
ปล่อย 14 นักศึกษา หวังปรองดองก่อนจะสาย
การเคลื่อนไหวของนักศึกษายังอยู่ภายใต้หลัก “การชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธ” จึงเป็นเหตุผลที่เพียงพอที่ทำให้สามารถปล่อยตัวแบบไม่มีเงื่อนไข
โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์
จะว่าไปแล้วคำสั่งของศาลทหารที่ให้ปล่อยตัวนักศึกษาจำนวน 14 คน ในข้อหาขัดคำสั่งการห้ามการชุมนุมของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) วานนี้ก็ไม่ได้เป็นเรื่องเหนือความคาดหมายเท่าไหร่นัก
มองได้เป็นเช่นนั้นเนื่องจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ส่งสัญญาณทางอ้อมแสดงออกถึงการเป็นมิตรต่อขบวนการความเคลื่อนไหวของนักศึกษามาโดยตลอด เห็นได้ชัดจากการพูดของนายกฯ ถึงสองครั้งเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา
วันที่ 1 ก.ค. นายกฯ แสดงความเห็นว่า “ขณะนี้กำลังหามาตรการเปิดช่องทางการพูดคุยกับกลุ่มนักศึกษาที่ออกมาเคลื่อนไหวทางการเมืองเพื่อให้เกิดการยุติ ผมก็ไม่สบายใจในการใช้กฎหมายกับนักศึกษา”
วันที่ 3 ก.ค. พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวกลางระหว่างรายการ “คืนความสุขให้คนในชาติ” ว่า “จะไม่ตำหนินักศึกษา เพราะถือเป็นพลังบริสุทธิ์ ซึ่งน่าจะทำประโยชน์ให้กับบ้านเมืองได้ ผมไม่อยากให้อนาคตเขาเสีย อยากให้เรียนทุกคน แต่การปฏิเสธไม่ยอมรับกฎหมายนี่มันไม่ได้”
ไม่เพียงเท่านี้ ยังมีอีกกรณีที่ทำให้พอประเมินได้ว่านักศึกษาทั้ง 14 คนจะได้รับการปล่อยตัว คือ การที่ศาลทหารปล่อยตัว “นัชชชา กองอุดม” นักศึกษามหาวิทยาลัยกรุงเทพ และ “ชาติชาย แกดำ” อดีตพิธีกรเครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย (คปท.) ซึ่งถูกกล่าวหาว่าฝ่าฝืนคำสั่งของ คสช.จากกรณีที่ไปชุมนุมเมื่อวันที่ 22 พ.ค.
ถึงกรณีของ “นัชชชา-ชาติชาย” จะไม่เกี่ยวข้องกับคดีของ 14 นักศึกษา แต่ย่อมมองได้ว่าเป็นคนละเรื่องเดียวกันก็ได้ เนื่องจากการปล่อยให้ทั้งสองคนได้รับเสรีภาพสามารถสร้างบรรยากาศทางการเมืองให้ดีขึ้นไม่มากก็น้อย
อย่างไรก็ตาม ใช่ว่าการปล่อยตัว 14 นักศึกษาครั้งนี้จะไร้ซึ่งนัยทางการเมืองเสียทีเดียว เนื่องจากคำสั่งปล่อยตัวของศาลทหารแบบไม่มีเงื่อนไขต่างหาก คือ นัยทางการเมืองที่ซ่อนอยู่ ภายใต้คำสั่งของศาลทหารครั้งนี้
ย้อนกลับไปถึงกรณีของ “นัชชชา-ชาติชาย” ศาลทหารได้ปล่อยตัวแบบมีเงื่อนไขว่า “ห้ามเคลื่อนไหวใดๆ ในทางการเมืองอีก” หากทั้งสองคนฝ่าฝืนเงื่อนไขที่ศาลได้วางเอาไว้ ย่อมเป็นเหตุให้เจ้าหน้าที่ควบคุมตัวได้ไปจนถึงศาลอาจใช้ดุลพินิจไม่ให้ได้รับการประกันตัวอีก
ต่างกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับ 14 นักศึกษา เนื่องจากศาลไม่ได้กำหนดเงื่อนไขที่ห้าม 14 นักศึกษาทำโน่นทำนี่เหมือนกับกรณีก่อนหน้านี้
ถ้าตีความแบบไทยเป็นไทย ย่อมหมายความว่านักศึกษากลุ่มนี้สามารถกลับไปทำกิจกรรมทางการเมืองเหมือนที่เคยทำได้อีก เว้นเสียแต่กิจกรรมที่ทำนั้นนำมาซึ่งความปั่นป่วนหรือจลาจลถึงจะเป็นเงื่อนไขที่มีผลให้นักศึกษากลุ่มนี้หมดอิสรภาพ
ท่าทีที่ออกมาในครั้งนี้ไม่ต่างอะไรกับการแสดงออกของฝ่ายความมั่นคงพร้อมยินดีที่จะเปิดตัวรูระบายให้กับฝ่ายตรงข้ามในระดับหนึ่ง จากเดิมที่ คสช.ค่อนข้างเข้มงวดกับการเคลื่อนไหวทางการเมืองในทุกรูปแบบที่ไม่เป็นมิตรต่อ คสช.
