
จยย.รับจ้างปิดด่านช่องจอมประท้วงเขมรวิ่งทับเส้นทาง
ขณะที่รองผวจ.เมืองช้างสั่งเจ้าหน้าที่แก้ไขปัญหาร่วมกับกัมพูชา ส่วนบรรยากาศช่องจอมชาวไทย-เขมร ยังเข้าออกปกติ
ขณะที่รองผวจ.เมืองช้างสั่งเจ้าหน้าที่แก้ไขปัญหาร่วมกับกัมพูชา ส่วนบรรยากาศช่องจอมชาวไทย-เขมร ยังเข้าออกปกติ
ผู้ประกอบอาชีพวินรถจักรยานยนต์รับจ้างที่มีสมาชิกกว่า 118 คัน ปิดประตูด่านจุดผ่านแดนถาวร ช่องจอม อ.กาบเชิง จ.สุรินทร์ ซึ่งตรงข้ามกับโอร์เสม็ด อ.สำโรง จ.อุดรมีชัย ประเทศกัมพูชา เพื่อเป็นการประท้วงที่กัมพูชานำรถจักรยานยนต์เข้ามาวิ่งฝั่งไทย ทำให้ลูกค้าหลักที่เป็นชาวเขมรกว่า 90 % ลดน้อยลง ส่งผลกระทบกับรายได้อย่างหนัก
นอกจากนี้ยังเคยทำหนังสือร้องเรียนไปยัง อ.กาบเชิงฯแล้วหลายครั้งในรอบ 2 ปี เรื่องกลับเงียบหายไป อย่างไรก็ตามล่าสุดนายสมเกียรติ สังข์ขาวสุทธิรักษ์ รองผวจ.สุรินทร์ ได้เรียกประชุมคณะกรรมการพัฒนาพื้นที่ชายแดนจุดผ่านแดนถาวรช่องจอม-โอร์เสม็ด ระดับจังหวัด ที่ห้องประชุมที่ว่าการอำเภอกาบเชิงฯ พร้อมกับตัวแทนวินรถจักรยานยนต์รับจ้างบริเวณจุดผ่านแดนถาวรช่องจอม ซึ่งตัวแทนวินรถจักรยานยนต์รับจ้างได้เสนอแนวทางการกำหนดเวลาให้รถจักรยานยนต์ ฝั่งกัมพูชา เข้ามาในเขตประเทศไทย ทั้งเพื่อให้ง่ายต่อการควบคุมในการแอบแฝงเข้ามารับจ้างวิ่งรับส่งชาวกัมพูชาที่เดินทางเข้ามายังฝั่งไทย เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว
อย่างไรก็ตามในที่ประชุมเปิดเผยว่าการนำรถยนต์ รถจักรยานยนต์ข้ามแดนเข้ามายังฝั่งไทยนั้น ได้กำหนดเป็นระเบียบชัดเจน ซึ่งเจ้าของรถยนต์ รถจักรยานยนต์ ที่มีหลักฐานเป็นของตนเองสามารถขออนุญาตนำรถเข้ามายังฝั่งไทยได้โดยผ่านด่านตรวจคนเข้าเมืองและด่านศุลกากร ซึ่งเป็นการขออนุญาตนำรถเข้ามาฝั่งไทยอย่างถูกต้องและจะห้ามไม่ให้เข้ามาในฝั่งไทยนั้นไม่ได้ เพราะจะเกิดปัญหากระทบกับความสัมพันธ์ทั้ง 2 ประเทศ
ส่วนเรื่องหากมีการนำเข้ามารับจ้างวิ่งรับส่งผู้โดยสาร ตามที่กลุ่มผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์รับจ้างชาวไทยร้องเรียนนั้น คงไม่สามารถทำได้ซึ่งจะต้องมีการตรวจสอบต่อไป โดยทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.กาบเชิง จะได้ดำเนินการตรวจสอบขึ้นบัญชีรถจักรยานยนต์ ผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์รับจ้าง บริเวณด่านผ่านแดนถาวรช่องจอม ให้ถูกต้องทุกคัน ซึ่งจะใช้เวลา ประมาณ 1 เดือน และ แจ้งให้เจ้าหน้าที่กัมพูชา ที่ด่านโอร์เสม็ด ได้รับทราบ เพื่อร่วมแก้ไขปัญหาร่วมกันต่อไป
