posttoday
ร่าง(2)รธน. แค่ปรับเล็กรักษาโครงใหญ่

ร่าง(2)รธน. แค่ปรับเล็กรักษาโครงใหญ่

21 กรกฎาคม 2558

เข้าสู่โค้งสุดท้ายของการพิจารณาปรับแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญ ที่ทางคณะกรรมาธิการ (กมธ.)

โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์ 

เข้าสู่โค้งสุดท้ายของการพิจารณาปรับแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญ ที่ทางคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรมนูญยกพลไปประชุมนอกสถานที่ ณ โรงแรมเอเชีย พัทยา จ.ชลบุรี ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยสามารถปรับแก้รายมาตราได้ตามเป้าหมายที่วางไว้ ตั้งแต่มาตรา 1-303

เบื้องต้น กมธ.ยกร่างฯ ตัดไป 20 กว่ามาตรา ทำให้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขเหลือประมาณ 290 มาตรา จาก 315 มาตรา ก่อนจะกลับมาพิจารณารายละเอียดกันต่อในส่วนของบทเฉพาะกาล

หากพิจารณาเปรียบเทียบจากร่างแรกรัฐธรรมนูญที่ถูกถล่มในหลายประเด็น ก่อนจะนำมาสู่การเสนอแก้ไขจากแต่ละฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ทาง กมธ.ยอมถอยและปรับแก้ในหลายเรื่อง แม้จะเป็นประเด็นเล็กหรือประเด็นย่อย โดยยังคงเนื้อหาตามโครงสร้างใหญ่เอาไว้

ดังนั้น แม้จะช่วยลดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ได้บ้าง แต่สำหรับการพิจารณาลงมติให้ความเห็นชอบหรือไม่ให้ความเห็นชอบของสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ก็ยังยากจะคาดเดาว่าผลการลงมติจะออกมาอย่างไร เช่นเดียวกับด่านสุดท้ายอย่างการทำประชามติฟังเสียงของประชาชน

เริ่มตั้งแต่ประเด็นแรก นายกรัฐมนตรีคนนอกที่เคยถูกดักคอว่าอาจเป็นการเปิดช่องไว้รองรับใครบางคน แถมอาจเป็นช่องทาง “สืบทอดอำนาจ” จากฝั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) หรือไม่

ดังจะเห็นจากที่หลายฝ่ายออกมารุมค้านว่านี่ถือเป็นการถอยหลังเข้าคลอง โดยเฉพาะทางฝั่งการเมืองที่ต้องการล็อกให้นายกฯ ต้องมาจาก สส.เท่านั้น แต่ทาง กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ ยังยืนยันเหตุผลไม่ต้องการให้ทุกอย่างวนกลับไปเป็นปัญหาเกิดสุญญากาศเหมือนที่ผ่านมา

แต่ประเด็นปัญหาอยู่ตรงมาตราซึ่งกำหนดว่าภายใน 30 วัน หากไม่สามารถเลือกบุคคลมาเป็นนายกฯ ได้ ให้ประธานสภานำชื่อของบุคคลที่ได้เสียงข้างมากขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายเป็นนายกฯ ซึ่งห่วงกันว่าจะยิ่งทำให้เส้นทางคนนอกลอยมาเป็นนายกฯ ง่ายขึ้น

ประเด็นนี้ทำให้ กมธ.ปรับแก้เขียนล็อกให้ชัดว่าเงื่อนไข 30 วัน ใช้เฉพาะกรณีบุคคลเป็น สส.เท่านั้น แถมกำหนดให้คณะรัฐมนตรีที่ทำหน้าที่รักษาการดังกล่าวสามารถลาออกจากการรักษาการได้

ประเด็นถัดมา เรื่องที่มา สส.และ สว. ซึ่ง กมธ.ยืนยันเดินหน้าใช้ระบบสัดส่วนผสมหรือเอ็มเอ็มพี เพื่อให้สะท้อนคะแนนเสียงที่แท้จริงของประชาชน แต่เสียงคัดค้านจากฝ่ายการเมืองที่หลายพรรคเห็นตรงกันคือเรื่องระบบ “โอเพ่นลิสต์” ที่มีวัตถุประสงค์ให้ประชาชนเป็นผู้จัดลำดับ สส.ระบบสัดส่วน แทนที่จะให้หัวหน้าหรือกรรมการบริหารพรรคตัดสินเพียงลำพัง