จริงอยู่ คสช.เองรู้ดีว่าการปล่อยตัวนักศึกษา 14 คนในครั้งนี้จะเป็นการสร้างบรรทัดฐานใหม่ที่ผูกมัดตัวเองขึ้นมา
กล่าวคือ ฝ่ายตรงข้าม คสช.ย่อมอาศัยกรณีนี้มาเป็นบรรทัดฐาน เพื่อให้ตัวเองสามารถเคลื่อนไหวได้สะดวกมากขึ้น และสามารถขอให้ศาลปล่อยตัวแบบไม่มีเงื่อนไขได้เช่นกัน
ถามว่า ในเมื่อรู้อยู่แล้วว่าการปล่อยตัวแบบปราศจากเงื่อนไขต่างๆ อาจนำไปสู่ปัญหาในอนาคต แต่ทำไมถึงต้องปล่อยตัวแบบไร้เงื่อนไข ทั้งที่ถ้าจะปล่อยตัวก็ควรทำแบบมีเงื่อนไข
ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะคดีของนักศึกษาทั้ง 14 คนที่อยู่ในระหว่างการพิจารณาไม่ได้เป็นข้อหาร้ายแรงมากนัก และพฤติการณ์ที่ออกมาก็ไม่ได้บ่งบอกถึงการใช้ความรุนแรง ในทางกลับกันการเคลื่อนไหวของนักศึกษายังอยู่ภายใต้หลัก “การชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธ” ด้วยซ้ำไป จึงเป็นเหตุผลที่เพียงพอที่ทำให้สามารถปล่อยตัวแบบไม่มีเงื่อนไขได้
เหตุผลต่อมาคงหนีไม่พ้นการที่ประเทศไทยถูกนานาชาติบีบ โดยเฉพาะจากสำนักงานข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งได้ออกแถลงการณ์ให้หน่วยงานของไทยปล่อยตัวนักศึกษา
หากฝ่ายไทยยังเมินเฉยต่อท่าทีขององค์กรระหว่างประเทศอยู่ ย่อมส่งผลเสียต่อภาพลักษณ์ประเทศไทยในสายตาต่างชาติได้ ต้องไม่ลืมว่าประเทศไทยกำลังเผชิญมรสุมโลกล้อมไทยอย่างหนักทั้งจากกรณีปัญหามาตรฐานการบิน และการทำประมงที่ผิดกฎหมาย
แต่ถ้าจะให้บอกถึงปัจจัยที่มีผลต่อการปล่อยตัวนักศึกษา 14 คนมากที่สุด น่าจะอยู่ที่วัตถุประสงค์ที่ต้องการให้บรรยากาศการเมืองของประเทศผ่อนคลายลง
แม่น้ำ 5 สายกำลังจะมีงานใหญ่ที่รออยู่ข้างหน้าทั้งการปฏิรูปประเทศและการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญ โดยหากยังปล่อยให้สภาพการเมืองขึงตึงเกินไป เป็นเรื่องยากที่จะช่วยให้งานใหญ่ทั้งสองงานดังกล่าวผ่านไปได้ และการปล่อยให้เกิดความล้มเหลวขึ้นมาจะนำมาซึ่งการถูกครหาว่าการรัฐประหารครั้งนี้เสียของ
จึงต้องทำอะไรสักอย่างก่อนที่จะสายเกินไป







