
ต้นกระแสธารแห่งความยุติธรรมฤาจะแล้งแห้ง
ช่วงปลายเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา คณะกรรมาธิการการกฎหมายกระบวนการยุติธรรมและกิจการตำรวจ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ ได้จัดให้มีการสัมมนาเรื่องการปฏิรูปสำนักงานตำรวจแห่งชาติขึ้น ซึ่งมีประเด็นหลักที่นำเสนอต่อที่ประชุมดังนี้
ช่วงปลายเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา คณะกรรมาธิการการกฎหมายกระบวนการยุติธรรมและกิจการตำรวจ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ ได้จัดให้มีการสัมมนาเรื่องการปฏิรูปสำนักงานตำรวจแห่งชาติขึ้น ซึ่งมีประเด็นหลักที่นำเสนอต่อที่ประชุมดังนี้
1.การพัฒนาคุณภาพและศักยภาพข้าราชการตำรวจ
2.การพัฒนาระบบงานสอบสวนและการอำนวยความยุติธรรมในชั้นตำรวจ
3.การปรับปรุงโครงสร้างการบริหารราชการของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ
4.การแต่งตั้งราชการตำรวจ
5.องค์กรกำหนดนโยบายควบคุมกำกับดูแลและการบริหารงานบุคคล
จะเห็นได้ว่ากรอบของการสัมมนาเป็นเรื่องในระดับนโยบายเสียส่วนใหญ่ จะมีเรื่องที่เกี่ยวข้องกับประชาชนโดยตรงก็น่าจะมีอยู่หนึ่งเรื่อง คือเรื่องของการบริหารงานสอบสวน ซึ่งจะแยกงานสอบสวนเป็นอิสระ แต่ยังอยู่ในสังกัดสำนักงานตำรวจแห่งชาติ
ผู้เขียนฟังจากผู้เข้าร่วมสัมมนาที่อยู่ท้ายห้อง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้ที่ทำงานสัมผัสกับประชาชนโดยตรง เกิดคำถามขึ้นว่า ประตูด่านแรกของตำรวจที่ต้องทำงานสัมผัสกับประชาชนโดยตรงนั้นกล่าวถึงอยู่เรื่องเดียว คือเรื่องงานสอบสวน และอีกหนึ่งเรื่องก็คือการที่จะให้ข้าราชการตำรวจชั้นประทวนเป็นนายตำรวจตรี โท เอก
ในการจะปรับปรุงหรือปฏิรูประบบงานตำรวจนั้น ควรจะต้องได้รับความร่วมมือเห็นพ้องต้องกันอย่างน้อย 3 ฝ่าย ฝ่ายแรก คือประชาชนอย่างแน่นอน ฝ่ายที่สอง คือผู้มีประสบการณ์ อาทิ นักวิชาการและผู้บริหาร ซึ่งจะมองจากภายนอกองค์กรของตำรวจเหมือนกับผู้ที่อยู่ข้างเวที หรือกรรมการที่มองดูมวยอยู่ข้างเวที ฉะนั้น ฝ่ายที่สาม แน่นอนย่อมเป็นตำรวจ เป็นบุคคลผู้อยู่ในองค์กร ซึ่งมีจำนวน 2 แสนกว่าคน
เมื่อเสียงของทั้ง 3 ฝ่ายมีความเห็นสอดคล้องต้องกันว่าจะปรับปรุงระบบงานของตำรวจ เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดและตอบสนองต่อความต้องการของประชาชน น่าจะเป็นเป้าหมายที่ทั้ง 3 ฝ่ายควรจะมุ่งหน้าไปสู่การยกเครื่ององค์กร ในยุคหนึ่งนำวิธีการรีเอนจิเนียริ่งมาใช้ในหลายหน่วยงาน โดยเฉพาะในส่วนของธนาคารกสิกรไทย ซึ่งถือได้ว่าประสบความสำเร็จในระยะเริ่มต้น
การยกเครื่องระบบงานของตำรวจเป็นสิ่งที่จำเป็น แต่จะทำอย่างไรจะให้ต้นธารแห่งความยุติธรรม คือโรงพักได้เป็นที่พึ่งของประชาชนอย่างแท้จริง บริการประชาชนได้อย่างทั่วถึงทุกชุมชน นักปฏิรูประบบงานทั้งหลายควรจะระดมสมอง เริ่มที่ตัวรถก่อนหรือไม่ครับ เท่าที่เห็น
ในต่างจังหวัดรถที่เกษตรกรไทยส่วนใหญ่ใช้คือรถอีแต๋น แต่ในเมืองใหญ่หลายๆ เมืองไม่ว่าจะเป็น กรุงเทพมหานคร เชียงใหม่ โคราช หาดใหญ่ ผู้คนจะใช้รถ 3 ล้อ รถจักรยานยนต์รับจ้าง รถสองแถว รถประจำทาง หรูหน่อยก็ใช้รถไฟฟ้าอย่างในกรุงเทพมหานคร ดังนั้นตำรวจในภูธรระบบการทำงานก็ต้องแตกต่างไปจากตำรวจนครบาล หรือตำรวจในเมืองใหญ่ๆ อย่างแน่นอน
