
ภารกิจ ขุนคลังใหม่ กู้เศรษฐกิจ ฟื้นเชื่อมั่น
กระแสการปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีความชัดเจนมากขึ้นทุกวัน ล่าสุด พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ออกมายอมรับว่า การปรับเปลี่ยนจะเกิดขึ้นภายในเดือน ก.ย.นี้ หรือเร็วกว่านั้น
กระแสการปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีความชัดเจนมากขึ้นทุกวัน ล่าสุด พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ออกมายอมรับว่า การปรับเปลี่ยนจะเกิดขึ้นภายในเดือน ก.ย.นี้ หรือเร็วกว่านั้น
การปรับ ครม.ครั้งนี้ถูกพุ่งเป้าไปที่การยกเครื่องทีมเศรษฐกิจของรัฐบาล ที่มีการคาดการณ์ว่าจะมีการเปลี่ยนตัวตั้งแต่หัวหน้าทีมเศรษฐกิจ รวมถึง รมว.คลัง ไปถึงรัฐมนตรีกระทรวงเศรษฐกิจต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศอีกหลายกระทรวง
ที่เป็นเช่นนั้น เนื่องจากการบริหารเศรษฐกิจในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา เศรษฐกิจยังฟื้นตัวได้ช้ากว่าที่คาดการณ์มาก ประกอบกับความเชื่อมั่นของผู้บริโภคและนักลงทุนตกลงเรื่อยๆ อย่างน่าใจหาย
เรื่องน่าห่วงที่สุดคือเศรษฐกิจรากหญ้า มีปัญหาวิกฤตเงินไม่มีในกระเป๋าให้ใช้จ่าย เนื่องจากเศรษฐกิจฟุบและปัญหาภัยแล้งซ้ำเติม ทำให้เพาะปลูกไม่ได้ ส่งผลให้รายได้ขาดมือ แต่รายจ่ายกลับเพิ่มขึ้น ทั้งการใช้จ่ายชีวิตประจำวันและหนี้สินที่เพิ่มขึ้น
ล่าสุด สมหมาย ภาษี รมว.คลัง ที่เป็นหนึ่งในเป้าถูกโจมตีให้เปลี่ยนตัวออกจากตำแหน่ง ออกมาระบุว่า รู้ดีว่าประชาชนมีรายได้น้อยไม่มีเงินในกระเป๋า ก็เลยโทษทีมเศรษฐกิจในขณะนี้ที่ไม่สามารถเนรมิตเงินไปใส่ในกระเป๋าเขาได้ ซึ่งหากให้ทีมเศรษฐกิจอื่นเข้ามาทำก็อาจจะทำได้ดีขึ้น
การส่งสัญญาณของสมหมาย เหมือนเป็นการพร้อมส่งไม้ต่อให้ รมว.คลังคนใหม่เข้ามารับช่วงต่อในการบริหารแก้ไขเศรษฐกิจของไทยต่อไป
หากพิจารณาตามสถานการณ์ตอนนี้ ภารกิจของ รมว.คลังคนใหม่ที่จะมาสานงานต่อ ที่สำคัญคือ การแก้ปัญหาเศรษฐกิจเฉพาะหน้า และการวางรากฐานเศรษฐกิจระยะยาว
ในส่วนของภารกิจเร่งด่วน ด้านการแก้ไขเศรษฐกิจไทยระยะสั้น รมว.คลังคนใหม่ต้องเร่งเรียกความเชื่อมั่นจากประชาชนผู้บริโภค และนักลงทุนผู้ประกอบการให้กลับมาเร็วอีกครั้ง เนื่องจากที่ผ่านมาความเชื่อมั่นของผู้บริโภคและนักลงทุนตั้งแต่ต้นปีเป็นต้นมาลดลงต่ำอย่างต่อเนื่อง เพราะไม่มั่นใจการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย
ประเด็นสำคัญ คือ การออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นเพิ่มเติม ซึ่งที่ผ่านมาถือว่ายังน้อยเกินไป และหลายมาตรการก็มีการดำเนินการที่ล่าช้า ทำให้การฟื้นตัวของเศรษฐกิจล่าช้า
