posttoday
ภารกิจ ขุนคลังใหม่ กู้เศรษฐกิจ ฟื้นเชื่อมั่น

ภารกิจ ขุนคลังใหม่ กู้เศรษฐกิจ ฟื้นเชื่อมั่น

28 กรกฎาคม 2558

กระแสการปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีความชัดเจนมากขึ้นทุกวัน ล่าสุด พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ออกมายอมรับว่า การปรับเปลี่ยนจะเกิดขึ้นภายในเดือน ก.ย.นี้ หรือเร็วกว่านั้น

กระแสการปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีความชัดเจนมากขึ้นทุกวัน ล่าสุด พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ออกมายอมรับว่า การปรับเปลี่ยนจะเกิดขึ้นภายในเดือน ก.ย.นี้ หรือเร็วกว่านั้น

การปรับ ครม.ครั้งนี้ถูกพุ่งเป้าไปที่การยกเครื่องทีมเศรษฐกิจของรัฐบาล ที่มีการคาดการณ์ว่าจะมีการเปลี่ยนตัวตั้งแต่หัวหน้าทีมเศรษฐกิจ รวมถึง รมว.คลัง ไปถึงรัฐมนตรีกระทรวงเศรษฐกิจต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศอีกหลายกระทรวง

ที่เป็นเช่นนั้น เนื่องจากการบริหารเศรษฐกิจในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา เศรษฐกิจยังฟื้นตัวได้ช้ากว่าที่คาดการณ์มาก ประกอบกับความเชื่อมั่นของผู้บริโภคและนักลงทุนตกลงเรื่อยๆ อย่างน่าใจหาย

เรื่องน่าห่วงที่สุดคือเศรษฐกิจรากหญ้า มีปัญหาวิกฤตเงินไม่มีในกระเป๋าให้ใช้จ่าย เนื่องจากเศรษฐกิจฟุบและปัญหาภัยแล้งซ้ำเติม ทำให้เพาะปลูกไม่ได้ ส่งผลให้รายได้ขาดมือ แต่รายจ่ายกลับเพิ่มขึ้น ทั้งการใช้จ่ายชีวิตประจำวันและหนี้สินที่เพิ่มขึ้น

ล่าสุด สมหมาย ภาษี รมว.คลัง ที่เป็นหนึ่งในเป้าถูกโจมตีให้เปลี่ยนตัวออกจากตำแหน่ง ออกมาระบุว่า รู้ดีว่าประชาชนมีรายได้น้อยไม่มีเงินในกระเป๋า ก็เลยโทษทีมเศรษฐกิจในขณะนี้ที่ไม่สามารถเนรมิตเงินไปใส่ในกระเป๋าเขาได้ ซึ่งหากให้ทีมเศรษฐกิจอื่นเข้ามาทำก็อาจจะทำได้ดีขึ้น

การส่งสัญญาณของสมหมาย เหมือนเป็นการพร้อมส่งไม้ต่อให้ รมว.คลังคนใหม่เข้ามารับช่วงต่อในการบริหารแก้ไขเศรษฐกิจของไทยต่อไป

หากพิจารณาตามสถานการณ์ตอนนี้ ภารกิจของ รมว.คลังคนใหม่ที่จะมาสานงานต่อ ที่สำคัญคือ การแก้ปัญหาเศรษฐกิจเฉพาะหน้า และการวางรากฐานเศรษฐกิจระยะยาว

ในส่วนของภารกิจเร่งด่วน ด้านการแก้ไขเศรษฐกิจไทยระยะสั้น รมว.คลังคนใหม่ต้องเร่งเรียกความเชื่อมั่นจากประชาชนผู้บริโภค และนักลงทุนผู้ประกอบการให้กลับมาเร็วอีกครั้ง เนื่องจากที่ผ่านมาความเชื่อมั่นของผู้บริโภคและนักลงทุนตั้งแต่ต้นปีเป็นต้นมาลดลงต่ำอย่างต่อเนื่อง เพราะไม่มั่นใจการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย

ประเด็นสำคัญ คือ การออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นเพิ่มเติม ซึ่งที่ผ่านมาถือว่ายังน้อยเกินไป และหลายมาตรการก็มีการดำเนินการที่ล่าช้า ทำให้การฟื้นตัวของเศรษฐกิจล่าช้า

นอกจากนี้ การแก้ปัญหาเศรษฐกิจระยะสั้น คือต้องเร่งเบิกจ่ายงบลงทุนต่างๆ ที่ค้างท่อจำนวนหลายแสนล้านบาทให้รวดเร็วกว่าที่ผ่านมา เพื่อให้เม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจและเกิดตัวทวีคูณทางเศรษฐกิจให้มากที่สุดเท่าที่ทำได้

โจทย์ยากสำหรับระยะสั้นอีกเรื่อง คือ การช่วยเหลือเกษตรกร โดยการดึงเงินงบประมาณมาช่วยบรรเทาความเดือดร้อนที่เกิดจากเศรษฐกิจมีปัญหาและภัยแล้งที่รุนแรงในรอบหลายปี

แค่ภารกิจระยะสั้นก็เป็นงานหนักของรมว.คลังคนใหม่ ตั้งแต่การเรียกความเชื่อมั่นจากประชาชนและนักลงทุนก็เป็นเรื่องยากแสนเข็ญแล้ว โดยเฉพาะการเรียกความเชื่อมั่นจากนักลงทุน ที่รู้อยู่เต็มอกพูดไม่ได้ กลืนไม่เข้าคายไม่ออก ว่านักลงทุนไม่เชื่อมั่นการบริหารของรัฐบาลที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง ทำให้เศรษฐกิจไทยติดหล่ม ไม่ได้รับความเชื่อมั่นจากนักลงทุนไปด้วย เมื่อไม่เชื่อมั่น ก็ไม่ลงทุนเพิ่ม ย้ายฐานการลงทุนไปที่อื่นแทน เห็นได้จากที่ผ่านมาคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) อนุมัติการลงทุนนับแสนล้านบาท แต่การลงทุนจริงกลับมีไม่มาก

สำหรับการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและการช่วยเหลือเกษตรกรก็มีข้อจำกัด ที่ผ่านมารัฐบาลออกมาตรการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ การพักชำระหนี้ ใช้วงเงินงบประมาณจำนวนไม่น้อย แต่ยังไม่โดนใจผู้ที่ได้รับความช่วยเหลือ เพราะยังติดใจกับโครงการประชานิยม

พูดง่ายๆ คือ อยากให้รัฐบาลแจกเงินเหมือนที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็นด่านหินของ รมว.คลังคนใหม่ ว่าจะยอมฉีกวินัยการเงินการคลังของประเทศ ทำเรื่องนี้ให้เกิดความเสียหายจำนวนมากอีกหรือไม่

สำหรับภารกิจของ รมว.คลัง ที่เป็นระยะปานกลางหรือระยะยาวออกไป หนีไม่พ้นการปฏิรูปภาษีของประเทศครั้งใหญ่ เพื่อวางรากฐานการเงินการคลังของประเทศในระยะยาวต่อไป เนื่องจากปัจจุบันการหารายได้ของประเทศมีข้อจำกัด รายได้ภาษีของประเทศไม่ขยายตัวในรอบหลายสิบปีที่ผ่านมา รายได้จากภาษีของประเทศอยู่ที่ 15-17% ของจีดีพีเท่านั้น เทียบกับประเทศที่พัฒนาแล้ว จะอยู่ที่ 40-60% ของจีดีพี ส่งผลให้ประเทศไทยต้องทำงบประมาณขาดดุลต่อเนื่องมาเป็นเวลานานและเพิ่มสูงขึ้นเรื่อย จนทำให้หนี้สาธารณะของประเทศเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

ที่ผ่านมา รัฐบาลนี้ประกาศจะปฏิรูปภาษีครั้งใหญ่ แต่เมื่อ สมหมาย ในฐานะ รมว.คลัง เดินหน้าเรื่องนี้ กลับถูกต่อต้านจากสังคมและไม่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลอย่างที่ควรเป็น ส่งผลให้ พ.ร.บ.ภาษีผู้รับมรดก คลอดออกมาแบบพิกลพิการ เก็บภาษีไม่ได้จริง ลดความเหลื่อมล้ำทางสังคมไม่ได้อย่างที่เคยพูดไว้

นอกจากนี้ การออกกฎหมายเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างก็ถูกรัฐบาลแตะเบรก ไม่กล้าเดินหน้า เพราะถูกนายทุนและผู้อยู่อาศัยคัดค้าน หรือแม้แต่การเพิ่มอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม (แวต) จาก 7% เป็น 10% รัฐบาลก็ไม่สามารถทำได้อย่างที่ตั้งเป้าไว้ เพราะเศรษฐกิจย่ำแย่ ส่งผลให้การปฏิรูปภาษีของรัฐบาลในช่วง 1 ปี แทบไม่มีความคืบหน้า ส่งผลให้การวางรากฐานเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาวไม่เห็นอนาคต

การปฏิรูปภาษีของประเทศจึงเป็นเรื่องที่ รมว.คลังคนใหม่หนีไม่พ้น และหากไม่ดำเนินการก็จะนำไปผูกกับ รมว.คนเดิม อย่างสมหมาย ที่พยายามเดินหน้าเรื่องนี้เต็มสูบ แม้ว่าจะได้รับการตักเตือนจากนายกรัฐมนตรีให้หยุดพูดเรื่องนี้บ่อยครั้งก็ตาม แม้แต่อัมมาร สยามวาลา นักวิชาการเกียรติคุณของสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ยังเอ่ยปากว่าสมหมาย เป็น รมว.คลัง ที่กล้าเดินหน้าปฏิรูปภาษีของประเทศไทยที่ควรทำมานานแล้ว

แน่นอนว่า การเดินหน้าปฏิรูปภาษีของ รมว.คลัง ไม่ว่าจะเป็นคนไหน ย่อมถูกต่อต้านจากผู้ที่เสียผลประโยชน์ และมักจะมีความพยายามที่จะวิ่งเต้นให้มีการปรับ รมว.คลังที่ตั้งใจทำงานดังกล่าวออกจากตำแหน่ง

จึงเป็นเรื่องท้าทายของ รมว.คลังคนใหม่ ว่าจะทนแรงเสียดทานตรงนี้ได้มากน้อยขนาดไหน

นอกจากนี้ รมว.คลังคนใหม่ยังต้องเป็นคนที่รู้คนรู้งานในกระทรวงการคลังเป็นอย่างดี เพื่อให้สามารถทำงานได้ทันทีและตัดสินใจในเชิงนโยบายและมาตรการต่างๆ ไม่ผิดพลาดจนเกิดความเสียหายให้กับประเทศจำนวนมหาศาลเหมือนในอดีต เพราะ รมว.คลังหลายคนในอดีตใช้เงินภาษีของประเทศไปทำโครงการประชานิยมจนเป็นหนี้จำนวนมากที่ต้องใช้กันอีกถึงชั้นลูกชั้นหลาน

การเปลี่ยนตัว รมว.คลัง จึงถือเป็นหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญของรัฐบาล ยิ่ง รมว.คลังคนเก่าไม่มีความผิดให้เห็น และยังมีจุดยืนชัดเจนในเรื่องการรักษาวินัยการเงินการคลัง และการปฏิรูปการคลังของประเทศ หากรัฐบาลได้ รมว.คลังไม่รู้คนรู้งานด้านการเงินการคลังอย่างแท้จริง รัฐบาลจะเผชิญกับความเสียหายหลายเด้ง

นอกจากแก้ปัญหาเศรษฐกิจไม่ได้แล้ว วินัยการเงินการคลังของประเทศอาจมีปัญหารอบใหม่เป็นภัยเศรษฐกิจเพิ่มเติมเข้าไปอีก

ข่าวล่าสุด

"วัส" ชี้ปมยุบภูมิใจไทย ต้องพิสูจน์ที่มาเงินบริจาคสุชาดา

"วัส" ชี้ปมยุบภูมิใจไทย ต้องพิสูจน์ที่มาเงินบริจาคสุชาดา