แต่ด้วยความยุ่งยากจนอาจทำให้เกิดบัตรเสียได้ง่าย ทำให้ กมธ.ยอมตัดระบบโอเพ่นลิสต์ทิ้ง รวมทั้งยกเลิกการตั้งคณะกรรมการดำเนินการจัดการเลือกตั้ง (กจต.) โดยปล่อยให้อำนาจหน้าที่จัดการเลือกตั้งเป็นของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เหมือนเดิม

สอดรับไปกับอำนาจการให้ “ใบแดง” ที่จะไปอยู่ที่การพิจารณาของศาล พร้อมเรื่องใหม่อย่างการคุมเข้มไม่ให้บุคคลที่เคยได้ใบแดงถูกตัดสิทธิทางการเมืองตลอดชีวิต

สุดท้ายประเด็นที่เดิมเคยเปิดช่องให้สามารถส่งผู้สมัคร สส.ได้เหมือนพรรคการเมือง จนมีเสียงทักท้วงว่าจะเกิดปัญหาสองมาตรฐานระหว่างการต้องปฏิบัติตามระเบียบที่พรรคการเมืองจะถูกคุมเข้มกว่า และจะทำให้พรรคการเมืองอ่อนแอนั้น กมธ.ได้ยอมตัดประเด็นนี้ออกไป  

ขณะที่ประเด็นที่มาของ สว. ซึ่งถูกตั้งป้อมถล่มตั้งแต่แรกว่าเป็น “สว.ลากตั้ง” จนต้องปรับจูนกันหลายรอบก่อนจะมาสรุปที่ 200 คน “เลือกตั้ง” ผสม “สรรหา” พร้อมตัดระบบจับสลากที่ถูกวิจารณ์อย่างหนักออกไป

โดยแบ่งเป็น สว.เลือกตั้ง 77 คน และสรรหา 123 คน จาก 4 กลุ่ม ได้แก่ ข้าราชการ กลุ่มที่ 1 ผู้ซึ่งเคยเป็นข้าราชการฝ่ายพลเรือน และทหาร ซึ่งดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงหรือเทียบเท่า เลือกกันเองแต่ละประเภทไม่เกิน 5 คน กลุ่มที่ 2 ผู้แทนสภาวิชาชีพ องค์กรวิชาชีพ หรืออาชีพที่มีกฎหมายจัดตั้ง ไม่เกิน 15 คน

กลุ่มที่ 3 ผู้แทนองค์กรซึ่งเป็นนิติบุคคล ด้านเกษตรกรรม ด้านแรงงาน ด้านวิชาการและศึกษา ด้านชุมชน และด้านท้องถิ่นและท้องที่ ซึ่งมาจากการสรรหาไม่เกิน ด้านละไม่เกิน 6 คน และกลุ่มที่ 4 ผู้ทรงคุณวุฒิและคุณธรรมด้านการเมือง ความมั่นคง ฯลฯ ซึ่งมาจากการสรรหาโดยคณะกรรมการสรรหา จำนวน 68 คน

แม้ทาง กมธ.จะยอมถอยให้มีการเลือกตั้ง สว. แต่ด้วยสัดส่วนเพียงแค่ 77 คน จาก 200 คน ที่หากรวมพลังกันได้ทั้งหมดก็ยังไม่ถึงกึ่งหนึ่ง ยากจะไปทัดทานเสียงจากอีกฝั่ง ยิ่งจะเห็นว่ามีเสียงดักคอว่าสัดส่วนที่กำหนด และจากกรรมการสรรหาอาจเกิดการล็อกสเปกได้

ประเด็นต่อมาที่มีเสียงทักท้วงไม่แพ้กันคือ “สภาตรวจสอบภาคพลเมือง” และ “สมัชชาคุณธรรมแห่งชาติ” ซึ่งมองว่าจะมีอำนาจตามรัฐธรรมนูญที่จะกระทบไปถึงการทำหน้าที่ของฝ่ายบริหารและนิติบัญญัติ ที่สุดท้าย กมธ.ยอมตัดออกจากร่างรัฐธรรมนูญให้ไปใส่ใน พ.ร.บ.ที่จะออกมาภายหลัง

จะเห็นว่าสิ่งที่ กมธ.ยอมถอยทั้งหมดนั้น ล้วนแต่เป็นการแก้ไขประเด็นรอง ปรับรายละเอียดปลีกย่อย แม้จะลดเสียงคัดค้านได้บ้าง แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเสียงส่วนใหญ่จะเห็นด้วยและยอมรับร่างรัฐธรรมนูญ

ข่าวล่าสุด

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI