
บาทแข็ง กับนัยด้านการส่งออก
การแข็งค่าของอัตราแลกเปลี่ยนไทยต่อหลายสกุลเงิน ได้ส่งผลให้ขีดความสามารถในการแข่งขันด้านราคาของไทยลดทอนลงตามดัชนีค่าเงินบาทที่แท้จริง (REER) ที่เพิ่มขึ้น ทว่าขีดความสามารถในการแข่งขันด้านราคา ไม่ใช่เพียงปัจจัยเดียวที่ส่งผลกระทบต่อการเติบโตของปริมาณการส่งออกไทยในปัจจุบัน
การแข็งค่าของอัตราแลกเปลี่ยนไทยต่อหลายสกุลเงิน ได้ส่งผลให้ขีดความสามารถในการแข่งขันด้านราคาของไทยลดทอนลงตามดัชนีค่าเงินบาทที่แท้จริง (REER) ที่เพิ่มขึ้น ทว่าขีดความสามารถในการแข่งขันด้านราคา ไม่ใช่เพียงปัจจัยเดียวที่ส่งผลกระทบต่อการเติบโตของปริมาณการส่งออกไทยในปัจจุบัน
นอกจากนี้ เมื่อเปรียบเทียบระหว่างสินค้าอุตสาหกรรมและสินค้าเกษตร จะพบว่าความสามารถในการแข่งขันด้านราคามีความสำคัญต่อปริมาณการส่งออกสินค้าในภาคเกษตรมากกว่าสินค้าอุตสาหกรรม เนื่องจากการส่งออกสินค้าเกษตรในประเทศต่างๆ มักมีความคล้ายคลึงกัน
ในขณะที่การส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมจะขึ้นอยู่กับความสามารถของแต่ละประเทศในการนำเสนอมูลค่าเพิ่มให้ดีกว่าประเทศคู่แข่ง หรือแปรไปตามปัจจัยด้านห่วงโซ่อุปทานโลกเป็นสำคัญปริมาณการส่งออกสินค้าในหมวดอุตสาหกรรมจึงไม่ได้ขึ้นอยู่กับความสามารถในการแข่งขันด้านราคาเพียงอย่างเดียว
ตั้งแต่ปลายปี 2014 เป็นต้นมา เงินบาทของไทยมีทิศทางแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับเยนและยูโร รวมทั้งสกุลเงินอื่นๆ ในภูมิภาคอาเซียน ภายหลังธนาคารกลางญี่ปุ่น และธนาคารกลางยุโรปได้ประกาศมาตรการผ่อนคลายทางการเงินเพิ่มเติม
นอกจากนี้ สถานะทางการคลังและทุนสำรองระหว่างประเทศที่แข็งแกร่งของไทย รวมถึงแนวโน้มการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดจากมูลค่าการนำเข้าน้ำมันดิบที่ลดลง ส่งผลให้ค่าเงินบาทต่อเหรียญสหรัฐไม่ได้อ่อนตัวลงมากเมื่อเทียบกับการอ่อนค่าของสกุลเงินอื่นๆ ในภูมิภาคอาเซียนที่ได้รับแรงกดดันจากแนวโน้มการขึ้นอัตราดอกเบี้ยของ Fed ด้วยเหตุนี้ จึงมีหลายฝ่ายมองว่าเงินบาทมีทิศทางแข็งค่ามากเกินไป
จนทำให้การส่งออกไทยสูญเสียความสามารถในการแข่งขันด้านราคา และอาจเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้การส่งออกไทยในช่วง 4 เดือนแรกของปีนี้ หดตัวรุนแรงกว่า 4% เมื่อเทียบกับปีก่อน
การพิจารณาผลกระทบของอัตราแลกเปลี่ยนต่อขีดความสามารถในการแข่งขันด้านราคาสามารถทำได้หลายแบบ ในที่นี้จะพิจารณาโดยใช้ดัชนีค่าเงินที่แท้จริง หรือ Real Effective Exchange Rate (REER) ซึ่งนิยมใช้กันอย่างแพร่หลาย เพื่อสะท้อนความสามารถในการแข่งขันด้านราคาของภาคการส่งออกไทย ดัชนี REER เป็นการเปรียบเทียบค่าเงินในประเทศกับค่าเงินของประเทศคู่ค้าและคู่แข่ง โดยถ่วงน้ำหนักสกุลเงินต่างๆ ด้วยสัดส่วนการค้า และหักผลของอัตราเงินเฟ้อในแต่ละประเทศคู่ค้าและคู่แข่ง ดัชนี REER ที่เพิ่มขึ้น จะสะท้อนว่าความสามารถในการแข่งขันด้านราคาของประเทศลดลง
สาเหตุหลักมาจากการเปลี่ยนแปลงของราคาซึ่งเกิดจาก 1) อัตราแลกเปลี่ยนต่อสกุลเงินต่างๆ แข็งค่าขึ้น
2) อัตราเงินเฟ้อในประเทศ เงินบาทที่แข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับหลายสกุลเงินอย่างเยน ยูโร และสกุลเงินอื่นในอาเซียน ส่งผลให้ดัชนี REER ปรับเพิ่มขึ้นในช่วงที่ผ่านมา ถึงแม้ว่าค่าเงินบาทต่อเหรียญสหรัฐจะเริ่มมีทิศทางอ่อนลงก็ตาม
โดยปัจจุบันอัตราแลกเปลี่ยนของเงินบาทต่อเหรียญสหรัฐอ่อนค่าลงราว 3% ในขณะที่เงินบาทแข็งค่าเมื่อเทียบกับสกุลเงินยูโรและเยน โดยเงินบาทต่อยูโรแข็งค่าขึ้นกว่า 18% และเงินบาทต่อเยนแข็งค่าขึ้นราว 13% เทียบกับเมื่อช่วงปลายปี 2013 ประกอบกับการถ่วงน้ำหนักการค้าของไทยกับสหรัฐ สหภาพยุโรป และญี่ปุ่น มีสัดส่วนใกล้เคียงกันที่ 10% จึงส่งผลให้ดัชนี REER ของไทยปรับเพิ่มขึ้นราว 7% ในช่วงเวลาเดียวกัน
สวนทางกับทิศทางค่าเงินบาทต่อเหรียญสหรัฐ ด้านดัชนี REER ของอินโดนีเซียก็ปรับเพิ่มขึ้นสวนทางกับทิศทางค่าเงินรูเปียห์ที่อ่อนลงเมื่อเทียบกับเหรียญสหรัฐเช่นกัน โดยเป็นผลมาจากอัตราเงินเฟ้อในประเทศที่อยู่ในระดับสูงราว 6.4% ขณะที่ดัชนี REER ของมาเลเซียอ่อนค่าลง โดยมีสาเหตุหลักมาจากการอ่อนค่าลงรุนแรงของริงกิตเมื่อเทียบกับเหรียญสหรัฐ โดยเมื่อเปรียบเทียบกับดัชนี REER ของไทยกับเศรษฐกิจอื่นในภูมิภาคแล้ว พบว่าในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ดัชนี REER ของไทยขึ้นมาอยู่ในระดับที่สูงกว่าของประเทศเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซีย อินโดนีเซีย และสิงคโปร์
เมื่อผนวกกับทิศทางการแข็งค่าขึ้นของเงินบาทในปัจจุบัน สะท้อนให้เห็นว่าความสามารถในการแข่งขันด้านราคาส่งออกของไทยได้ลดทอนลงมา เมื่อเปรียบเทียบการเติบโตของการส่งออกไทยในช่วง 2 ปีที่ผ่านมากับช่วงก่อนวิกฤตเศรษฐกิจโลก จะพบว่าทั้งมูลค่าและปริมาณการส่งออกไทยไม่สามารถกลับมาขยายตัวในระดับสูงเหมือนก่อน โดยมูลค่าการส่งออกของไทยช่วงปี 2000-2007 สามารถขยายตัวในระดับเฉลี่ยมากกว่า 13% และปริมาณการส่งออกโตเฉลี่ยราว 9%
ในขณะที่ 2 ปีที่ผ่านมา มูลค่าการส่งออกไทยหดตัวลงเฉลี่ยที่ 0.4% และปริมาณการส่งออกขยายตัวเพียง 0.5%
อย่างไรก็ตาม ปัญหาของการส่งออกไทยในปัจจุบัน อาจไม่ได้มาจากการที่ไทยสูญเสียขีดความสามารถในการแข่งขันด้านราคาเพียงอย่างเดียว
จากผลการวิเคราะห์เชิงสถิติด้วยเทคนิค Linear Regression Analysis เมื่อประเมินความสัมพันธ์ระหว่างการเติบโตของปริมาณส่งออกไทยกับความสามารถทางการแข่งขันด้านราคา ซึ่งวัดด้วย REER โดยพิจารณาอุปสงค์ของตลาดโลกในช่วงเวลานั้นร่วมด้วย พบว่าเมื่อดัชนี REER เพิ่มขึ้น ปริมาณการส่งออกไทยมีแนวโน้มลดลง แต่ความสัมพันธ์นี้ไม่ชัดเจนพอที่จะสรุปได้ว่า ปริมาณการส่งออกไทยได้รับผลโดยตรงจากการเคลื่อนไหวของดัชนี REER เนื่องจากมีปัจจัยอื่นที่เกี่ยวข้อง อย่างเช่นปริมาณการนำเข้าของโลก ซึ่งเป็นเครื่องบ่งชี้อุปสงค์ของโลก
กล่าวคือ ภายหลังจากวิกฤตเศรษฐกิจเมื่อปี 2008 เป็นต้นมา เศรษฐกิจของผู้นำเข้ารายใหญ่อย่างสหรัฐ สหภาพยุโรป และญี่ปุ่น ต่างไม่สามารถกลับมาขยายตัวได้ดีตามเดิม อีกทั้งในปัจจุบันการส่งออกไทยยังต้องเผชิญกับปัญหาเชิงโครงสร้างที่ผลิตสินค้าไม่ตรงกับความต้องการของโลกอีกด้วย
ดังนั้น การสูญเสียความสามารถในการแข่งขันด้านราคาแต่เพียงอย่างเดียว อาจไม่เพียงพอที่จะอธิบายการหดตัวของปริมาณการส่งออกไทยได้







