
ต่อรองหนี้กรีซยังยาก ประชามติก็ไม่ช่วย
โดย...ก้องภพ เทอดสุวรรณ
โดย...ก้องภพ เทอดสุวรรณ
ในที่สุดผลการลงประชามติกรีซครั้งสำคัญของกรีซ ก็แสดงให้เห็นแล้วว่าชาวกรีซไม่ต้องการรับเงื่อนไขโครงการเงินช่วยเหลือของฝ่ายเจ้าหนี้อีกต่อไป โดยเสียงลงคะแนน “ไม่รับ” ชนะขาดลอยถึง 61.31% ขณะที่เสียงฝ่ายเลือกให้ “รับ” อยู่ที่ 38.69% จากเสียงของผู้ลงคะแนน 62.5% จากผู้มีสิทธิทั้งหมด
นับเป็นการฉายภาพความอัดอั้นตันใจสำหรับการทนอยู่ภายใต้มาตรการรัดเข็มขัดเจ้าหนี้ตลอด 5 ปีที่ผ่านมา ซึ่งส่งผลให้เศรษฐกิจกรีซต้องหดตัวเกือบถึง 1 ใน 4 ขณะที่อัตราว่างงานเพิ่มขึ้นเกือบ 25%
สำหรับฝ่ายเจ้าหนี้ ประชามติครั้งนี้ถือเป็นเสียง “นรก” ที่ใช้กฎหมู่เหนือกฎหมายให้กรีซมีข้ออ้างสำหรับการไม่จ่ายหนี้ตามหลักประชาธิปไตย สำหรับกรีซผลการลงประชามติถือเป็นเสียง “สวรรค์” สำหรับการปลดแอกจากมาตรการรัดเข็มขัดอย่างชอบธรรม
จึงไม่น่าแปลกที่นายกรัฐมนตรี อเล็กซิส ไซปราส ของกรีซจะแสดงความยินดีอย่างออกนอกหน้า โดยถึงขั้นยกย่องว่าผลการลงประชามติครั้งนี้ถือเป็นการมอบประกาศิตให้การเจรจากรีซมีน้ำหนักหนี้กับฝ่ายเจ้าหนี้มากขึ้น โดยก่อนหน้านี้ไซปราสเองเป็นหนึ่งในผู้ที่สนับสนุนให้ชาวกรีซลงคะแนน “ไม่รับ” และกล่าวว่า หากชาวกรีซรับมาตรการดังกล่าวเจ้าตัวจะลาออก
“ผลการลงประชามติในวันนี้ถือเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ยากเป็นอย่างยิ่ง คุณ (ชาวกรีซ) ได้เลือกหนทางที่กล้าหาญ ผมตระหนักดีว่าคะแนนเสียงของคุณไม่ได้หมายถึงการสร้างความร้าวฉานกับยุโรป แต่หมายถึงอำนาจในการสร้างความแข็งแกร่งให้กับจุดยืนในการเจรจาเพื่อหาทางออกที่ปฏิบัติได้จริง” ไซปราส กล่าวกับชาวกรีซผ่านโทรทัศน์หลังจากผลการลงประชามติออกมา
กล่าวให้ชัดเจนคือ กรีซรู้ดีว่าไม่ต้องการออกจากการเป็นสมาชิกยูโรโซน แม้กลุ่มเจ้าหนี้จะขู่ว่า การลงประชามติว่า “ไม่รับ” จะเท่ากับว่ากรีซได้เปิดประตูสำหรับการลาออกจากการใช้สกุลเงินยูโรไปแล้ว
ยืนยันได้จากถ้อยแถลงของนายกรัฐมนตรีไซปราสที่ระบุต่อหน้าสาธารณชนว่า รัฐบาลกรีซพร้อมสำหรับการกลับเข้าสู่โต๊ะเจรจากับเจ้าหนี้โดยทันที หลังจากนั้นไม่นาน
ยานิส วารูฟากิส รัฐมนตรีคลังประกาศลาออกจากตำแหน่ง เพื่อเปิดทางให้การเจรจาหนี้ทำได้โดยสะดวกยิ่งขึ้น