นอกจากนี้ การแก้ปัญหาเศรษฐกิจระยะสั้น คือต้องเร่งเบิกจ่ายงบลงทุนต่างๆ ที่ค้างท่อจำนวนหลายแสนล้านบาทให้รวดเร็วกว่าที่ผ่านมา เพื่อให้เม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจและเกิดตัวทวีคูณทางเศรษฐกิจให้มากที่สุดเท่าที่ทำได้
โจทย์ยากสำหรับระยะสั้นอีกเรื่อง คือ การช่วยเหลือเกษตรกร โดยการดึงเงินงบประมาณมาช่วยบรรเทาความเดือดร้อนที่เกิดจากเศรษฐกิจมีปัญหาและภัยแล้งที่รุนแรงในรอบหลายปี
แค่ภารกิจระยะสั้นก็เป็นงานหนักของรมว.คลังคนใหม่ ตั้งแต่การเรียกความเชื่อมั่นจากประชาชนและนักลงทุนก็เป็นเรื่องยากแสนเข็ญแล้ว โดยเฉพาะการเรียกความเชื่อมั่นจากนักลงทุน ที่รู้อยู่เต็มอกพูดไม่ได้ กลืนไม่เข้าคายไม่ออก ว่านักลงทุนไม่เชื่อมั่นการบริหารของรัฐบาลที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง ทำให้เศรษฐกิจไทยติดหล่ม ไม่ได้รับความเชื่อมั่นจากนักลงทุนไปด้วย เมื่อไม่เชื่อมั่น ก็ไม่ลงทุนเพิ่ม ย้ายฐานการลงทุนไปที่อื่นแทน เห็นได้จากที่ผ่านมาคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) อนุมัติการลงทุนนับแสนล้านบาท แต่การลงทุนจริงกลับมีไม่มาก
สำหรับการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและการช่วยเหลือเกษตรกรก็มีข้อจำกัด ที่ผ่านมารัฐบาลออกมาตรการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ การพักชำระหนี้ ใช้วงเงินงบประมาณจำนวนไม่น้อย แต่ยังไม่โดนใจผู้ที่ได้รับความช่วยเหลือ เพราะยังติดใจกับโครงการประชานิยม
พูดง่ายๆ คือ อยากให้รัฐบาลแจกเงินเหมือนที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็นด่านหินของ รมว.คลังคนใหม่ ว่าจะยอมฉีกวินัยการเงินการคลังของประเทศ ทำเรื่องนี้ให้เกิดความเสียหายจำนวนมากอีกหรือไม่
สำหรับภารกิจของ รมว.คลัง ที่เป็นระยะปานกลางหรือระยะยาวออกไป หนีไม่พ้นการปฏิรูปภาษีของประเทศครั้งใหญ่ เพื่อวางรากฐานการเงินการคลังของประเทศในระยะยาวต่อไป เนื่องจากปัจจุบันการหารายได้ของประเทศมีข้อจำกัด รายได้ภาษีของประเทศไม่ขยายตัวในรอบหลายสิบปีที่ผ่านมา รายได้จากภาษีของประเทศอยู่ที่ 15-17% ของจีดีพีเท่านั้น เทียบกับประเทศที่พัฒนาแล้ว จะอยู่ที่ 40-60% ของจีดีพี ส่งผลให้ประเทศไทยต้องทำงบประมาณขาดดุลต่อเนื่องมาเป็นเวลานานและเพิ่มสูงขึ้นเรื่อย จนทำให้หนี้สาธารณะของประเทศเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