สายงานหลักในโรงพัก ซึ่งมีสายตรวจ สายสืบสวน สายสอบสวน สายจราจร และสายธุรการ ความเป็นมืออาชีพของสายงานหลักทั้ง 5 สายนี้ มีเพียงงานสอบสวนเท่านั้นที่มีโรงเรียนสอบสวน หรือที่เรียกว่าสถาบันส่งเสริมงานสอบสวน ส่วนสายงานอื่นแทบจะเรียกได้ว่าไม่มีโรงเรียนไว้ฝึกให้ตำรวจสายตรวจ ตำรวจสืบสวน ตำรวจจราจร เป็นมืออาชีพอย่างแท้จริงเลย เพียงแต่มีหลักสูตรขึ้นมาแล้วก็จัดอบรมเป็นครั้งคราว หลักสูตรสั้นๆ แต่ในความเป็นจริงแล้ว ผู้ที่จะทำให้ตำรวจเป็นมืออาชีพอย่างแท้จริงนั้นคือครูผู้ฝึกสอน หากเราไม่ตั้งโรงเรียนที่เป็นมืออาชีพในแต่ละด้านจะพัฒนาครูผู้สอนได้อย่างไร
ขณะนี้มีโรงเรียนตำรวจภูธรอยู่ทุกภาค 9 ภาค รวมทั้ง ศชต. (3 จังหวัดภาคใต้) เป็น 10 แห่ง และรวมของตำรวจนครบาลด้วยก็เป็น 11 แห่ง ทุกแห่งมีการจัดอบรมผู้ที่เข้ามาเป็นตำรวจใหม่ ระดับนายสิบ ส่วนการอบรมสายงานต่างๆ เป็นหลักสูตรสั้นๆ เท่านั้นเอง หากมีการพัฒนาให้โรงเรียนตำรวจภูธรแต่ละภาคให้มีความเป็นมืออาชีพตามความถนัด
ยกตัวอย่างเช่น ภาค 3 (ภาคอีสานตอนล่าง) ซึ่งโรงเรียนตำรวจภูธรตั้งอยู่ที่ จ.นครราชสีมา และทุกปีสภาพการจราจรไม่ว่าจะเป็นช่วงเทศกาลปีใหม่ สงกรานต์ จ.นครราชสีมา จะเป็นจังหวัดที่มีอุบัติเหตุเกิดขึ้นมากที่สุด เนื่องจากมีพื้นที่กว้างขวางและเป็นเส้นทางสายหลักที่ผู้ที่เดินทางไปภาคอีสานจะต้องผ่านเส้นทางนี้แทบทั้งสิ้น หากตั้งเป้าให้โรงเรียนตำรวจภูธรที่ จ.นครราชสีมา เป็นศูนย์ฝึกตำรวจจราจร มีการรวมครูตำรวจจราจรเก่งๆ มาไว้ที่นี่แห่งเดียวแล้วทำให้เขาเลื่อนไหลก้าวหน้าในวิชาชีพครูจราจร ตำรวจจราจรที่มาฝึกอบรมที่นี่ก็จะเป็นมืออาชีพไม่ใช่อย่างที่เราเห็นทั่วไปขณะนี้ที่เป็นมืออาชีพเฉพาะเรื่องการตั้งด่าน
ผู้เขียนเคยถามเพื่อนๆ ที่ไปต่างประเทศ ถามว่าประเทศที่เขาพัฒนาแล้วมีการตั้งด่านกันแทบทุกวันแบบบ้านเราหรือไม่ ก็ได้รับคำตอบว่าไม่เคยเห็น แต่เวลามีเหตุเกิดขึ้นตำรวจของประเทศเหล่านั้นก็จะมาถึงที่เกิดเหตุโดยรวดเร็ว
ในขณะเดียวกัน ที่ ศชต. ซึ่งรับผิดชอบอบรมตำรวจกลุ่ม 3 จังหวัดภาคใต้ ก็ถือได้ว่าเป็นผู้มีความชำนาญเรื่องงานความมั่นคง ก็มอบหน้าที่ให้เป็นศูนย์ฝึกตำรวจ ซึ่งมีหน้าที่ทำงานด้านความมั่นคง กำหนดให้โรงเรียนตำรวจภูธรเป็นโรงเรียนสายอาชีพของตำรวจ ดังเช่นทหารซึ่งแต่ละเหล่าก็มีโรงเรียน อาทิ โรงเรียนทหารราบ โรงเรียนทหารม้า โรงเรียนทหารปืนใหญ่ โรงเรียนทหารช่าง โรงเรียนทหารสื่อสาร โรงเรียนทหารการข่าว โรงเรียนทหารแผนที่ เป็นต้น จะทำให้ได้ตำรวจมืออาชีพในแต่ละสายงานเป็นการพัฒนาประสิทธิภาพกำลังคนที่มีอยู่ให้มีขีดความสามารถสูงขึ้น สามารถทำงานให้บริการประชาชนได้อย่างเต็มที่ ลดการวิ่งเต้นได้ในระดับหนึ่ง
ประชาชนไม่มองหรอกครับว่าโครงสร้างของสำนักงานตำรวจแห่งชาติเป็นอย่างไร แต่ประชาชนอยากได้ตำรวจของประชาชน ตำรวจอยู่ไหนประชาอุ่นใจทั่วกัน ไม่ใช่ตำรวจอยู่ไหนประชาวุ่นวายทั่วกัน มองที่ประชาชนเถิดครับ ประชาชนเป็นศูนย์กลาง ทำให้เกิดชุมชนเข้มแข็งตามนโยบายรัฐบาล มองที่หน่วยงานพื้นฐานเป็นหลัก อย่ามองแต่หลังคาเลยครับ