ท่าทีของกรีซหลังจากลงประชามติสะท้อนภาพความเชื่อว่า กรีซถือแต้มต่อในการเจรจาหลังจากลงประชามติ เพราะเชื่อว่าอย่างไรก็ตาม เจ้าหนี้จะไม่ปล่อยกรีซออกจากยูโรโซนอย่างแน่นอน เนื่องจากจะเกิดความเสียหายอย่างหนักกับฝ่ายยูโรโซน โดยเฉพาะในประเด็นความเสถียรภาพของค่าเงินยูโรหลังจากที่กรีซออกจากยูโรโซน ผลการลงประชามติเท่ากับกรีซไม่กลัวที่จะต้องออกจากยูโรโซน และพร้อมจะเผชิญหน้ากับชะตากรรมทางเศรษฐกิจเอง แม้ว่าในความเป็นจริงกรีซไม่ต้องการก็ตาม
อย่างไรก็ตาม ในอีกมุมหนึ่งต้องยอมรับว่ากรีซชะล่าใจกับเกมเจรจาหนี้กรีซครั้งนี้มากเกินไป เพราะในความเป็นจริง ฝ่ายที่กำลังเผชิญภาวะโกลาหลอยู่ขณะนี้คือกรีซ ไม่ใช่ยูโรโซน
หลังจากที่กรีซไม่สามารถเจรจาเงื่อนไขในการปล่อยเงินกู้กับฝ่ายเจ้าหนี้ได้ ธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) ระงับมาตรการความช่วยเหลือสภาพคล่องฉุกเฉิน (อีแอลเอ) ส่งผลให้กรีซต้องดำเนินมาตรการควบคุมเงินทุนอย่างเร่งด่วน โดยประกาศให้สัปดาห์ที่แล้วทั้งสัปดาห์เป็นวันหยุดธนาคาร และจำกัดการถอนเงินจากตู้เอทีเอ็มได้เพียง 60 ยูโร/วันเท่านั้น สร้างความระส่ำระสายไปทั่ว
ภาวะขาดแคลนสภาพคล่องของธนาคารพาณิชย์และการคลังของรัฐบาลจะกลายเป็นแรงกดดันให้รัฐบาลต้องพิมพ์สกุลเงินออกมาใช้เพื่อหล่อเลี้ยงระบบเศรษฐกิจในที่สุด ซึ่งจะยิ่งส่งผลให้เกิดความระส่ำระสายยิ่งขึ้นกว่าเดิมในระยะสั้น แต่นักวิเคราะห์หลายสำนักระบุตรงกันว่าจะส่งผลดีต่อสภาพเศรษฐกิจของกรีซในระยะยาว เนื่องจากรัฐบาลมีอำนาจในการควบคุมนโยบายการเงินและการคลังด้วยตนเอง
หรือมิฉะนั้น กรีซจำเป็นต้องหาแหล่งเงินกู้ทางอื่นที่ไม่ใช้เจ้าหนี้ทรอยก้ารายเดิม ได้แก่ กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) คณะกรรมาธิการยุโรป (อีซี) และอีซีบี โดยส่วนใหญ่มองทางเลือกเงินกู้ที่เป็นไปได้มากที่สุด คือ มหาอำนาจแห่งโลกตะวันออก อันได้แก่ พญามังกร จีน และพญาหมีขาว รัสเซีย
กระนั้นก็ตาม ต้องยอมรับว่าเป็นเรื่องยากที่ทั้งสองมหาอำนาจจะโดดเข้ามาช่วยกรีซในยามวิกฤตเช่นนั้น
รัสเซียถือเป็นตัวเลือกที่เป็นไปได้มากที่สุด เนื่องจากกรีซถือเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญในยุทธศาสตร์การแพร่อำนาจไปทางยุโรปตะวันออก ซึ่งถือว่าเป็นเขตอิทธิพล “หลังม่านเหล็ก” เก่าสมัยสหภาพโซเวียต
