
ไทยสูญปีละ1.7หมื่นล้าน หากไม่แก้ใบเหลืองอียู
โดย...พริมา อัครยุทธ
โดย...พริมา อัครยุทธ
เมื่อปลายเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา กลุ่มสหภาพยุโรป (อียู) ได้ให้ใบเหลืองเตือนไทยอย่างเป็นทางการ เนื่องจากไทยไม่มีการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรมในเรื่องการทำประมงผิดกฎหมาย หรือ IUU Fishing ที่สอดคล้องกับหลักกฎหมายสากล โดยประเด็นที่ถูกจับตามองมากเป็นพิเศษ คือ การทำประมงโดยไม่ได้รับอนุญาตหรือใช้เครื่องมือจับปลาที่ผิดกฎหมาย และปัญหาการใช้แรงงานทาส
การได้รับใบเหลืองจากอียูในครั้งนี้ เป็นสิ่งที่กระตุ้นให้ไทยต้องเร่งแก้ไขปัญหาในอุตสาหกรรมประมง มิฉะนั้นอาจต้องเผชิญกับการถูกระงับการนำเข้าอาหารทะเลของไทยจากอียู โดยอีไอซีมองว่าในกรณีที่อียูระงับการนำเข้าอาหารทะเลจากไทย อุตสาหกรรมประมงไทยจะสูญเสียรายได้จากการส่งออกประมาณปีละ 200 ล้านเหรียญสหรัฐหรือ 7,000 ล้านบาท ในกรณีเลวร้าย มูลค่าดังกล่าวอาจสูงถึง 500 ล้านเหรียญสหรัฐหรือ 1.75 หมื่นล้านบาท หากผู้ประกอบการฟาร์มกุ้งไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าปลาป่นที่ใช้เป็นอาหารกุ้งนั้นไม่เกี่ยวข้องกับ IUU Fishing
ก่อนหน้านี้ไทยถูกปรับลดอันดับไปอยู่ใน Tier 3 จากรายงานสถานการณ์การค้ามนุษย์ ของสหรัฐ เมื่อเดือน มิ.ย. 2557 โดยการให้ใบเหลือง หรือประกาศเตือนอย่างเป็นทางการของอียูในครั้งนี้ มีความแตกต่างจากการลดอันดับใน TIP Report ของสหรัฐ เนื่องจาก TIP Report เป็นเครื่องมือทางการทูตที่ใช้ผลักดันให้รัฐบาลของประเทศต่างๆ แก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์ แต่ไม่มีมาตรการตอบโต้ทางการค้าใดๆ ในขณะที่กฎระเบียบ IUU ของอียู ถูกร่างขึ้นเพื่อช่วยขจัดปัญหาการทำประมงผิดกฎหมาย ไร้การรายงาน และไร้การควบคุม (IUU Fishing) โดยเฉพาะ โดยเพิ่มมาตรการคว่ำบาตรการนำเข้าอาหารทะเลจากประเทศที่เพิกเฉยต่อการแก้ไขปัญหา IUU Fishing เข้าไป
อียูมองว่าประเทศไทยไม่ได้แสดงถึงความพยายามอย่างจริงจังและเป็นรูปธรรมต่อการขจัดปัญหาดังกล่าวอย่างเพียงพอ จึงให้ใบเหลืองแก่ไทยเพื่อเป็นการตักเตือนอย่างเป็นทางการเมื่อเดือน เม.ย. 2558 ที่ผ่านมา ผลที่ตามมาคือ ไทยจะมีเวลา 6 เดือนในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกคว่ำบาตรการนำเข้าอาหารทะเลจากอียู โดยจะมีการตรวจสอบและประเมินความคืบหน้าของปัญหาดังกล่าวนี้อีกครั้งในเดือน ต.ค. 2558
IUU Fishing เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ทรัพยากรสัตว์น้ำมีปริมาณลดลง และทำให้ผู้ที่ทำประมงอย่างถูกกฎหมายต้องเสียเปรียบ อีกทั้งยังทำลายระบบนิเวศและทำให้ชุมชนชายฝั่งอ่อนแอลง
ผลิตภัณฑ์อาหารทะเลทั่วโลกที่มาจาก IUU Fishing มีปริมาณสูงถึง 11-26 ล้านตัน/ปี คิดเป็น 15% ของปริมาณผลิตภัณฑ์อาหารทะเลทั้งหมด หรือคิดเป็นมูลค่ากว่า 1 หมื่น ล้านเหรียญสหรัฐ อียูในฐานะผู้นำเข้าอาหารรายใหญ่ของโลกจึงตั้งกฎระเบียบนี้ขึ้น เมื่อวันที่ 1 ม.ค. 2554 เพื่อป้องกัน ขจัด และขัดขวาง IUU Fishing ให้หมดสิ้นไป โดยได้ขอความร่วมมือจากรัฐบาลประเทศต่างๆ ตลอดจนผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง เพื่อผลักดันให้ทุกฝ่ายปฏิบัติตามข้อตกลงด้านการประมงทั้งของในประเทศนั้นๆ และข้อตกลงสากล
กฎระเบียบ IUU ครอบคลุมถึงเรือประมงในทุกสัญชาติ ทุกประเภท และทุกน่านน้ำ ที่มีการเดินเรือทั้งจากและไปยังอียู และเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ดังกล่าว อียูจึงได้กำหนดให้ต้องมีการชี้แจงถึงแหล่งที่มาและความถูกต้องทางกฎหมายของการทำประมง และจำแนกกลุ่มประเทศที่เกี่ยวข้องออกเป็น 3 กลุ่ม คือ (1) กลุ่มที่ไม่เกี่ยวข้องกับ IUU Fishing (2) กลุ่มประเทศที่ได้รับ "ใบเหลือง" ตักเตือนให้มีการปรับปรุงแก้ไข (3) กลุ่มประเทศที่ได้รับ "ใบแดง" ซึ่งจะโดนคว่ำมาตรการนำเข้าสินค้าประมง
อุตสาหกรรมประมงไทยอาจสูญเสียมูลค่าการส่งออกสูงถึง 500 ล้านเหรียญสหรัฐ หากไทยไม่สามารถแก้ไขปัญหา IUU Fishing ได้ ในปี 2557 ประเทศไทยถือเป็นผู้ส่งออกสินค้าประมงรายใหญ่นับเป็นอันดับ 3 ของโลก โดยมูลค่าการส่งออกปลา กุ้ง ปลาหมึก และอาหารทะเลแปรรูปไปยังอียู สูงถึงราว 700 ล้านเหรียญสหรัฐ/ปี (คิดเป็น 12% ของมูลค่าการส่งออกสินค้าประมงโดยรวมของไทย)
ทั้งนี้ กว่า 58% ของผลิตภัณฑ์ประมงที่ไทยส่งออกไปยังอียู เป็นอาหารสำเร็จรูปหรืออาหารกระป๋อง โดยส่วนใหญ่เป็นทูน่ากระป๋องและกุ้งแปรรูป อย่างไรก็ดี อีไอซีประเมินว่าผู้ส่งออกทูน่ากระป๋องและกุ้งแปรรูปจะไม่ได้รับผลกระทบมากนัก หากอียูตัดสินใจที่จะให้ใบแดงกับไทย เนื่องจากวัตถุดิบกุ้งส่วนใหญ่มาจากฟาร์มกุ้ง ไม่ได้จับจากทะเล ในขณะที่วัตถุดิบทูน่าก็เป็นการนำเข้าเกือบทั้งหมด (ราว 90%) โดยเป็นการนำเข้าจากประเทศไต้หวันและสหรัฐเป็นหลัก
ศูนย์บัญชาการการแก้ไขปัญหาการทำประมงผิดกฎหมาย (ศปมผ.) ภายใต้รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ถูกจัดตั้งขึ้นโดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เพื่อแก้ไขปัญหาการประมงที่ผิดกฎหมายในประเทศไทย อีกทั้งยังมีการจัดตั้งศูนย์ควบคุมการแจ้งเรือเข้า–ออก หรือ Port-in Port-out จำนวน 28 แห่งในจังหวัดชายทะเลทั่วประเทศ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการตรวจตราและตรวจสอบ รวมถึงควบคุมเรือประมงที่มีระวางบรรทุกมากกว่า 30 ตันกรอส โดยเรือดังกล่าวต้องแจ้งข้อมูล อาทิ รหัสใบอนุญาต ชนิดเครื่องมือจับปลา และข้อมูลลูกเรือแก่ศูนย์ควบคุมภายใน 24 ชั่วโมงก่อนการเข้าหรือออกจากท่าเรือ นอกจากนี้ เมื่อวันที่ 1 ก.ค.ที่ผ่านมา รัฐบาลยังได้เริ่มใช้พระราชบัญญัติการประมงฉบับใหม่ ที่แก้ไขจากฉบับเดิมเมื่อปี 1947 โดยมีการปรับปรุงมาตรการควบคุมเรือเข้า-ออก และมีบทลงโทษผู้กระทำประมงผิดกฎหมายอย่างเด็ดขาดมากขึ้น อาทิ การเพิ่มค่าปรับการประมงผิดกฎหมายเป็น 30 ล้านบาท จากเดิม 2 แสนบาท