ทั้งนี้บรรยากาศที่บริเวณจุดผ่านแดนถาวรช่องจอม-โอรเสม็ด ยังคงเป็นไปตามปกติ ชาวกัมพูชายังคงสามารถนำรถจักรยานยนต์ข้ามมายังฝั่งไทยเป็นปกติ โดยไม่มีการห้ามไม่ให้เข้ามาแต่อย่างใด ส่วนชาวไทยก็สามารถนำรถยนต์ข้ามไปยังฝั่งกัมพูชาปกติเช่นกัน กรณีดังกล่าวจะต้องรอให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบและร่วมกันกำหนดมาตรการร่วมกันต่อไป
ด้านนางวราพร จันทร์อักษร 40 ปี ชาวบ้านด่าน ม. 18 ต.ด่านฯ ชาวบ้านที่ประกอบอาชีพจักรยานยนต์รับจ้าง กล่าวว่า พวกตนประกอบอาชีพรถจักรยานยนต์รับจ้างมานานกว่า 10 ปีแล้ว ตั้งแต่ตลาดการค้ายังไม้ย้ายไปไกลเข้าไปในเขตบ้านด่านถึง 5 กิโลเมตร ซึ่งส่วนใหญ่กว่า 90 % ลูกค้าจะเป็นชาวเขมร วิ่งรับส่งครั้งละ 20 บาท รวมแล้วในแต่ละวันพวกตนที่มีสมาชิกหมุนเวียนสลับเปลี่ยนกันจะมีรายได้ถึงคนละ 300-400 บาท / วัน
แต่หลังจากที่มีการย้ายตลาดเข้ามาในเขตบ้านด่านระยะทางไกลออกไปถึง 5 กม. ทางเจ้าหน้าที่ด่านศุลกากร ก็ได้มีการปล่อยให้ชาวเขมรนำรถจักรยานยนต์ส่วนตัวเข้าไปวิ่งถึงในตลาดฝั่งไทยได้ ซึ่งแต่ละวันมีรถจักรยานยนต์ชาวเขมรวิ่งเข้าออกฝั่งไทย - เขมรกว่า 50 คัน แถมยังมีการวิ่งรับ-ส่งชาวเขมร ด้วยกันเข้าออกเป็นการตัดหน้าลูกค้าของพวกเราอีก ส่งผลให้รายได้ลดลงดังกล่าว ทำให้ปัจจุบันจากรายได้ปกติวันละ 300-400 บาท เหลือเพียงวันละ 80-100 บาท ซึ่งในจำนวนนี้ยังไม่ได้หักค่าน้ำมันที่แพงขึ้นกว่าเท่าตัวอีกด้วย
"ทำให้พวกตนเดือดร้อนหนักมากขึ้น รายได้ไม่พอกิน ไม่พอเหลือไว้เลี้ยงครอบครัว และลูกๆที่ต้องเรียนหนังสือเลย ประกอบกับค่าครองชีพที่นับวันสูงขึ้นและต้องมาเจอปัญหาดังกล่าวอีก แต่พอไปถามเจ้าหน้าที่กลับได้รับคำตอบว่าชาวเขมรก็มาขออาศัยคนไทยให้ช่วยเหลือ ให้เห็นใจพวกเขาบ้าง แต่แล้วพวกตนละไม่เดือดร้อนเหรอ คนไทยต้องช่วยเหลือคนไทยที่เดือดร้อนต่างหาก"นางวราพร กล่าว
นอกจากนี้พวกตนทำตามกฎหมายถูกต้อง ป้ายเหลืองรถจักรยานยนต์ก็มีถูกระเบียบ แต่ชาวเขมรไม่ทราบว่าทางด่านมีการตรวจเอกสารถูกต้องหรือไม่ จึงรวมตัวกันมาเรียกร้องขอความเป็นธรรม ให้ทางเจ้าหน้าที่ด่านศุลกากรอย่าอนุญาตให้ชาวเขมรนำรถจักรยานยนต์เข้ามาฝั่งไทยเพราะอาจจะมีการวิ่งรับส่งโดยสารกันได้ ช่วยหามาตรการช่วยเหลือแก้ไขด้วย หากการแก้ไขปัญหายังไม่มีความคืบหน้าพวกตนทั้งหมดก็จะรวมตัวกันประท้วงปิดประตูด่านช่องจอมอีกอย่างแน่นอน







