
เศรษฐกิจรสวาซาบิ
โดย...วิศกรณ์ คีรีวรรณ
โดย...วิศกรณ์ คีรีวรรณ
เหล่าบุคคลที่เกิดในช่วงปี 2508–2540 หรือเป็นกลุ่มคนใน Gen X, Y, Z ทั้งหลายนั้น ล้วนแล้วแต่เติบโตมากับสิ่งที่มีจุดกำเนิดจากญี่ปุ่น ทั้งวิดีโอเกม หนังสือการ์ตูน ขนม เครื่องใช้ไฟฟ้า รถยนต์ และแม้กระทั่งดารานักร้องญี่ปุ่น ความน่าสนใจนี้จึงดึงดูดให้ผมอยากเข้าไปค้นหาและสัมผัสความเป็นญี่ปุ่น ณ ดินแดนที่ใฝ่ฝันของหลายๆ คน รวมถึงตัวผมเอง
ประเทศญี่ปุ่น หรืออีกสมญานามหนึ่งคือ “ดินแดนอาทิตย์อุทัย” ซึ่งมีมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) สูงเป็นอันดับ 3 ของโลกในปี 2557 ที่ผ่านมา แต่ญี่ปุ่นนั้นก็ตกอยู่ในสภาวะเศรษฐกิจถดถอยมายาวนาน กว่า 20 ปี แม้ดูเหมือนว่าการแผลง “ลูกศร” อันเป็นนโยบายในการกระตุ้นเศรษฐกิจของท่านนายกชินโสะ อาเบะ จะกำลังเริ่มทำงาน โดยทุกภาคส่วนต่างก็มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจญี่ปุ่น
ทั้งนี้ สิ่งที่ธนาคารกลางของญี่ปุ่น (BOJ) ใช้ในการแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ ปัญหาช่วงแรกๆ คือ การดำเนินนโยบายการเงินแบบขยายตัว จนกระทั่งทุกวันนี้สิ่งที่เกิดขึ้น คือ อัตราดอกเบี้ยเงินฝากในประเทศนั้นอยู่ในระดับที่ต่ำมาก ซึ่งการกระทำดังกล่าวย่อมกระทบต่อวงการธนาคารอย่างใหญ่หลวง เนื่องด้วยประชาชนของญี่ปุ่นมีอัตราการออมต่อหัวที่สูงมาก จากการได้เรียนรู้เกี่ยวกับธนาคารชิบะ ซึ่งเป็นธนาคารพาณิชย์ท้องถิ่น และมีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 3 ของธนาคารในประเทศญี่ปุ่น สิ่งที่น่าประทับใจของธนาคารนี้เป็นเรื่องของหลักการในการทำธุรกิจที่สะท้อนให้เห็นถึงความโปร่งใส (Transparency) และความรับผิดชอบ (Accountability) ต่อทั้งองค์กร สังคม และผู้ถือหุ้น ซึ่งเป็นสิ่งที่ปลูกฝังกันมาในชนชาติญี่ปุ่น นอกจากนี้ ธนาคารชิบะยังพยายามสร้างสรรค์จุดขาย เช่น สิ่งที่ผู้ฝากเงินจะได้รับนั้น มิใช่มีเพียงแค่ดอกเบี้ย แต่ธนาคารจะมีการให้สิทธิประโยชน์ต่างๆ เพิ่มเติม เช่น ส่วนลดในการซื้อสินค้า หรือสิทธิในการเข้าร่วมกิจกรรมต่างๆ เป็นต้น ผมจึงตระหนักได้ถึงความสร้างสรรค์ที่นำไปสู่ความสำเร็จของธนาคารประจำเมืองเล็กๆ แห่งนี้
ในส่วนของภาคการลงทุน ตลาดหลักทรัพย์โตเกียว (Tokyo Stock Exchange) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ Japan Exchange Group หรือ JPX มีการเติบโตมาอย่างต่อเนื่อง และยังมีการปฏิรูปในส่วนของกฎระเบียบและการสร้างดัชนีใหม่ๆ เช่น JPX-Nikkei 400 ดัชนีที่ถูกคำนวณจากปัจจัยเชิงคุณภาพ เช่น จำนวนคณะกรรมการที่เป็นบุคคลภายนอก และปัจจัยเชิงปริมาณ เช่น ผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้นเฉลี่ยหรือยอดขาย เป็นต้น พร้อมทั้งมีการผลักดันในเรื่องของบรรษัทภิบาล (Corporate Governance) เพื่อให้นักลงทุนทั้งในและต่างประเทศมีความเชื่อมั่นในตลาดทุน อันนำไปสู่มูลค่าการซื้อขายของตลาด
ที่สูงขึ้น
สำหรับอีกตลาดหนึ่งที่น่าสนใจ คือ ตลาดสินค้าโภคภัณฑ์โตเกียว (Tokyo Commodity Exchange หรือ TOCOM) ซึ่งสินค้าที่มีการซื้อขายกันสูงมากในตลาด TOCOM คือ ทองคำ จนอาจจะกล่าวได้ว่า TOCOM เป็นตลาดที่มีสภาพคล่องของตราสารอนุพันธ์ที่อ้างอิงทองคำสูงที่สุดในภูมิภาคเลยก็ว่าได้ โดยในส่วนของประเภทสินค้าอ้างอิงนั้นไม่แตกต่างไปจากตลาดอนุพันธ์ในบ้านเราเท่าใดนัก แต่ต่างกันที่ขนาดของมูลค่าการซื้อขายและสัดส่วนการมีส่วนร่วมของนักลงทุนรายย่อย ซึ่งผมหวังว่าในอนาคตอันใกล้ เราจะสามารถที่จะพัฒนาตลาดอนุพันธ์ในบ้านเราไปในทิศทางเดียวกับประเทศที่พัฒนาแล้วอย่างประเทศญี่ปุ่นครับ
อีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจญี่ปุ่นที่ผมอยากจะกล่าวถึง คือ “ความสร้างสรรค์ (Creativity)” ในบ้านเรานั้นก็มีการพูดถึงเศรษฐกิจสร้างสรรค์ หรือ Creative Economy (CE) ซึ่งคือการมุ่งเน้นสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ ผ่านการใช้ความคิดสร้างสรรค์โดยถ่ายทอดออกมาในรูปแบบของสินค้าและบริการ โดยตั้งแต่การเกิดฟองสบู่ แนวคิดดังกล่าวนั้นได้ถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นวาระแห่งชาติของญี่ปุ่นอย่างจริงจัง โดยมีวัตถุประสงค์หลัก คือ เพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการลดความเหลื่อมล้ำทางความเจริญระหว่างเมืองหลวงและต่างจังหวัด ซึ่งแน่นอนว่า คำว่า Creative Economy นั้นถูกนำไปประยุกต์ใช้ในทุกๆ สาขา ทั้งภาคการผลิตและภาคการบริการ ซึ่งมูลค่ายอดขายโดยรวมของอุตสาหกรรมเชิงสร้างสรรค์ (Creative Industries) ณ ปี 2554 มีมูลค่าอยู่ราวๆ 82,199 พันล้านเยน หรือคิดเป็น 12% ของยอดขายรวมทุกอุตสาหกรรมในประเทศ นอกจากนี้ยังพบว่าโดยส่วนมาก
ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมเชิงสร้างสรรค์นั้นมักจะเป็นผู้ประกอบการขนาดกลางถึงเล็ก (SME) อีกด้วย
สำหรับการมาเยือนประเทศญี่ปุ่น อาจจะกล่าวได้ว่ามาไม่ถึง ถ้าไม่ได้ขึ้นไปพบ“ฟูจิซัง ( )” หรือภูเขาไฟฟูจินั่นเอง ความสร้างสรรค์ที่ผมกล่าวถึงไปนั้นมีให้พบเห็นได้ตลอดเส้นทางไปสู่ภูเขาไฟฟูจิ เป็นครั้งแรกในชีวิตที่ผมได้ยิน “ถนนร้องเพลง” ซึ่งเกิดจากแนวคิดรักษาความปลอดภัยในการ
ขับขี่ของญี่ปุ่นครับ โดยทำถนนไว้เป็นลายขีดสีขาวๆ เพื่อลดความเร็ว เมื่อรถแล่นผ่านก็จะได้ยินเป็นเสียงเพลงสั้นๆ นอกจากนี้ ทิวทัศน์รอบภูเขาไฟฟูจิที่แวดล้อมไปด้วยเมฆหมอกและต้นสนญี่ปุ่น ทำให้ผมเชื่อว่าความสร้างสรรค์ได้นำมาซึ่ง “ความกลมกลืน” ระหว่างธรรมชาติและความเจริญ สินค้า OTOP เช่น โมจิไส้ถั่วแดงที่มีแป้งผสมด้วยน้ำหญ้าญี่ปุ่นถูกบรรจุอยู่ในกล่องที่ดูสวยงาม ผมเล็งเห็นว่าชาวบ้านท้องถิ่นที่นี่กำลังขายความสร้างสรรค์ที่สอดแทรกมูลค่าเพิ่ม (Value Added) ในตัวสินค้า อันทำให้ลูกค้าเกิดความตระหนัก (Awareness) ในคุณค่าของตัวสินค้านั่นเอง ซึ่งตัวผมเองก็ไม่พลาดที่จะ
ชิมความสร้างสรรค์สอดไส้ถั่วแดงอันสุดแสนจะเคี้ยวเพลินนี้ครับ
การเสริมสร้างประสบการณ์ความรู้
ที่ประเทศญี่ปุ่นนั้นทรงคุณค่าเป็นอย่างมาก ผมได้เรียนรู้ว่าความเป็นญี่ปุ่นไม่ได้สะท้อนออกมาผ่านชาเขียวรสขม หรือวาซาบิรสจัดจ้านแต่อย่างใด หากแต่คือ “ประชาชน” ผู้คนที่มีระเบียบวินัย มีคุณธรรม และมีแนวคิดสร้างสรรค์ อันส่งผลให้เศรษฐกิจเกิดการพัฒนาได้ในที่สุด ผมเคยสงสัยครับว่า ทำไมประเทศที่มีภัยพิบัติเกิดขึ้นบ่อยๆ อย่างญี่ปุ่น ถึงได้ฟื้นตัวกลับมาได้อย่างรวดเร็วและไปได้ไกลกว่าเดิมเสมอๆ ซึ่งการเดินทางในครั้งนี้ได้ตอบข้อสงสัยของผมเรียบร้อยแล้ว สุดท้ายนี้ ผมขอขอบคุณคณะพัฒนาการเศรษฐกิจ นิด้า ที่ได้หยิบยื่นโอกาสในการเดินทางไปสัมผัสประสบการณ์ดีๆ แบบนี้ครับ