ที่ผ่านมา รัฐบาลนี้ประกาศจะปฏิรูปภาษีครั้งใหญ่ แต่เมื่อ สมหมาย ในฐานะ รมว.คลัง เดินหน้าเรื่องนี้ กลับถูกต่อต้านจากสังคมและไม่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลอย่างที่ควรเป็น ส่งผลให้ พ.ร.บ.ภาษีผู้รับมรดก คลอดออกมาแบบพิกลพิการ เก็บภาษีไม่ได้จริง ลดความเหลื่อมล้ำทางสังคมไม่ได้อย่างที่เคยพูดไว้
นอกจากนี้ การออกกฎหมายเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างก็ถูกรัฐบาลแตะเบรก ไม่กล้าเดินหน้า เพราะถูกนายทุนและผู้อยู่อาศัยคัดค้าน หรือแม้แต่การเพิ่มอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม (แวต) จาก 7% เป็น 10% รัฐบาลก็ไม่สามารถทำได้อย่างที่ตั้งเป้าไว้ เพราะเศรษฐกิจย่ำแย่ ส่งผลให้การปฏิรูปภาษีของรัฐบาลในช่วง 1 ปี แทบไม่มีความคืบหน้า ส่งผลให้การวางรากฐานเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาวไม่เห็นอนาคต
การปฏิรูปภาษีของประเทศจึงเป็นเรื่องที่ รมว.คลังคนใหม่หนีไม่พ้น และหากไม่ดำเนินการก็จะนำไปผูกกับ รมว.คนเดิม อย่างสมหมาย ที่พยายามเดินหน้าเรื่องนี้เต็มสูบ แม้ว่าจะได้รับการตักเตือนจากนายกรัฐมนตรีให้หยุดพูดเรื่องนี้บ่อยครั้งก็ตาม แม้แต่อัมมาร สยามวาลา นักวิชาการเกียรติคุณของสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ยังเอ่ยปากว่าสมหมาย เป็น รมว.คลัง ที่กล้าเดินหน้าปฏิรูปภาษีของประเทศไทยที่ควรทำมานานแล้ว
แน่นอนว่า การเดินหน้าปฏิรูปภาษีของ รมว.คลัง ไม่ว่าจะเป็นคนไหน ย่อมถูกต่อต้านจากผู้ที่เสียผลประโยชน์ และมักจะมีความพยายามที่จะวิ่งเต้นให้มีการปรับ รมว.คลังที่ตั้งใจทำงานดังกล่าวออกจากตำแหน่ง
จึงเป็นเรื่องท้าทายของ รมว.คลังคนใหม่ ว่าจะทนแรงเสียดทานตรงนี้ได้มากน้อยขนาดไหน
นอกจากนี้ รมว.คลังคนใหม่ยังต้องเป็นคนที่รู้คนรู้งานในกระทรวงการคลังเป็นอย่างดี เพื่อให้สามารถทำงานได้ทันทีและตัดสินใจในเชิงนโยบายและมาตรการต่างๆ ไม่ผิดพลาดจนเกิดความเสียหายให้กับประเทศจำนวนมหาศาลเหมือนในอดีต เพราะ รมว.คลังหลายคนในอดีตใช้เงินภาษีของประเทศไปทำโครงการประชานิยมจนเป็นหนี้จำนวนมากที่ต้องใช้กันอีกถึงชั้นลูกชั้นหลาน
การเปลี่ยนตัว รมว.คลัง จึงถือเป็นหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญของรัฐบาล ยิ่ง รมว.คลังคนเก่าไม่มีความผิดให้เห็น และยังมีจุดยืนชัดเจนในเรื่องการรักษาวินัยการเงินการคลัง และการปฏิรูปการคลังของประเทศ หากรัฐบาลได้ รมว.คลังไม่รู้คนรู้งานด้านการเงินการคลังอย่างแท้จริง รัฐบาลจะเผชิญกับความเสียหายหลายเด้ง
นอกจากแก้ปัญหาเศรษฐกิจไม่ได้แล้ว วินัยการเงินการคลังของประเทศอาจมีปัญหารอบใหม่เป็นภัยเศรษฐกิจเพิ่มเติมเข้าไปอีก