นอกจากการเคลื่อนไหวของภาครัฐแล้ว ภาคเอกชนและผู้ที่เกี่ยวข้องอื่นๆ ยังได้มีการรวมกลุ่มจัดตั้ง Task Force หรือกลุ่มทำงานเฉพาะกิจขึ้น เพื่อสนับสนุนการแก้ไขปัญหาดังกล่าวนี้ กลุ่มทำงานเฉพาะกิจประกอบด้วยผู้ผลิต ตัวแทนจากหน่วยงานภาครัฐ องค์กรที่ไม่แสวงผลกำไร (เอ็นจีโอ) และผู้ค้าปลีกชั้นนำ อาทิ Costco, WM Morrison Supermarkets, Sodexo, เจริญโภคภัณฑ์อาหาร (CPF), ไทยยูเนี่ยน โฟรเซ่น (TUF), องค์กร Oxfam และ Environmental Justice Foundation (EJF) เป็นต้น โดยผู้ผลิตเหล่านี้ได้ประกาศเลิกทำสัญญาและหยุดซื้อวัตถุดิบจากคู่ค้าที่ฝ่าฝืนพระราชบัญญัติการประมง 2558 หรือเกี่ยวข้องกับการค้ามนุษย์ ซึ่งความร่วมมือดังกล่าวนั้นยังรวมถึงนโยบาย Shrimp Task Force ซึ่งผู้ประกอบการจะลดการใช้ปลาป่นจากเรือประมงให้เหลือเพียง 10-20% และหันไปใช้ผลิตภัณฑ์ที่เหลือจากอุตสาหกรรมปลาทูน่าและซูริมิแทน
ปัญหา IUU Fishing นั้นยังไม่มีความชัดเจนว่าจะได้รับการแก้ไขได้อย่างทันท่วงทีหรือไม่ ดังนั้นภาคเอกชนควรเตรียมพร้อมเพื่อรับมือกับสถานการณ์ในอนาคต นอกเหนือไปจากการขยายฐานลูกค้าไปยังตลาดใหม่ๆ แล้ว การนำเข้าวัตถุดิบจากประเทศที่ไม่มีความเกี่ยวข้องกับการทำประมงผิดกฎหมาย เช่น เวียดนาม ไต้หวัน หรือญี่ปุ่น ก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งของภาคเอกชนในการปรับตัวระยะสั้นระหว่างรอความชัดเจน
ทั้งนี้ ไม่ว่าการตัดสินใจของอียูจะเป็นอย่างไร อีไอซีมองว่าภาคเอกชนหลายรายมีแนวโน้มที่จะขยายธุรกิจไปยังตลาดอื่นมากขึ้น โดยเฉพาะในอินเดียและเวียดนามที่มีความพร้อมอยู่แล้ว อีกทั้งยังเป็นประเทศที่ได้รับสิทธิพิเศษทางภาษี (จีเอสพี) จากอียูอีกด้วย
นับตั้งแต่ต้นปี 2558 นอกจากการได้ใบเหลืองตามกฎระเบียบ IUU แล้ว ผู้ส่งออกผลิตภัณฑ์ประมงไทยยังได้รับแรงกดดันจากการที่ไทยถูกตัดจีเอสพีของอียู ซึ่งเป็นสิทธิที่ให้แก่ประเทศกำลังพัฒนา โดยงดเว้นหรือลดการเก็บภาษีอากรให้กับสินค้านำเข้าจากประเทศนั้นๆ ภายใต้สถานการณ์ดังกล่าว ผู้ประกอบการหลายรายจึงแก้ปัญหาด้วยการจัดหาแหล่งวัตถุดิบใหม่เพิ่มเติม และสร้างโรงงานแปรรูปในต่างประเทศแทน เพื่อส่งออกอาหารทะเลไปยังตลาดอียูจากประเทศที่ยังคงได้รับสิทธิจีเอสพีดังกล่าวอยู่
ทั้งนี้ ความล้มเหลวในการแก้ไขปัญหา IUU อาจนำไปสู่การระงับการค้าขายผลิตภัณฑ์ประมงไทยกับสหภาพยุโรป ที่ปัจจุบันมีมูลค่าสูงถึง 700 ล้านเหรียญสหรัฐ







