
ไทย-ญี่ปุ่น-เมียนมาลงนามพัฒนาโครงการทวาย
นายกฯไทย นายกฯญี่ปุ่น และประธานาธิบดีเมียนมา ร่วมเป็นสักขีพยาน ในพิธีลงนามบันทึกแสดงเจตจำนงโครงการทวาย
นายกฯไทย นายกฯญี่ปุ่น และประธานาธิบดีเมียนมา ร่วมเป็นสักขีพยาน ในพิธีลงนามบันทึกแสดงเจตจำนงโครงการทวาย
พลตรี วีรชน สุคนธปฏิภาค รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น และประธานาธิบดีเมียนมาร่วมเป็นสักขีพยาน เป็นสักขีพยานในการลงนามในบันทึกแสดงเจตจำนง (Memorandum of Intention – MOI) ระหว่างเมียนมาร์ – ไทย – ญี่ปุ่น สำหรับการพัฒนาโครงการทวาย เมื่อช่วงบ่ายที่ผ่านมา
เขตเศรษฐกิจพิเศษและท่าเรือน้ำลึกทวายจะเป็นประตูการค้ายุทธศาสตร์สำคัญของภูมิภาคออกสู่มหาสมุทรอินเดีย ขณะนี้ไทยกำลังเร่งพัฒนาการเชื่อมต่อกับทวาย ทั้งทางรางที่กำลังร่วมมือกับรัฐบาลญี่ปุ่น และทางถนนจากชายแดนไทยไปยังทวาย ซึ่งรัฐบาลไทยได้เห็นชอบวงเงินจำนวน 16,500 ล้านเยนแล้ว โดยจะเชี่อมโยงทวายกับอีสเทิร์น ซีบอร์ด (Eastern Seaboard) ต่อไปยังกัมพูชาและเวียดนาม ซึ่งไทยหวังว่า ภาคเอกชนญี่ปุ่นจะสนับสนุนโครงการทวายอย่างเต็มที่
นายกรัฐมนตรียังได้แสดงความชื่นชมนโยบายของบริษัทญี่ปุ่นที่ส่งเสริมการวิจัยและพัฒนา นวัตกรรม และเทคโนโลยี ตลอดจนการประกอบกิจการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ในกรอบลุ่มน้ำโขงกับญี่ปุ่น ไทยให้ความสำคัญต่อการร่วมทุนระหว่างภาครัฐกับภาคเอกชน (PPP) เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของอนุภูมิภาค และให้ภาคเอกชนสามารถมีส่วนร่วม ในโครงการต่าง ๆ ได้มากขึ้น เพื่อส่งเสริมการเชื่อมโยงในอนุภูมิภาคและอาเซียน
นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรีได้กล่าวเชิญชวนนักลงทุนวิสาหกิจขนาดกลางและย่อม (SMEs) ญี่ปุ่นมาลงทุน ในอนุภูมิภาคมากขึ้น โดยเฉพาะใน อุตสาหกรรมการเกษตร เกษตรแปรรูป การรีไซเคิล พลังงานทดแทน และอุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลญี่ปุ่นที่ส่งเสริมการลงทุนของ SMEs ในต่างประเทศ โดยเฉพาะในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงในฐานะฐานการผลิตส่วนขยาย
รัฐบาลไทยยังตระหนักถึงความสำคัญของการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ และพร้อมที่จะร่วมมือกับภาคเอกชน ประเทศที่เกี่ยวข้อง และหุ้นส่วนเพื่อการพัฒนาในการพัฒนาแรงงานฝีมือในลุ่มน้ำโขง เพื่อตอบสนองความต้องการของภาคการผลิตและรองรับการจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษ ที่ผ่านมา ไทยได้จัดฝึกอบรมในอุตสาหกรรมต่าง ๆ เช่น ยานยนต์ และขณะนี้อยู่ระหว่างการจัดตั้งศูนย์พัฒนาฝีมือแรงงานชายแดนเพื่อรองรับการเคลื่อนย้ายแรงงานต่างด้าวในเขตเศรษฐกิจพิเศษ
ตอนท้าย นายกรัฐมนตรีได้กล่าวเชิญชวนนักธุรกิจญี่ปุ่นให้มีส่วนร่วมในการสร้างความเจริญอย่างมั่นคง มั่งคั่ง อย่างยั่งยืนของอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง โดยมีประชาชนเป็นศูนย์กลางต่อไป