หากรัสเซียสามารถดึงกรีซเข้ามาอยู่ในเขตอิทธิพลได้ ก็เท่ากับเจาะแนวอิทธิพลใหม่ในยุโรปนอกเหนือจากยูเครน นอกจากนี้ รัสเซียยังมีผลประโยชน์ในการวางแนวท่อก๊าซผ่านกรีซ และที่สำคัญที่สุดคือจุดยุทธศาสตร์ท่าเรือน้ำอุ่นที่จะเชื่อมรัสเซียกับทะเลเมดิเตอร์เรเนียน
อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับว่า หลังจากเผชิญวิกฤตราคาน้ำมันร่วงตั้งแต่กลางปีที่แล้วสืบเนื่องจนถึงกลางปีที่ผ่านมา และภาวะสกุลเงินรูเบิ้ลร่วงลงอย่างรุนแรง ทำให้รัสเซียไม่มีศักยภาพเพียงพอจะเป็นเจ้าหนี้รายใหม่ให้แก่กรีซ
ข้ามมาทางฝั่งจีน ซึ่งหลายฝ่ายจับตาว่ามีความเป็นไปได้ที่จะใช้กลไกธนาคารบริกส์ในการช่วยกรีซให้พ้นจากภาวะหนี้ ทว่าในสภาพความเป็นจริง ต้องยอมรับว่าจีนแทบไม่มีแรงจูงใจใดเลยในการเข้าไปให้ความช่วยเหลือกรีซในครั้งนี้ ผลประโยชน์ของจีนในกรีซน้อยมาก กรีซไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของแผนการสร้างเส้นทางสายไหมทางทะเลเพื่อเชื่อมเอเชียกับยุโรปด้วยซ้ำ จึงแทบไม่มีความเป็นไปได้ที่จีนจะเข้าช่วยเหลือกรีซในครั้งนี้
แม้สถานการณ์ล่าสุดจะแสดงให้เห็นถึงแต้มต่อที่กรีซมี แต่มองในเชิงลึกแล้วจะพบว่าฝ่ายกรีซเองที่ยังเสียเปรียบอยู่ นอกจากนี้ ดูเหมือนฝ่ายยุโรปจะเตรียมพร้อมอยู่แล้ว ไม่ว่ากรีซจะใช้ลูกไม้ใดๆ ก็ตาม เห็นได้ชัดจากกรณีที่ฝ่ายยุโรปยังไม่ยอมออกเงินตามโครงการกลไกเพื่อความเสถียรภาพแห่งยุโรป (อีเอสเอ็ม) จนกว่าผลประชามติจะออกมา
เพราะกลัวว่าหากอนุมัติเงินกู้ที่กรีซขอไปแล้ว แม้ว่ากรีซจะยอมทำตามข้อตกลงในการปฏิรูปเศรษฐกิจบางประการในเบื้องต้น แต่ก็มีความเป็นไปได้สูงเช่นกันที่กรีซจะใช้ผลการลงประชามติเป็นข้ออ้างในการ
กลับคำพูด เท่ากับว่าฝ่ายเจ้าหนี้ยูโรโซนจะเสียถึงสองเด้ง นอกจากจะเสียเงินกู้ก้อนใหม่ให้กรีซแล้ว ยังไม่สามารถบังคับให้กรีซใช้มาตรการปฏิรูปได้อีกด้วย
การประชุมฉุกเฉินของรัฐมนตรีคลังยูโรโซน 19 ประเทศในวันนี้ เพื่อเตรียมตัวการประชุมผู้นำยุโรปในวันพุธ จึงน่าจะเป็นการหารือเพื่ออุดช่องว่างจุดอ่อนต่างๆ ในการเจรจาหนี้กับกรีซที่พยายามจะใช้หนี้ครั้งนี้ให้น้อยที่สุด
เกมการเจรจาหนี้ของกรีซในครั้งนี้ จึงไม่ง่ายอย่างที่ไซปราสคิดอย่างแน่นอน







