอการลงอาญา น่าจะเป็นการเป็นไปเพื่อ “ให้โอกาสผู้นั้นกลับตัว” ฉะนั้น หากศาลเห็นว่าจำเลยยังไม่มีทีท่าที่จะสำนึกผิด ไม่มีแววว่าจะกลับตัวเป็นคนดี ศาลก็ไม่น่าจะรอการลงอาญา

การรอลงอาญาสำหรับนักการเมืองที่หมิ่นประมาทนักการเมืองด้วยกัน จึงเป็นเหตุผลที่ยอมรับได้ เพราะเป็นพวกเดียวกัน รู้เท่าทันกัน มีเอกสิทธิ์เหมือนกัน สามารถตอบโต้กันได้อย่างเท่าเทียมกัน

แต่การที่นักการเมืองใช้วาทะทำร้ายผู้อื่นที่ไม่ใช่นักการเมือง คนอื่นที่ไม่มีโอกาสจะตอบโต้ได้อย่างเท่าเทียมกัน หรือคนอื่นที่เขาไม่หน้าด้านพอที่ออกมาตอบโต้กันให้เป็นข่าวในสื่อสาธารณะ หรือการที่นักการเมืองใช้เป็นอุบายทำลายความน่าเชื่อถือของตุลาการที่จะตัดสินคดี ด้วยการเอาเรื่องเท็จกล่าวหาตุลาการ เป็นการใช้วิชามารเพียงเพื่อให้บรรลุถึงประโยชน์ของตนเอง

ในแนวทางการใช้ดุลพินิจในการรอลงอาญาของศาล เมื่อ 20-30 ปีมาแล้ว ต่างกับปัจจุบัน ในสมัยนั้น การทุจริตฉ้อราษฎร์บังหลวงถึงจะมีแต่จะกระทำกันอย่างกระมิดกระเมี้ยน คำพิพากษาศาลในสมัยนั้นจึงให้เหตุผลในการรอการลงอาญาว่า จำเลยเคยดำรงตำแหน่งนั้นๆ ทำประโยชน์ให้กับประเทศชาติ สมควรให้โอกาสกลับตัว จึงให้รอการลงอาญาไว้

แต่คำพิพากษาในระยะหลังๆ จะเปลี่ยนไป โดยหากจำเลยมีตำแหน่งใหญ่โต เป็นเสนาบดี มีความรู้สูง สมควรจะประพฤติตนให้เป็นแบบอย่างที่ดี ควรจะมีสำนึกที่สูง ฉะนั้น เมื่อขาดความสำนึกที่ดี กระทำความผิด จึงไม่มีเหตุอันควรปรานี ไม่รอการลงอาญา 

คำพิพากษาฎีกาฉบับนี้ พิพากษายืนตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ ที่ได้ให้เหตุผลการไม่รอการลงอาญาไว้ว่า ...จำเลยจึงเป็นคนมีเกียรติ มีความน่าเชื่อถือของบุคคลทั่วไป ควรทำตัวให้เป็นตัวอย่างที่ดีให้สังคม ดังนั้นเพื่อไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่าง...

หวังว่าแนวคำพิพากษาฎีกาฉบับนี้จะไม่ใช้เฉพาะการหมิ่นประมาทตุลาการเท่านั้น แต่น่าจะใช้กับบุคคลทั่วไปที่ถูกนักการเมืองหมิ่นประมาทด้วย

ข่าวล่าสุด

"วัส" ชี้ปมยุบภูมิใจไทย ต้องพิสูจน์ที่มาเงินบริจาคสุชาดา

"วัส" ชี้ปมยุบภูมิใจไทย ต้องพิสูจน์ที่มาเงินบริจาคสุชาดา